ลงทุน : ความโลภกับการลงทุน

ลงทุน : ความโลภกับการลงทุน
โลกในมุมมองของ Value Investor

วอเร็น บัฟเฟตต์ เคยพูดเกี่ยวกับการลงทุนว่า ในขณะที่คนส่วนใหญ่กำลังโลภ เราต้องพยายามกลัว และในขณะที่คนทั่วไปกำลังรู้สึกกลัวนั้น เราต้องพยายามโลภ
ในช่วงนี้คนจำนวนมากในตลาดหุ้นคงจะโลภ เพราะการทำเงินดูเหมือนจะง่ายและเร็วอย่างไม่น่าเชื่อ ภาวะเศรษฐกิจ การเมือง การเงิน ตลาดหุ้นและผลการดำเนินงานของบริษัทจดทะเบียนดูเหมือนจะมีทิศทางเดียวคือดีขึ้นและจะดีขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกับดัชนีตลาดหลักทรัพย์และปริมาณการซื้อขายที่เพิ่มสูงขึ้นมหาศาล และนี่คือสิ่งที่ทำให้นักลงทุนเกิดความโลภ

Value Investor จำนวนมากก็คือปุถุชนดังนั้นความโลภจึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงได้ยากโดยเฉพาะเมื่อเห็นเพื่อน ๆ นักลงทุนและนักเก็งกำไรทำเงินจากการลงทุนในหุ้นบางตัวหรือบางกลุ่มได้อย่างรวดเร็ว แต่คำแนะนำของผมก็คือในภาวะอย่างนี้เราต้องพยายามกลัว เช่น กลัวว่าหุ้นจะปรับตัวลง กลัวว่าหุ้นที่ราคาขึ้นไปมาก ๆ จะตกลงมาเมื่อเกิดเหตุการณ์บางอย่างที่ไม่คาดฝัน กลัวว่าเศรษฐกิจที่ร้อนแรงจะชะลอตัวลง กลัวว่าผลการดำเนินงานของกิจการจะไม่เป็นไปดังคาดและพยายามหาเรื่องอื่น ๆ มากลัวอีกหลายเรื่อง

แต่สิ่งหนึ่งที่สำคัญก็คือ อย่ากลัวจนต้องขายหุ้นทิ้ง ถอนการลงทุนจากตลาดหุ้นเพื่อที่จะรอให้ดัชนีปรับตัวลงมาเพื่อ “รอซื้อหุ้นถูก” เพราะการออกจากตลาดหุ้นอาจจะทำให้เสียโอกาสกำไรมหาศาลหากตลาดไม่ปรับตัวลงแต่กลับปรับตัวขึ้นไปอีกมาก Value Investor พันธุ์แท้จะไม่ออกจากตลาดหุ้นถ้าไม่คิดว่าหุ้นทั้งตลาดมีราคาแพงเกินไปมาก ซึ่งในความเห็นของผมไม่ใช่เวลานี้

คำถามก็คือ เราควรกลัวแค่ไหน? กลยุทธ์การลงทุนควรจะเป็นอย่างไร?

ผมคงไม่สามารถตอบคำถามให้แต่ละคนได้ เพราะความโลภและความกลัวของแต่ละคนคงไม่เหมือนกัน แต่จะให้แนวทางคร่าว ๆ ว่าในความเห็นของผมซึ่งค่อนข้างจะอนุรักษ์นิยม และไม่ใช่คนที่โลภมากเท่าไรนัก ผมคิดว่า:

การลงทุนในหุ้นกลุ่มรีแฮบโก้หลายหุ้นในขณะนี้เป็นการลงทุนที่เกิดจากความโลภ และคนลงทุนไม่ได้คิดถึงความกลัวหรือไม่ได้ “พยายาม” กลัวเท่าที่ควร เหลุผลก็คือ บริษัทที่เข้าอยู่ในแผนฟื้นฟูนั้นถึงแม้ว่าหลาย ๆ บริษัทจะมีโอกาสออกจากแผนได้ แต่ฐานะการเงินก็ยังไม่ดีนัก หนี้ยังคงมากในขณะที่ส่วนของผู้ถือหุ้นมักจะมีน้อย ที่สำคัญกำไรที่เกิดขึ้นยังไม่ใช่กำไรจริงที่เกิดจากผลการดำเนินงานปกติ ส่วนใหญ่มักจะเป็นกำไรที่เกิดจากการปรับโครงสร้างหนี้ กำไรที่เกิดจากการทำธุรกิจที่เกิดขึ้นก็มักจะยังไม่มีความแน่นอนว่าจะสามารถดำรงอยู่ได้ในระยะยาว สรุปได้ว่าธุรกิจยังไม่มีความแน่นอน

ที่สำคัญกว่าเรื่องฐานะและผลการดำเนินงานก็คือเรื่องราคาหุ้นของบริษัทในกลุ่มรีแฮปโก้หรือหุ้นที่เพิ่งออกจากการฟื้นฟูใหม่ ๆ ซึ่งหลายบริษัทมีราคาสูงขึ้นไปมาก หรือมูลค่าหุ้นของบริษัทมีค่าสูงขึ้นมาอย่างไม่น่าเชื่อ ประเด็นหลังนี้เป็นเรื่องที่สำคัญเพราะนักลงทุนที่ไม่ได้วิเคราะห์หุ้นอย่างลึกซึ้งจะมองไม่เห็น ทำให้เกิดความเข้าใจผิดคิดว่าหุ้นมีราคา “ไม่แพง” จึง “น่าลงทุน” เมื่อเปรียบเทียบกับการฟื้นตัวของกิจการ

หุ้นรีแฮปโก้ส่วนใหญ่มักจะมีการแปลงหนี้เป็นทุนจำนวนมาก ทำให้มีจำนวนหุ้นมากว่าปกติ หลาย ๆ บริษัทยังมีวอแรนต์ที่ยังไม่ได้ถูกใช้สิทธิแต่ก็มีโอกาสที่จะแปลงมาเป็นหุ้น หุ้นจำนวนมากเหล่านี้จะมาเป็นตัวหารหรือตัวแบ่งกำไรทำให้กำไรต่อหุ้นของบริษัททั้งในปัจจุบันและอนาคตต่ำลงมาก เพราะฉะนั้นแม้ว่าราคาหุ้นของบริษัทในกลุ่มรีแฮปโก้จะดูเหมือนต่ำไม่ถึง 10 บาทต่อหุ้น แต่ถ้าคิดถึงค่า P/E ที่คิดจากกำไรปกติของบริษัทแล้ว อาจจะบอกได้ว่าเป็นหุ้นที่มีราคาแพงมาก

การลงทุนในหุ้นของบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์หลาย ๆ บริษัทที่เพิ่งมีผลกำไรพุ่งพรวดจากการปรับโครงสร้างหนี้ และ/หรือจากการขายบ้านหรือคอนโดมีเนียมในช่วงนี้ผมรู้สึกว่าน่าจะเกิดจากความโลภมากกว่าความกลัว เนื่องจากราคาหุ้นของบริษัทเหล่านี้ได้ปรับตัวขึ้นไปมากเป็นหลาย ๆ เท่า ๆ จากราคาหุ้นที่ผ่านมาเพียงปีหรือสองปี

ความกลัวของผมในเรื่องของอสังหาริมทรัพย์นั้นมีหลายเรื่อง แต่ที่สำคัญก็คือเวลาที่อสังหาริมทรัพย์บูมนั้น ผู้ประกอบการสามารถเข้ามาเล่นในตลาดได้อย่างไม่จำกัด และทำได้อย่างรวดเร็ว ฟองสบู่ของอสังหาริมทรัพย์นั้นเป็นฟองที่เกิดได้เร็วและรุนแรงแค่ไหนคงไม่ต้องพูดถึงและเราได้เห็นมาแล้ว ดังนั้นก่อนที่ Value Investor จะลงทุนในธุรกิจนี้จึงควรพยายามกลัวไว้บ้างก็จะดีครับ

ดีกว่าธุรกิจอสังหาริมทรัพย์เพราะผู้เล่นหน้าใหม่เข้าตลาดไม่ได้ก็คือธุรกิจหลักทรัพย์ซึ่งได้รับประโยชน์เต็มที่จากการที่ตลาดหุ้นบูมในช่วงนี้ แต่ก็เป็นธุรกิจที่ควรกลัวด้วยเหมือนกันเพราะธุรกิจหลักทรัพย์นั้นมีช่วงดีและช่วงเลวร้ายสลับกันมาตลอดและไม่สามารถคาดการณ์ได้ ดังนั้นการลงทุนในหุ้นของบริษัทหลักทรัพย์ที่มีราคาแพงคือมีค่า P/E สูงมาก ๆ จึงมีความเสี่ยงที่สูงและอาจทำให้เกิดความเสียหายมากได้ถ้าสถานการณ์เปลี่ยนไป

หุ้นของกิจการที่ผลิตและขายสินค้าโภคภัณฑ์ที่มีราคาขึ้นลงเป็นวัฎจักรเช่นหุ้นของบริษัทปิโตรเคมี หุ้นของบริษัทเรือ หุ้นของบริษัทที่ผลิตสินค้าเกี่ยวกับเกษตรกรรมที่กำลังมีราคาพุ่งขึ้นนั้น แม้ว่าจะมีคนบอกว่าราคาจะยังพุ่งขึ้นหรือสูงต่อไปอีกระยะหนึ่งนั้นก็เป็นหุ้นที่ควรพยายามกลัวด้วยเหมือนกัน

เพราะราคาของผลิตภัณฑ์ที่สูงมากนั้นอาจจะชักนำให้ผู้ผลิตขยายกำลังการผลิตอย่างรวดเร็วและทำให้ราคาตกลงมาเร็วกว่าที่คิด ทำให้กำไรของกิจการลดลงเร็วกว่าที่คาด และราคาหุ้นที่วิ่งขึ้นไปมากเกินพื้นฐานอาจจะตกกลับลงมาอยู่ในระดับที่เหมาะสม

ที่เขียนมาทั้งหมดนั้นไม่ได้เป็นการคาดการณ์ว่าหุ้นเหล่านั้นไม่ควรจะลงทุน มีความเป็นไปได้ว่าหุ้นที่ “ร้อน” เหล่านั้นจะร้อนต่อไปและคนที่เข้าไปลงทุนก็มีกำไรอย่างมากและรวดเร็วต่อไปและคนที่ “โลภ” เป็นผู้ชนะ แต่สำหรับ Value Investor ที่มุ่งมั่นในการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำและลงทุนระยะยาวมากนั้น เวลานี้ควรเป็นเวลาที่ต้อง “พยายามกลัว” เพื่อการเป็นผู้ชนะในระยะยาว

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *