ความเครียด กับ มะเร็ง

ความเครียด กับ มะเร็ง

ในแง่ของโรคมะเร็งกับความเครียด ปัจจุบันไม่มีการศึกษาที่บ่งชี้ชัดลงไปว่าความเครียดจะก่อโรคมะเร็ง แต่มีการศึกษาเรื่องความเครียดพบว่ามีผลต่อภูมิคุ้มกัน อาทิ ดร.ฟรานเชส โคเฮน แห่งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ทำการศึกษาในคนที่มีงานทำ 100 คน คนตกงาน 100 คน (พวกนี้เครียดจริงๆ) อายุ 25-45 ปี และติดตามไป 4 เดือน ผลการตรวจเม็ดเลือดขาว NK Cell (Natural Killer Cell) พบว่า เม็ดเลือดขาวของคนที่ตกงานมีประสิทธิภาพลดลง เมื่อเทียบกับคนที่มีงานทำ และเมื่อติดตามไป 4 เดือน พบว่าเม็ดเลือดขาวของคนที่ตกงานยังมีประสิทธิภาพลดลงอย่างต่อเนื่อง ยกเว้นคนตกงานที่หางานใหม่ได้ในระหว่างนั้น ซึ่งพบว่าเม็ดเลือดขาวกลับมาแข็งแรงดังเดิม และมีการศึกษาก่อนหน้านี้พบว่า ความเครียดเรื้อรังทำให้ต่อมหมวกไตปล่อยสารเคมี Noradrenaline ทำให้เม็ดเลือดขาวชนิด NK Cell ลดปริมาณลง ทำให้ติดเชื้อโรคง่ายขึ้น การศึกษานี้พบว่า เซลล์เม็ดเลือดขาวไม่ได้ลดลงเฉพาะปริมาณชั่วคราวเท่านั้น ทว่าเม็ดเลือดขาวกลับอ่อนแอลงไปนานนับเดือน และอย่าลืมว่ามะเร็งสัมพันธ์กับภูมิคุ้มกันอย่างเหนียวแน่น ดังนั้นหากจะป้องกันและต้านมะเร็ง ความเครียดเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง

เรามักจะเห็นกันบ่อยว่า คนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็งมักจะเป็นผู้บริหาร เช่น ประเทศไทยเราก็มีผู้บริหารประเทศเป็นมะเร็ง หรือเสียชีวิตด้วยมะเร็งหลายท่าน นั่นเพราะเขาแบกความเครียด แบกความคาดหวังสูง ทุกอย่างต้องดีหมด แล้วถ้าไม่ดีอย่างที่ต้องการก็เครียด และความเครียดที่สั่งสมถ้าไม่รู้จักระบายออกหรือหาทางออกไม่ได้ มันก็ไปสะสมอยู่ที่เม็ดเลือด ลำไส้ กระเพาะ ต่อมน้ำเหลือง แล้วกลายเป็นมะเร็ง อาจกล่าวได้ว่ารากของมะเร็งคือความเครียด

ชนิดของความเครียด

1. Acute stress คือความเครียดที่เกิดขึ้นทันทีและร่างกายก็ตอบสนองต่อความเครียดนั้นทันทีเหมือนกัน โดยมีการหลั่งฮอร์โมนความเครียด เมื่อความเครียดหายไปร่างกายก็จะกลับสู่ปรกติเหมือนเดิม ฮอร์โมนก็จะกลับสู่ปรกติเช่นกัน ตัวอย่างความเครียด อาทิ เสียง อากาศเย็นหรือร้อน ชุมชนที่คนมากๆ ความกลัว ตกใจ ความหิว อันตราย
2. Chronic stress หรือความเครียดเรื้อรัง เป็นความเครียดที่เกิดขึ้นทุกวัน และร่างกายไม่สามารถตอบสนองหรือแสดงออกต่อความเครียดนั้น เมื่อนานวันเข้าความเครียดนั้นก็จะสะสมเป็นความเครียดเรื้อรัง ตัวอย่างความเครียดเรื้อรัง อาทิ ความเครียดที่ทำงาน ความเครียดที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ความเครียดของแม่บ้าน ความเหงา การเจ็บป่วยเรื้อรัง

ความเครียดก่อโรคร้ายหลายชนิด

เมื่อมีภาวะกดดันหรือความเครียด ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า Cortisol และ Adrenaline ฮอร์โมนดังกล่าวจะทำให้ความดันโลหิตสูงและหัวใจเต้นเร็ว เพื่อเตรียมพร้อมให้ร่างกายแข็งแรงและมีพลังงานพร้อมรับสถานการณ์ เช่น การวิ่งหนีอันตราย ถ้าได้กระทำ ฮอร์โมนนั้นจะถูกใช้ไป ความกดดัน หรือความเครียดจะหายไป หากความเครียดหรือความกดดันไม่สามารถกระทำออกมา เช่น ความเครียดที่เกิดในที่ทำงาน ขณะนอนป่วยอยู่บนเตียง ทำให้ฮอร์โมนเหล่านั้นสะสมในร่างกายจนกระทั่งเกิดอาการทางกายและทางใจ
โรคทางกายที่เกิดจากความเครียด อาทิ โรคทางเดินอาหาร โรคปวดศีรษะไมเกรน โรคปวดหลัง โรคความดันโลหิตสูง โรคหลอดเลือดสมอง โรคหัวใจ ติดสุรา ภูมิคุ้มกันต่ำลง การฆ่าตัวตาย และมะเร็ง
ความเครียดส่งผลให้จิตใจไม่เป็นสุข ทำให้ชีวิตไม่มีความสุข ไม่ใช่เฉพาะแต่ตัวเราเท่านั้น แต่ไปกระทบให้คนที่อยู่รอบข้างไม่มีความสุขไปด้วย เมื่อเรามีความเครียดก็ควรหาวิธีการผ่อนคลายความเครียดก่อนที่จะปล่อยให้ลุกลามและเป็นปัญหาตามมา

การจัดการความเครียด

1. นอนและตื่นเป็นเวลา โดยควรนอนไม่เกิน 4 ท่ม เมื่อภาวะเครียดมากทำให้เกิดปัญหานอนไม่หลับหรือตื่นง่าย การกำหนดเวลาหลับและตื่นจะทำให้นาฬิกาชีวิตเริ่มทำงาน และเมื่อความเครียดลดลงก็สามารถที่จะหลับได้เหมือนปรกติ ในการปรับตัวใช้เวลาประมาณ 3 สัปดาห์ บางครั้งเมื่อไปนอนแล้วไม่หลับเป็นเวลา 45 นาที ให้หาหนังสือเบาๆมาอ่าน เมื่อง่วงก็หลับไป ข้อสำคัญอีกประการหนึ่งคือ ให้ร่างกายได้รับแสงแดดยามเช้า เพื่อส่งสัญญาณให้ร่างกายปรับเวลา
2. ออกกำลังกาย โดยการออกกำลังกายจนเหนื่อยและมีเหงื่อออกจะช่วยให้รู้สึกดีขึ้น เนื่องจากร่างกายได้รับออกซิเจนมากขึ้น ภายหลังการออกกำลังกายแล้ว ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนแห่งความสุขออกมา ทำให้รู้สึกสบายและหายเครียด
3. พักผ่อน ควรจัดเวลาให้ร่างกายได้พัก เช่น ไปพักร้อน หรืออาจจัดระบบงาน อันไหนสำคัญและไม่เร่งด่วนก็ให้หยุดก่อน หรือหลังเลิกงานแล้ว ควรทำกิจกรรมอื่นอะไรก็ได้ที่ชอบเพื่อพักผ่อน พักสมอง และเติมพลังให้ชีวิต
4. ปรับเปลี่ยนความคิด ความเครียดส่วนหนึ่งมาจากความคิด เช่น เมื่อเป็นมะเร็งก็คิดถึงแต่ความตาย แต่ถ้ารู้จักปรับเปลี่ยนความคิด คิดในแง่มุมใหม่ คิดในแง่ดี แทนที่จะคิดว่าต้องตาย ก็คิดว่าถึงเวลาแล้วที่เราต้องใส่ใจสุขภาพมากกว่านี้ ย่อมช่วยให้ความเครียดลดน้อยลง เปลี่ยนวิกฤติเป็นโอกาสได้
5. การสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ การมีจิตใจที่เข้มแข็งช่วยให้สามารถต่อสู้กับความเครียดได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้บางครั้งร่างกายจะเจ็บป่วย อ่อนแอ แต่ถ้าจิตใจเข้มแข็ง ก็จะสามารถฟันฝ่าเอาชนะปัญหาอุปสรรคต่างๆไปได้ ดังคำกล่าวที่ว่า “จิตเป็นนายกายเป็นบ่าว” นั่นเอง
6. รับประทานผักให้มาก เพราะจะทำให้สมองสร้าง Serotonin ซึ่งช่วยลดความเครียด และควรได้รับวิตามินและเกลือแร่ในปริมาณที่เพียงพอ

ดังข้างต้น กล่าวได้ว่าถ้าเป็นคนไม่เครียด อารมณ์ดีอยู่เสมอ จะช่วยห่างไกลโรครวมถึงมะเร็ง สำหรับกลุ่มผู้ป่วย หากไม่เครียด จะทำให้จิตใจเป็นสุข สามารถรับความจริงเรื่องสุขภาพได้อย่ามีสติ จิตใจที่ดี ย่อมนำสุขภาพที่ดีตามมา และถ้าเราสามารถคุมความเครียดให้อยู่ในระดับพอดี ความเครียดก็จะเป็นแรงกระตุ้นให้เรามีพลังและมุ่งมั่นในการไปสู่ความสำเร็จของชีวิต

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *