ความเสี่ยง 23 ประการ ของโลกในทศวรรษหน้า (1)

ความเสี่ยง 23 ประการ ของโลกในทศวรรษหน้า
วิวรรณ ธาราหิรัญโชติ กรุงเทพธุรกิจ วันจันทร์ที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2550
เมื่อเร็วๆ นี้ World Economic Forum ร่วมกับ Citigroup, Marsh & McLennan Companies, Swiss Re และ Wharton School Risk Center ได้นำเสนอรายงาน Global Risk 2007 เป็นรายงานเกี่ยวกับความเสี่ยง 23 ประการของโลก ในทศวรรษหน้า รวมถึงให้ข้อเสนอแนะในการจัดการ หรือเตรียมการเพื่อลดความเสี่ยงหรือบรรเทาความเสียหายจากความเสี่ยงเหล่านั้น ดิฉันเห็นว่ามีประโยชน์จึงอยากจะนำมาเล่าสู่กันอ่านพอสังเขปดังนี้ ความเสี่ยง 23 ประการ แบ่งออกได้เป็น 5 กลุ่มใหญ่ๆ คือ เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ สังคม และเทคโนโลยี โดยความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ ได้รับการจัดให้อยู่ในอันดับต้นๆ เพราะใน 5 ปัจจัยเสี่ยงของเศรษฐกิจนั้น ล้วนแล้วแต่มีความเสี่ยงโดยรวมเพิ่มขึ้นจากเดิมทั้งสิ้น
ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ 5 ปัจจัยที่กล่าวถึง ประการแรก คือ ราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว และการที่แหล่งผลิตพลังงานอาจได้รับผลกระทบทำให้ไม่สามารถผลิตได้อย่างต่อเนื่อง โดยมองว่าแม้จะมีโครงการ เพิ่มกำลังผลิตพลังงาน ถึง 25% ภายในปี 2015 แต่อุปทานของพลังงานก็จะค่อนข้างตึงตัว ดังนั้นหากมีสิ่งมากระทบ ไม่ว่าจะเป็นทางกายภาพ หรือจากการกักตุนสต็อกไว้เก็งกำไร ก็สามารถส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันได้ทั้งสิ้น
ประการที่สอง คือการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของสหรัฐอเมริกา และการอ่อนตัวของค่าเงินดอลลาร์ โดยอัตราแลกเปลี่ยนซึ่งคิดถ่วงน้ำหนักจากปริมาณการค้า แสดงว่าเงินดอลลาร์ได้อ่อนค่าไปแล้ว 23% ตั้งแต่ปี 2002 เป็นต้นมา นักวิเคราะห์จำนวนมากก็ยังเชื่อว่าเงินดอลลาร์ยังสามารถอ่อนตัวลงได้อีก เพื่อจำกัดการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไม่ให้ขยายตัวเพิ่มขึ้นมากจนเกินไป
ประการที่สาม คือ การที่เศรษฐกิจของจีนมีโอกาสชะลอตัวอย่างรวดเร็ว หรือเรียกว่า hard landing โดยชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจของจีนโตต่อเนื่องมา 28 ปี โดยในปี 2007 คาดว่าจะเติบโต 9.8% และปี 2008 จะโต 10.7% การเติบโตอาจได้รับผลกระทบจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจสหรัฐ การลงทุนที่สูงอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้มีกำลังผลิตส่วนเกินเหลือมาก และอาจมีปัญหาของหนี้เสีย
ประการที่สี่คือ ความเสี่ยงทางการคลังของประเทศใน จี8 (G8) และการขาดดุลในประเทศที่มีเศรษฐกิจขนาดใหญ่ อาจทำให้เกิดวิกฤตการณ์ทางการคลังได้ นอกจากนี้ยังมีความท้าทายของการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างประชากร ซึ่งมีกลุ่มผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น และภาระการดูแลสุขภาพอย่างเท่าเทียมกัน
ประการที่ห้า คือ ความเสี่ยงที่ราคาทรัพย์สินต่างๆ จะลดลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งราคาบ้านในประเทศพัฒนาแล้ว (และในตลาดเกิดใหม่บางประเทศ)ได้สูงขึ้นถึงเท่าตัวในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ทำให้ราคาบ้านต่อรายได้เพิ่มขึ้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ผู้เชี่ยวชาญจึงกังวลว่า จะมีการปรับตัวลดลงอย่างรวดเร็ว และส่งผลถึงการบริโภค (เพราะมีฝรั่งจำนวนมากนำบ้านไปจำนองแล้วนำเงินมาใช้จ่าย) อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ และราคาทรัพย์สินอื่นๆ
ความเสี่ยงทางด้านสิ่งแวดล้อม 5 ปัจจัย โดยมีปัจจัยที่ได้รับการจัดว่ามีความเสี่ยงโดยรวมเพิ่มขึ้น 4 ปัจจัยหลักๆ คือ ปัจจัยแรก คือ ภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง โดยโลกอุ่นขึ้น และน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ซึ่งมีการวิจัยว่าอุณหภูมิที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ อาจเป็น สาเหตุให้เกิดพายุเฮอร์ริเคนในมหาสมุทรแอตแลนติกตอนเหนือ ที่มีความรุนแรงขึ้น ปัจจัยที่สอง คือ ระบบการจัดการน้ำสะอาดที่อาจจะไม่เพียงพอต่อการใช้ในทั่วโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชีย ปัจจัยที่สาม คือ พายุเขตร้อนที่ทวีความรุนแรงขึ้น จากสาเหตุของการที่โลกอุ่นขึ้น และจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากพัฒนาชายฝั่งต่างๆ ของมนุษย์ ปัจจัยที่สี่ คือภัยธรรมชาติจากน้ำท่วม เนื่องจากสภาพอากาศเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรงมากขึ้น และปัจจัยที่ห้า เป็นปัจจัยที่มีความเสี่ยงโดยรวมเท่าเดิม ทั้งโอกาสเกิดและความรุนแรง คือ ภัยธรรมชาติจากแผ่นดินไหว
ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (Geopolitical Risk) มี 6 ปัจจัย ที่มีความเสี่ยงโดยรวมเพิ่มมี 5 ปัจจัย คือ การก่อการร้ายนานาชาติ การแพร่ขยายของการสะสมอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูง สงครามระหว่างรัฐและสงครามกลางเมือง ความเสี่ยงของรัฐที่ล้มเหลว (Failed and failing states ที่คุณอานันท์ ปันยารชุน เคยกล่าวถึง) การพยายามหลีกเลี่ยงจากกระแสโลกาภิวัตน์ในการเจรจาการค้าโลก ความไม่มีเสถืยรภาพในตะวันออกกลาง และปัจจัยสุดท้าย มีความเสี่ยงในระดับคงที่คือ อาชญากรรมข้ามชาติและการคอร์รัปชัน
ความเสี่ยงทางสังคม มีที่ระดับความเสี่ยงคงเดิม 2 ปัจจัย และที่ผู้เชี่ยวชาญยังไม่คิดว่าเป็นความเสี่ยงอีก 2 ปัจจัย โดยปัจจัยที่มีความเสี่ยงคงเดิมคือ การแพร่ระบาดของโรคต่างๆ และการแพร่ของโรคติดต่อเช่น โรคเอดส์ในประเทศกำลังพัฒนา โดยอัตราการแพร่กระจายของโรคอยู่ในระดับทรงตัวแต่ก็ยังเป็นความเสี่ยงอยู่ ส่วนปัจจัยเสี่ยงที่ผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นแตกต่างกันว่า เป็นความเสี่ยงหรือไม่คือ โรคเรื้อรังที่เกิดในประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งเป็นโรคที่เกิดจากการดำเนินชีวิตที่ไม่ถูกต้อง (เช่น โรคหัวใจ มะเร็ง) และปัจจัยเสี่ยงจากภาระรับผิดชอบที่ต้องชดใช้ หรือจ่ายค่าความเสียหายขององค์กรต่างๆ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญจำนวนมากมองว่าเป็นปัจจัยที่เกิดขึ้นเฉพาะในสหรัฐอเมริกา และไม่น่าจะขยายไปในประเทศอื่นๆ ในโลก
ความเสี่ยงทางเทคโนโลยี มี 2 ปัจจัย ซึ่งมีระดับความเสี่ยงคงที่ทั้งคู่ คือ ความเสี่ยงจากการล่มของระบบข้อมูลที่มีความสำคัญ และความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากนาโนเทคโนโลยี
ทางผู้ศึกษายังแนะนำวิธีจัดการความเสี่ยงในระดับประเทศไว้ว่าเราอาจจะต้องมีเจ้าหน้าที่ดูแลความเสี่ยงของประเทศ (Country risk officer) เพื่อดูแลสถานการณ์ความเสี่ยงของประเทศในแต่ละขณะว่าเป็นอย่างไร และประสานงานกับนานาประเทศ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูล และคำเตือนเกี่ยวกับสถานการณ์ พร้อมทั้งแนะวิธีโอนย้ายความเสี่ยงด้วยค่ะ
การรับทราบความเสี่ยงเป็นส่วนหนึ่งของการสร้างปัญญา ซึ่งจะทำให้เราสามารถเตรียมรับ และจัดการกับเหตุต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น ท่านที่สนใจหาอ่านรายละเอียดได้ที่ www.worldeconomicforum.org
________________________________________

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *