ความเหงาทำร้ายคนได้เท่าบุหรี่

ความเหงาทำร้ายคนได้เท่าบุหรี่
• คุณภาพชีวิต
เสี่ยงโรคหัวใจ-ภูมิคุ้มกันอ่อนแอ

ผู้เชี่ยวชาญเตือนความเหงาทำร้ายคนเราได้พอๆ กับการสูบบุหรี่หรือโรคอ้วน ทำให้ความดันโลหิตพุ่ง ระบบภูมิคุ้มกันโรคอ่อนแอลง นอนหลับยาก และอาจเป็นโรคจิตเสื่อมเร็วขึ้น

คำเตือนเหล่านี้นำเสนออยู่ในที่ประชุมอเมริกัน แอสโซซิเอชัน ฟอร์ ดิ แอดวานซ์เมนท์ ออฟ ไซนส์เมื่อวันจันทร์ (16) โดยจอห์น คาซิออปโป ซึ่งค้นพบว่าความเปล่าเปลี่ยวทำให้สมองผลิตฮอร์โมนคอร์ติซอลออกมามากขึ้น และทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นถึงระดับที่อาจทำให้เกิดหัวใจวายและโรคหลอดเลือดสมอง

เมื่อเปรียบเทียบสุขภาพของคนที่ปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอกกับคนที่ชอบสังสรรค์ นักวิจัยพบความแตกต่างมากพอๆ กับความแตกต่างระหว่างคนสูบบุหรี่กับไม่สูบ คนที่เป็นโรคอ้วนกับคนที่น้ำหนักปกติ และคนที่ออกกำลังกายกับคนที่ไม่ออกกำลังกาย

ในการศึกษาพบว่า คนที่เหงาที่สุดมีระดับความดันโลหิตสูงกว่าคนที่มีกิจกรรมร่วมกับผู้อื่นมากที่สุดถึง 30 จุด หรือเท่ากับมีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดสมอง รวมถึงการเสียชีวิตจากโรคเหล่านี้มากกว่าคนที่มีระดับความดันโลหิตปกติถึงสามเท่า ฮอร์โมนคอร์ติซอลในระดับสูงยังไปกดทับระบบภูมิคุ้มกันโรค ทำให้คนๆ นั้นอ่อนแอต่อโรคต่างๆ
คนที่อยู่อย่างโดดเดี่ยวยังนอนหลับไม่สนิท ทำให้ระหว่างวันรู้สึกเฉื่อยชา และมีแนวโน้มต้องพึ่งยานอนหลับ ความเหงายังมีผลต่อสุขภาพอีกมากมาย รวมถึงการเร่งกระบวนการของโรคจิตเสื่อม ซึ่งแม้ยังไม่รู้สาเหตุแน่ชัด แต่เป็นไปได้ว่าสมองอาจไม่มีการผ่อนคลายแบบที่คนที่เข้าสังคมเป็นประจำเป็น

ศาสตราจารย์คาซิออปโปจากมหาวิทยาลัยชิคาโก สหรัฐฯ กล่าวว่าปรากฏการณ์นี้พบได้อย่างกว้างขวางในสังคมปัจจุบันที่แตกเป็นเสี่ยงๆ ที่ผู้คนสื่อสารกันทางอินเทอร์เน็ตแทนการพบหน้าค่าตากัน

“เราต่างอยู่อย่างโดดเดี่ยวมากขึ้น บางทีอาจเป็นเพราะเราอายุมากขึ้น แต่งงานช้าลง มีลูกและเพื่อนสนิทน้อยลง”

คาซิออปโปแนะนำให้คนที่อยู่ตามลำพังหาเพื่อนจากการทำงานการกุศล และว่าการมีเพื่อนสนิทไม่กี่คนดีกว่าการมีคนรู้จักก๊วนใหญ่

“คนเหงาอาจรู้สึกหิวโหย สิ่งสำคัญก็คือ ต้องตระหนักว่าวิธีแก้ปัญหาไม่ใช่เพียงการหาอะไรใส่ท้อง แต่เป็นการทำอาหารและร่วมดื่มกินกับคนอื่น”

คาซิออปโปยังเชื่อว่า พฤติกรรมนี้ฝังรากอยู่ในกระบวนการวิวัฒนาการ กล่าวคือความเจ็บปวดจากความเปลี่ยวเหงาเตือนให้คนที่อยู่โดดเดี่ยวนึกถึงการเข้าร่วมสังคมเพื่อได้รับความรู้สึกอบอุ่นปลอดภัย

ที่มา : หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *