คิดบวกแบบอั๋น-ภูวนาท คุนผลิน

คิดบวกแบบอั๋น-ภูวนาท คุนผลิน
ปัจจุบันอั๋นเขียนคอลัมน์ประจำให้นิตยสารแพรวและเขียนคู่กับดีเจอ้อย-นภาพร อีกคอลัมน์ในนิตยสาร seventeen จุดเริ่มต้นในการเขียนเจ้าตัวบอกมาจากการที่มีหลายต่อหลายคนลงความเห็นว่าเขาเป็นคนเล่าเรื่องสนุก น่าจะเขียนหนังสือได้สนุกด้วย นิตยสารหลายเล่มชวนให้เขียน แต่เขาปฏิเสธเพราะรู้สึกว่าเขียนไม่ได้ ยังมีความสามารถไม่พอ จนกระทั่งวันหนึ่งพี่อ้อย-นภาพร เพื่อนร่วมงานคนสนิทเขียนหนังสือ เขาอ่านและประทับใจ ตอนนั้น มีความรู้สึกว่าตัวเองก็เขียนได้อย่างนี้ แต่กลับหยุดความรู้สึกไว้ ด้วยเหตุผลคือ

“ถ้าเขียนจะเป็นพี่อ้อยเลย แต่เป็นพี่อ้อยตัวผู้ จะเป็นพี่อ้อยตัวผู้ทำไมวะ แล้วคนก็จะบอกว่าเราเลียนแบบ เลยไม่เขียนจนกว่าจะเจอทางของตัวเอง แต่ไม่ได้ซีเรียสว่า ต้องหาทางตัวเองให้เจอ เราก็ลองค้นหาไปเรื่อย ๆ แต่อยู่ดี ๆ วันหนึ่งก็ลุกขึ้นมาเขียน คือตอนนั้นไปดูคอนเสิร์ตมาแล้วประทับใจ นอนเล่นบ่าย ๆ อยู่บ้าน คิดไปเรื่อย ๆ เฮ้ย! จบว่ะ คิดตั้งแต่ต้นจนจบได้ วิ่งไปเลยหยิบกระดาษมาเขียน คือถ้าเริ่มต้นจากสิ่งที่ชอบ ที่เราอิน ผมว่าเราจะทำได้ดี อย่างเราดูหนังเรื่องหนึ่งแล้วชอบมาก ออกมาคุยกับเพื่อนว่า หนังพยายามบอกอะไรเรา แล้วอยู่ดี ๆ เราได้สัจธรรมบางอย่างที่สวยงามอลังการมาก ไม่อยากเก็บไว้คนเดียว นั่นคือสิ่งที่อยากเขียน แต่สิ่งที่บอกตัวเองเสมอว่าจะไม่ทำคือ จะไม่เขียนชีวประวัติตัวเองเด็ดขาด ไม่เขียนว่าฉันเกิดที่นี่ ตอนเด็กเป็นแบบนั้น พ่อแม่เลี้ยงแบบนี้ ถ้าดังแบบไมเคิล แจ็คสัน แบบมาดอนน่า เขาไม่เป็นคนธรรมดา เหมือนเป็น เทพ มีชีวิตที่คนปกติไม่มี แบบนั้นอั๋นถึงเขียน”

ถ้าได้อ่านงานเขียนของอั๋น ระหว่างทางเราจะพบว่าเขาจิกกัด ประชดประชันคนโน้นคนนี้ เหตุการณ์นี้โน้นไปเรื่อย บางเรื่องก็เศร้า แต่ในท้ายที่สุดแล้วเขาก็นำเสนอมุมมองที่ดี ความคิดแง่บวกให้กับคนอ่าน ซึ่งความจริงแล้ว เจ้าตัวบอกทำไปเพื่อตัวเองก่อนเป็นอันดับแรก

“ถ้าไม่คิดบวกเราเองตายไง ผมรู้สึกว่าทุกอย่างในโลก บวกไม่บวกเพื่อตัวเราเองทั้งนั้น ถ้าเรามองลบ คนอื่นเขาไม่รู้เรื่อง ไม่ได้สนใจหรอก แต่เราสิคือคนที่อยู่กับอะไรที่ลบ ๆ เอง บางเรื่องในชีวิตจริงที่เจอเศร้ามากอย่างตอน ‘ดีใจที่ยังได้เจอ’ ผมเจอเพื่อนออนไลน์คนหนึ่งชื่อคุณต้าร์ เป็นอาจารย์ซึ่งเราไม่เคยเจอหน้ากันมาก่อนเลยนะ แต่เขารู้จักเราและอาสาช่วยพิมพ์ต้นฉบับให้ วันหนึ่งมีนักศึกษามาขอพบผมที่ห้องจัดรายการวิทยุอย่างด่วน แต่ทีมงานกลัวว่าจะเป็นพวกโรคจิต เลยให้น้องเขาทิ้งเบอร์ไว้แทน โทร.กลับไปถึงรู้ว่าอาจารย์ต้าร์ประสบอุบัติเหต อยู่ไอซียู ซึ่งผมไม่ได้สังเกตเลยว่าเขาไม่ได้ออนไลน์มาเป็น 10 วันแล้ว พอรู้จึงตามไปที่โรงพยาบาล และได้พูดกับเขาทั้ง ๆ ที่เขาไม่สามารถได้ยินแล้ว เพราะสมองไม่ทำงาน สุดท้ายต้าร์ก็จากไป เรื่องนี้ฟีดแบ็กแรงมาก แพรวถึงกับต้องโทร.มาเลยว่า จดหมายถล่มทลาย อี-เมล์เต็มเลย มีคนถามว่าจริงหรือ เป็นเรื่องแแต่งหรือเปล่า เป็นเรื่องเศร้าจังเลย แต่มันคือเรื่องจริงไง และแรงกับความรู้สึกเรามาก เดี๋ยวนี้เวลาเจอเรื่องอะไรแรง ๆ ไม่ว่าจะแง่บวกแง่ลบก็จะเขียนไว้ ซึ่งเป็นการระบายออกที่ดี และอาจเป็นการบังคับตัวเองให้มองหาข้อดีของมันให้ได้ ซึ่งไม่ได้แค่เฉพาะงานเขียนนะครับ ผมว่าทุกอย่างในชีวิตต้องจบให้ดีเสมอ”

ใครที่ยังไม่เคยลงมือเขียน ลองเริ่มต้นดูสักครั้งบางทีคุณอาจได้อะไรดีๆ อย่างที่อั๋น-ภูวนาท ได้รับมาแล้ว

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *