ความเฉลียวฉลาดและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง

ความเฉลียวฉลาดและปัจจัยที่เกี่ยวข้อง
ความฉลาดของบุคคล
พ่อแม่ทุกคนล้วนอยากให้ลูกฉลาดมีสุขภาพอนามัยสมบูรณ์
ปัจจุบันได้มีการเผยแพร่ความรู้เรื่องความฉลาดของบุคคลในแง่มุมต่างๆ ซึ่งทำให้ผู้ปกครองสามารถค้นหาแววอัจฉริยะภาพของเด็กได้หลากหลายรูปแบบ ไม่จำกัดเฉพาะแต่ความสามารถใด ซึ่งในอดีตเรามักจะคุ้นเคยกับความฉลาดทางเชาว์นปัญญา ซึ่งเรียกว่าระดับ ไอคิว ( I.Q. )
การวัดไอคิว เกิดขึ้นครั้งแรกในปีค.ศ.๑๙๐๕ โดยนักจิตวิทยาชาวฝรั่งเศสที่ต้องการแยกบุคคลปัญญาอ่อนออกจากคนปกติ เพื่อจะได้จัดการศึกษาให้อย่างเหมาะสม โดยใช้การเปรียบเทียบระหว่างความสามารถที่ควรจะเป็นกับอายุสมองแล้วคำนวณออกมาเป็นเปอร์เซ็นต์
ปัจจุบัน การวัดไอคิวมักใช้แบบทดสอบของเวล์คเลอร์ ที่เริ่มพัฒนามาตั้งแต่ปีค.ศ.๑๙๓๐ โดยอาศัยงานวิจัยของนักวิชาการและนักการทหาร เป็นกลุ่มข้อทดสอบทั้งหมด ๑๑ กลุ่ม เป็นกลุ่มที่ต้องใช้ภาษาโต้ตอบ ๖ กลุ่ม ไม่ต้องใช้ภาษาโต้ตอบ ๕ กลุ่ม ดังนี้
๑. ข้อมูลทั่วไป เป็นคำถามเพื่อตรวจวัดความสนใจความรู้รอบตัว
๒. ความคิด ความเข้าใจ
๓. การคิดคำนวณ
๔. ความคิดที่เป็นนามธรรม โดยให้หาความเหมือน
๕. ความจำระยะสั้น โดยใช้การจำจากตัวเลข
๖. ภาษาในส่วนของการใช้คำ
๗. การต่อภาพในส่วนที่ขาดหายไป
๘. การจับคู่โครงสร้าง โดยดูจากรูปร่างหรือลวดลาย
๙. การเรียงลำดับภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ
๑๐. การต่อภาพเป็นรูป ด้วยการต่อจิ๊กซอว์
๑๑. การหาความสัมพันธ์ของตัวเลขและสัญลักษณ์

โฮวาร์ด การ์ดเนอร์ (Howard Gardner) ศาสตราจารย์ทางการศึกษาแห่ง มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด ได้พัฒนาทฤษฎี ความฉลาดพหุมิติ (Multiple intelligence) ขึ้นเมื่อ ค.ศ.๑๙๘๓ ซึ่งนิยาม ความฉลาดนี้จะไม่จำกัด แค่เพียงความฉลาดทางเชาว์นปัญญา แต่เป็นความฉลาดที่หลากหลาย ๘ ด้านได้แก่
๑.ความสามารถด้านภาษาศาสตร์
๒.ความสามารถเชิงตรรก คณิตศาสตร์
๓.ความสามารถด้านภาพ
๔.ความสามารถเคลื่อนไหวร่างกาย
๕.ความสามารถด้านดนตรี
๖.ความสามารถด้านสังคม
๗.ความสามารถเข้าใจในตนเอง
๘.ความสามารถด้านธรรมชาติวิทยา

การวัดอีคิว เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่กี่ปีมานี้ ไม่มีแบบมาตรฐานที่แน่นอน เป็นเพียงการประเมินเพื่อให้ผู้วัดมองเห็นความบกพร่องของความสามารถทางด้านอารมณ์ที่ต้องพัฒนาแก้ไข กรมสุขภาพจิตได้พัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ โดยประเมินจากความสามารถด้านหลัก ๓ ด้านคือ ดี เก่ง สุข ซึ่งแยกเป็นด้านย่อยได้ ๙ ด้าน คือ
๑. การควบคุมตนเอง
๒. ความเห็นใจผู้อื่น
๓. ความรับผิดชอบ
๔. การมีแรงจูงใจ
๕. การตัดสินใจแก้ปัญหา
๖. สัมพันธภาพกับผู้อื่น
๗. ความภูมิใจในตนเอง
๘. ความพอใจในชีวิต
๙. ความสุขสงบทางใจ
ในอดีตการวัดความฉลาดของเด็กโดยใช้แบบประเมิน ไอคิว เพียงอย่างเดียว หรือการทำข้อสอบ ซึ่งมักจะประเมินในลักษณะอ่านเขียนคำตอบทำให้เด็กที่มีปัญหาด้านภาษา มีโอกาสชีวิตน้อยกว่าคนอื่นเมื่อต้องสอบแข่งขันด้วยข้อสอบแบบเดียวกัน

การวิจัยในปัจจุบันพบว่า พฤติกรรมของเด็กมีผลจากปัจจัยพันธุกรรมของเด็กที่ได้จากพ่อแม่ การเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และสิ่งแวดล้อมรวมทั้งสารอาหารที่หล่อเลี้ยงเด็ก รวมถึงการดูแลตั้งแต่ในครรภ์ ของมารดา พ่อแม่ทุกคนอยากให้ลูกดี เด่น ดัง เป็นที่พึ่งของตนเองและผู้อื่นได้ เรามักจะได้ยินคำว่า ไอคิว(IQ.)
อีคิว( EQ.) เอคิว(AQ.) เอ็มคิว( MQ.) ซีคิว( CQ.) พีคิว( PQ.)
เอสคิว ( SQ.) ถ้าเป็นไปได้พ่อแม่ก็อยากจะให้ทุก คิว(Q) ที่กล่าวถึงดีไปหมด
IQ ย่อมาจาก Intelligence Quotient
หมายถึง มาตรวัดปัญญา
EQ ย่อมาจาก Emotional Quotient
หมายถึง มาตรวัดความสามารถจัดการควบคุมอารมณ์
AQ ย่อมาจาก Adversity Quotient
หมายถึง มาตรวัดความสามารถในการควบคุมกำกับและเอาชนะปัญหาอุปสรรคได้
MQ ย่อมาจาก Moral Quotient
หมายถึง มาตรวัดระดับความมีคุณธรรมจริยธรรม ใน จิตใจ
หรืออาจ ย่อมาจาก Motor Quotient
หมายถึง มาตรวัดระดับความสามารถ ของการเคลื่อนไหวร่างกาย
CQ ย่อมาจาก Creativity Quotient
หมายถึง มาตรวัดระดับความคิดริเริ่ม หรือ ความคิดสร้างสรรค์
PQ ย่อมาจาก Professional Quotient หรือ Play Quotient
หมายถึง มาตรวัดระดับความสนใจ ของเด็กที่จะเกาะติดกับ กิจกรรมที่มีประโยชน์ แล้วจะ พัฒนาให้ดีมากขึ้นจนถึงที่สุด
SQ ย่อมาจาก Spiritual Quotient
หมายถึง มาตรวัดระดับพัฒนาการ ทางจิตวิญญาณในอันที่จะ เป็นผู้นำรักสถาบัน รักประชาชน รักประเทศชาติ ทำประ โยชน์เพื่อส่วนรวม

แต่ที่ดูจะมีความสำคัญอย่างมากและประชาชนให้ความสนใจได้แก่ ความฉลาดในด้าน ไอคิว(I.Q.) อีคิว ( E.Q. ) เอคิว (A.Q.)

จะเห็นได้ว่าคิว(Q) ต่างๆของเด็กพัฒนาขึ้นได้ และความสามารถของเด็กที่จะพัฒนาขึ้น นอกจากขึ้นอยู่กับปัจจัยทางพันธุกรรมแล้ว ที่สำคัญอีก 2 ประการ คือ สิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดูของผู้ปกครอง และ สารอาหารที่เด็กได้รับ ซึ่งจะได้กล่าวในรายละเอียดต่อไป

สิ่งแวดล้อมในการเลี้ยงดูของผู้ปกครองที่มีผลต่อพัฒนาการสมอง
บลูม (Benjamin S.Bloom.1964) ได้รายงานการศึกษาพัฒนาการของเด็กแรกเกิด ถึง ๕ ปีซึ่งเป็นช่วงวัยที่สมองมีพัฒนาการถึง ๓ ใน ๔ ของการเติบโตและพัฒนาการของสมองทั้งหมด พบว่า ตัวแปรด้านสิ่งแวดล้อมมีผลต่อพัฒนาการด้านสติปัญญาอย่างมาก หากอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดีได้แก่เศรษฐานะดี พ่อแม่ผู้ปกครองมีเวลาใส่ใจดูแล จะทำให้ ระดับเชาว์นปัญญาของเด็กเหล่านี้ เหนือกว่า เด็กที่อยู่ในสิ่งแวดล้อม ไม่ดีและมีความ
ชะงักงันของพัฒนาการได้ถึง ๒๐ คะแนน ตามการวัดด้วยแบบประเมินไอคิว
ไว้ท์(B.L.White.1975) ศึกษาพบว่าเด็กที่มีโอกาสได้รับสิ่งเร้าหรือประสบการณ์ที่ดีจะมีพัฒนาการทางสติปัญญาเร็วกว่าเด็กที่ขาดโอกาส

ภาวะโภชนาการที่มีผลต่อพัฒนาการสมอง
สารอาหารและภาวะที่มีผลต่อพัฒนาการสมอง และได้รับการวิจัยยืนยันในปัจจุบัน ได้แก่
1.พบว่าภาวะทุโภชนาการระดับรุนแรง ทำให้ทารกในครรภ์ และ ทารกแรกคลอด มีการแบ่งตัวของเซลล์สมองน้อยลง และ น้ำหนักน้อยกว่าเกณฑ์ และส่งผลให้พัฒนาการ ของเด็กล่าช้า มีอาการสมองตอบสนองต่อสิ่งภายนอกลดลง ซึมหงอย ความตั้งใจน้อย ตอบสนองต่อสังคมภายนอกน้อย ร้องไห้บ่อยๆ เกาะติดผู้ดูแล ไม่ชอบเล่น ถดถอย ไม่สุงสิงกับใคร หากภาวะทุโภชนาการรุนแรงมากในช่วงแรกของการตั้งครรภ์ จะส่งผลให้เด็กพิการทางสมอง แต่หากภาวะทุโภชนาการรุนแรงในช่วงท้าย ของการตั้งครรภ์ จะส่งผลให้เด็กเติบโตและพัฒนาการช้า

2.การที่มารดาติดสารเสพติด เด็กทารกแรกเกิดจะมีอาการติดยา และ อยากยา หากมารดาดื่มสุรา ทารกอาจพิการแต่กำเนิด ตอบสนองต่อสิ่งเร้าช้า แต่ต่อมากลับ ตอบสนองไวเกินไป ปัญหาพฤติกรรมและการรับรู้ของเด็กจะพบได้บ่อยกว่าปัญหา ทางร่างกาย หากมารดาสูบบุหรี่ ทารกแรกเกิดจะมีน้ำหนักตัวน้อย การควบคุมระบบ ประสาทอัตโนมัติ ทำได้ไม่เต็มที่ และ ระดับการได้ยินผิดปกติ มารดาที่ได้รับยาระหว่าง การคลอด พบว่าทารกแรกคลอดจะซึม และมี ปฏิสัมพันธ์ต่อ ภายนอกน้อยลงในช่วงแรก เขาอาจดูดนมน้อยลง ความสนใจมองลดลง ความตึงตัวของ กล้ามเนื้อลดลง เด็กบางคนอาจมีอาการถึง 4 วันแรกหลังคลอด
3.สารอาหารบางชนิดมีผลต่อ พฤติกรรมของเด็กทารกแรกเกิด เช่น
-เซโรโตนิน(Serotonin) ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากการรับประทานอาหารที่มีสารทริปโตแฟน(Tryptophan) ทำให้เด็กนอนหลับ ได้ดี และ เร็วขึ้น อารมณ์คงที่ และลดความไวต่อการเจ็บปวด
-ธาตุเหล็ก และ ไอโอดีน มีผลต่อระดับปัญญาและการรับรู้
-ซุปไก่สกัด มีการศึกษา พบว่ามีผลช่วยคลายความเครียด และคลายความเหนื่อยล้า ของสมอง ช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญสารอาหารในร่างกาย และ การใช้พลังงาน การฟื้นฟูระบบโลหิต ช่วยเพิ่มการสร้างและหลั่งน้ำนมหลังคลอด
นอกจากนี้วิตามินต่างๆรวมทั้งกรดโฟลิค สังกะสี วิตามินบี และ กรดไขมัน โอเมก้า 3 และ 9 ที่พบมากในปลาทะเล สาหร่ายทะเล และ น้ำนมแม่ล้วนมีผลต่อการเสริมสร้างเซลล์สมอง
ผลการทดสอบวิจัยโดย Joe Z. Tien พบว่า จากการปรุงแต่งพันธุกรรม ของหนู ทำให้หนูมีความจำดีขึ้น และ ฉลาดขึ้นในการแยกสีเอง ซึ่งคาดว่าจะสามารถนำมาอธิบาย ปรากฏการณ์ในมนุษย์ และจะสามารถคิดค้นยาเพิ่มความจำในมนุษย์ได้ในโอกาสต่อไปนอกจากนี้อาจเป็นไปได้ว่ามนุษย์ในอนาคตอาจจะได้รับการปรุงแต่งทางพันธุกรรม และ มีความจำ เฉลียวฉลาดขึ้นไปอีก

อย่างไรก็ตามความสำคัญของการเลี้ยงดูและการส่งเสริมพัฒนาการยังคงมีอยู่ไม่เสื่อมคลาย โดยพบว่า เซลล์สมอง ซึ่งมีประมาณ แสนล้านเซลล์ หรือ 1011 เซลล์ มีอัตราการเจริญเติบโตจนน้ำหนักสมองได้ร้อยละ 80 ของสมองผู้ใหญ่เมื่ออายุ 3 ขวบปีแรก และที่สำคัญยังมีจุดเชื่อมต่อระหว่างเซลล์ประสาท ซึ่งมีมากถึง 10 3 – 10 4 จุดต่อเซลล์ประสาท หนึ่งเซลล์ ซึ่งจุดเชื่อมต่อและการเจริญเติบโตของเซลล์ประสาทเหล่านี้เกิดขึ้นได้ตลอดเวลา นอกจากจะได้มาจากอาหารที่หล่อเลี้ยงแล้ว ยังเกิดจากภาวะแวดล้อมได้แก่ การเลี้ยงดูสัมผัส การสร้างบรรยากาศในครอบครัว และ การส่งเสริมพัฒนาการร่วมกันไปด้วย ซึ่งการส่งเสริมพัฒนาการเด็กนั้นเกิดขึ้นจากการเล่น เช่น เล่นกับพ่อแม่ หรือ ผู้ดูแล เล่นหรือศึกษาอวัยวะของตนเอง โดยการพูดคุย หรือ เล่านิทานให้เกิดจินตนาการ และ โดยการเล่นตามวัฒนธรรม หรือ ของเล่น พื้นเมือง ท้องถิ่นนั้นๆ
ปัจจุบันพบว่า สมองของมนุษย์มีความสามารถพิเศษทางความคิดและการเรียนรู้แตกต่างกัน ได้แก่
สมองซีกซ้าย สมองซีกขวา
• เป็นคำพูด เป็นขั้นเป็นตอน
• เป็นช่วงของเวลา

• เป็นจำนวนตัวเลข

• เป็นตรรกวิทยาการวิเคราะห์
• ความเป็นเหตุ เป็นผล
• แนวคิดตะวันตก • ไม่เป็นคำพูด เป็นทัศนปริภูมิ
• การร้องเพลงเป็นไปพร้อมๆกับปรภูมิ
• เป็นการเปรียบเทียบและอารมณ์ขัน
• เป็นการหยั่งรู้และการสังเคราะห์
• เป็นสัญชาตญาณ
• แนวคิดตะวันออก
คุณลักษณะข้างต้นข้อที่จัดไว้ตามลำดับต้นๆ เป็นสิ่งที่ค้นพบตามพื้นฐานของหลักการทดลอง ส่วนข้อรองลงมานั้นเป็นการคาดคะเนมากกว่า

ปัจจุบันมีความพยายามให้การเรียนรู้หรือส่งเสริมพัฒนาการแก่เด็กให้เกิดขึ้นพร้อมกันไปของสมองทั้งสองข้างสำหรับเด็กนั้นการเล่นและการฟังนิทาน เป็นหนทางสำคัญให้เกิดพัฒนาการด้านต่างๆทั้งสองซีกสมอง

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *