ความเครียดรูปแบบต่างๆในสภาวะผู้นำ (The Stresses of Leadership)

ความเครียดรูปแบบต่างๆในสภาวะผู้นำ (The Stresses of Leadership)
โดย เจมส์ เจ จิล เอสเจ เอมดี (James J. Gill, S.J., M.D.)

แรกทีเดียวนั้นบทความที่เขียนโดยเจมส์ เจ จิล บรรณาธิการที่ปรึกษาของวารสาร ฮิวแมน เดเวลลอปเมนท์ (Human Development) นี้ ตีพิมพ์ในวารสารฉบับฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 1980 ตีพิมพ์ครั้งนี้ในวารสารเดียวกับฉบับฤดูใบไม้ผลิปี ค.ศ. 2003

ทุกวันนี้ ทั้งหนังสือพิมพ์ โปรแกรมทีวี วารสาร หรือแม้แต่ข่าวสารในองค์กร ต่างก็อ้างอิงถึงเรื่องความเครียดในรูปแบบต่างๆ ทั้งนั้น มีหนังสือเรื่องการบริหารความเครียด มีคลีนิคคลายเครียด หรือการจัดการสัมมากลุ่มเรื่องการลดความเครียด เรื่องความเครียดจึงกลายเป็นเรื่องน่าสนใจต่อเกือบทุกๆ คน ซึ่งจะไม่เป็นเช่นนี้ได้อย่างไรในสภาพของโลกที่ มหาอำนาจข่มขู่กันด้วยขีปนาวุธ สภาวะเศรษฐกิจถดถอย มีสภาพเงินเฟ้อ เชื้อเพลิงขาดแคลน สภาวะยากจน โรคระบาด ผู้ก่อการร้าย อาชญากรรมบนถนน และเกิดความหายนะระดับยิ่งใหญ่

อาร์โนลด์ เอ มิชแชล (Arnold A. Mitchell) แห่งสถาบันค้นคว้าวิจัยสแตนฟอร์ดให้ข้อสังเกตว่า “ความเครียดเป็นปัญหาหลักในสังคมอเมริกันยุคปัจจุบัน ส่งผลลบต่อชีวิตประจำวันของชาวอเมริกันนับสิบๆล้านคนทีเดียว ก่อให้เกิดความบกพร่องมากมายทางกายภาพ ทางจิตใจและทางสังคม ในด้านเศรษฐกิจแล้ว ผลจากความเครียดทำให้รัฐต้องสูญเสียคิดเป็นจำนวนเงินปีละกว่าหนึ่งแสนล้านดอลลาร์ทีเดียว ยิ่งไปกว่านี้แล้วจากหลักฐานที่มีชี้ให้เห็นว่า โรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความเครียด มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นด้วย

ดร. ลีออน วอร์ชอ (Dr. Leon Warshaw) อดีตผู้อำนวยการสำนักเทศบาลด้านปฏิบัติการของเมืองนิวยอร์ค วิจารณ์แนวคิดของมิชแชล ซึ่งแรกๆดูเหมือนเกินจริงว่า “เป็นการตีค่าต่ำกว่าความเป็นจริงมากเกินไป” เขาเตือนว่า ไม่มีใครในที่ใดก็ตาม ซึ่งชีวิตมิได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่องจากความเครียด ก่อให้เกิดความเจ็บป่วยและอุบัติเหตุ จนแม้ผู้ที่เป็นห่วงเป็นใยและผู้ที่ต้องดูแลเหยื่อความเครียดก็พลอยเครียดไปด้วย วอร์ชอ อธิบายต่อไปว่า “ความเครียด ส่งผลต่อบุคลิกภาพ เปลี่ยนแปลงมุมมอง อารมณ์ ทัศนคติ และพฤติกรรมของเรา นอกจากนี้แล้ว ความเครียดยังระบาดจากผู้ที่เป็นเหยื่อความเครียดออกไปกระทบกิจกรรมต่างๆ ทางองค์กร ด้านการเมือง สังคม งานต่างๆ ด้วย จนองค์กรเหล่านี้ซึ่งมีวิถีชีวิตและพันธกิจของตนเองก็พลอยเครียดไปด้วย การเติบโตและดำรงอยู่ได้ขององค์กรเหล่านี้ มีความสัมพันธ์อย่างสูงกับความสำเร็จในการจัดการกับความเครียดเหล่านี้”

ยิ่งไปกว่านี้แล้ว ต้องบอกด้วยว่า โลกทั้งโลกนี้เต็มไปด้วยปัจเจกบุคคลที่ถูกความเครียดครอบงำ โดยรวมแล้วความทุกข์ใจของพวกเขาส่งผลกระทบต่อชีวิตคนอื่นๆ ในสังคมที่พวกเขาอาศัยอยู่ด้วย และกลายเป็นวัฏจักรเพิ่มความเครียดให้มนุษย์ทั่วไปในโลกใบนี้ แล้วเมื่อไรจะรักษากันได้ล่ะ

บรรดาผู้ที่มีบทบาทเป็นผู้นำ โดยเฉพาะในพระศาสนจักร และในคณะนักบวชต่างๆ โดยทั่วๆ ไปแล้ว อยู่ในฐานะที่สามารถสังเกตเห็นความเครียดในรูปแบบต่างๆ ซึ่งสมาชิกของตนกำลังประสบอยู่ กับงานที่ทำ ในบ้านนักบวชที่สังกัด และในชีวิตส่วนตัวของผู้นั้นเอง ผลลัพธ์ของงานแพร่ธรรมจากการลงแรงของบรรดาผู้นำเหล่านี้ ร่วมกับการลงแรงของสมาชิกทั้งหลาย โดยทั่วไปแล้ว ขึ้นอยู่กับความสำเร็จที่เกิดจากการยอมรับ การประเมิน และการควบคุมสิ่งต่างๆ ซึ่งนำความเครียดมาสู่พันธกิจของพวกเขา ความมีชีวิตชีวาและความสำเร็จของพันธกิจทั้งหลายเกิดความเสี่ยง และความเครียดคือศัตรูซึ่งอาจนำให้แผนการที่วางไว้เป็นอย่างดีต้องล้มเหลวลง หรือประสบความหายนะได้

ความหมายของความเครียด

เช่นที่นักรบตระหนักกันดีว่า การจะเอาชนะศัตรูให้ได้นั้น จำต้องเข้าใจถึงศัตรูนั้นๆ แล้วที่เรากำลังพูดๆ กันถึงความเครียดนี้นั้น มันมีหมายความว่าอย่างไรกันแน่ เราต้องหาคำจำกัดความ และหาความหมายของมันให้ได้ ก่อนที่จะจับตัวเจ้าศัตรูซึ่งอยู่ในทุกหนทุกแห่งและน่ากลัวนี้ได้ โชคไม่ดีตรงที่ว่า คำว่า ความเครียด ถูกนำมาใช้กันอย่างคลุมเครือและคลาดเคลื่อนในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ อาจเป็นดังที่ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพงานแห่งมหาวิทยาลัยคอนแนล (Cornell) ชื่อ อเลน แม็คลีน (Alan McLean) ชี้ให้เห็นว่า ข้อเขียนมากมายเกี่ยวกับหัวเรื่องนี้ “ถือกำเนิดมาจากศาสตร์แขนงต่างๆ หลายสาขาโดยเฉพาะด้านจิตบำบัด จิตวิทยาบำบัดและจิตวิทยาสังคม มานุษยวิทยาด้านประเพณีและยาบำบัด และยังมีจากด้านอื่นๆ ที่แตกต่างออกไปเช่น ด้านพฤติกรรมเบี่ยงเบนซึ่งมีส่วนเสริมช่วยอย่างมากด้วย” ศาสตร์แต่ละแขนงเหล่านี้จะสนใจต่อสิ่งที่เรียกกันทั่วๆ ไปว่า “ความเครียดทางจิตและสังคม” แต่การสื่อสารระหว่างศาสตร์ต่างแขนงเหล่านี้ค่อนข้างจำกัด ดังนั้นเมื่อได้อ่านข้อเขียนจากศาสตร์ต่างแขนงกันเหล่านี้แล้วจะพบว่า ใช้วลีเดียวกัน แต่มีความหมายต่างกัน ขึ้นอยู่กับผู้เขียนและศาสตร์แขนงที่ผู้เขียนนั้นๆ เชี่ยวชาญ

จากความสับสนเช่นนี้ทำให้เราต้องไส่ใจต่อแหล่งที่เชื่อถือได้เพื่อหาความหมาย บางทีถ้าหันไปศึกษาคร่าวๆ ในด้านประวัติศาสตร์ของความหมายของความเครียด อาจช่วยได้บ้าง

นักวิจัยแรกเริ่มและได้รับรางวัลโนเบิลชื่อ ฮันส์ ซัลเย่ (Hans Selye) เป็นผู้ตีพิมพ์บทความที่เขาค้นพบเกี่ยวกับผลทางสรีระของความเครียดในวารสาร เนเชอร์ (Nature) (๔ กค. 1936) โดยยืมคำว่า เครียด (เค้น) จากศัพท์ทางวิศวกรรมและฟิสิกซ์ นักวิทยาศาสตร์ต่างๆ ใช้ศัพท์คำนี้มานานแล้ว เพื่อแสดงออกซึ่งความหมายที่ว่า ใช้พลังพอเพียงขนาดหนึ่งต่อวัตถุหรือต่อระบบเพื่อบิดเบือนหรือเปลี่ยนรูปร่างของมัน ถ้าเราจะยึดติดกับความหมายดั้งเดิมของคำๆ นี้แล้ว เราคงต้องคำนึงถึงความเครียดด้านจิตใจ ส่วนตัว และด้านอารมณ์ว่า มีกำเนิดมาจากพลังต่างๆ ที่กระทำกับผู้นั้น จากบางจุดในสิ่งแวดล้อมรอบตัว และส่งผลต่อผู้นั้นโดยแสดงออกมาทางอาการหงุดหงิด เครียด และอาจถึงกับเจ็บป่วยได้ แต่แนวทางของ ซัลเย่ ในการแสดงถึงความหมายของความเครียดนั้นแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง เขามองว่าความเครียดอยู่ในตัวผู้นั้นเสมือนกับเงื่อนไขชุดหนึ่งทางชีวภาพ ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อเหตุการณ์หรือสถานการหนึ่งมากระทบผู้นั้น และเกิดความจำเป็นต้องปรับตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง

ความทุกข์ใจ (distress) และความยินดี (eustress)

ในความเห็นของ ซัลเย่ นั้น ความเครียดเป็นการสนองตอบอย่างไม่เจาะจงของร่างกายต่อความต้องการใดๆ ก็ตามที่มีต่อร่างกาย การเรียกมันว่า “ไม่เจาะจง” ก็เพียงเพื่อแสดงว่า แนวทางของการสนองตอบจะเหมือนๆ กันเสมอในทางชีวเคมี ไม่ว่าสิ่งที่ก่อให้เกิดความเครียดจะเป็นอะไรก็ตาม บักเตรี ไวรัส ความร้อน ความเย็น บาดแผลทางสรีระ อารมณ์สับสนในตัว หรือภัยที่เห็นว่าเกิดจากสิ่งแวดล้อมรอบตัวเอง ทั้งหมดนี้จะกระตุ้นหรือก่อให้เกิดการสนองตอบทางสรีระในแบบเดียวกัน ซันเย่เขียนว่า “ถ้ามองจากด้านของการก่อให้เกิดความเครียด หรือกิจกรรมสร้างความเครียดแล้ว ไม่มีความหมายเลย ไม่ว่าสิ่งหรือสถานการณ์ที่ได้เผชิญหน้านั้นน่ายินดีหรือไม่ก็ตาม …เข้าใจได้ยากว่าทำไมสิ่งที่ต่างกันมากๆ เช่น ความเย็น ความร้อน ฮอร์โมนต่างๆ ความโศกเศร้าและความยินดีจะสามารถก่อให้เกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่เหมือนกันในร่างกาย แต่มันก็เกิดขึ้นเช่นนี้จริงๆ

เมื่อยอมรับว่า ในชีวิตมนุษย์เรานั้น มิใช่ว่าประสบการณ์เครียดทุกประสบการณ์จะไม่เป็นที่พอใจหรือเป็นแต่ด้านลบ ซัลเย่จึงได้เลือกคำศัพท์เพิ่มเติมเพื่อแยกแยะระหว่างความเครียดที่ส่งผลในด้านบวกต่อชีวิต และความเครียดที่ส่งผลในด้านลบ เขาใช้คำศัพท์เรียกผลอันแรกว่าความยินดี (eustress) ผลอันหลังใช้คำศัพท์ว่าความทุกข์ใจ (distress) ความยินดีคือความเครียดซึ่งคนเราประสบเมื่อมีชัยชนะ ผลที่ตามมาคือสำนึกของความสำเร็จ ชัยชนะและความร่าเริงใจ ผู้แพ้จะประสบกับความทุกข์ใจ ผลที่ตามมาคือความผิดหวัง ความท้อแท้ ไม่มั่นใจ หรือความไม่พอใจตนเอง

สิ่งที่ทำให้เครียด ปฏิกิริยาทางความเครียด ความเครียด

ดร. ริชาร์ด ลาซารัส (Dr. Richard Lazarus) เป็นคนสำคัญอีกคนหนึ่งซึ่งมีพระคุณอย่างมากต่องานค้นคว้าทางด้านความเครียดและวิธีการจัดการกับความเครียด ท่านก็เช่นกันที่ระบุว่า ความเครียดอยู่ในตัวคนมิใช่ในสิ่งแวดล้อม แต่ท่านเน้นถึงความสำคัญของบทบาทของสมอง (นั่นคือ ความคิด หรือความเข้าใจ) ในด้านการสนองตอบต่อความเครียดของคนๆ นั้น ลาซารัสเห็นว่า สถานการณ์หรือเหตุการณ์ในตัวมันเองนั้นเป็นกลางๆ และจะกลายเป็นความเครียดก็ต่อเมื่อคิดหรือประเมินมันในทางลบ ดังนั้น การสนองตอบต่อความเครียดจะเริ่มต้นก็เมื่อคนๆ นั้น รู้ตัวถึงสถานการณ์หรือการเรียกร้องจากภายนอกหรือภายใน ซึ่งทำให้เขาต้องใช้ความสามารถของตนจัดการกับมันให้สำเร็จ และไม่เจ็บปวด นักจิตวิทยาชื่อ โรเบิร์ต วูลโฟล์ค และ แฟรง ริชาร์ดสัน (Robert Woolfolk & Frank Richardson) ซึ่งเขียนหนังสือที่มีประโยชน์มากชื่อ ความเครียด สุขภาพจิต และความอยู่รอด (Stress, Sanity and survival) ได้ดำเนินตามความเข้าใจต่อธรรมชาติของความเครียดตามแนวทางของลาซารัส พวกเขาให้คำจำกัดความว่า “เป็นการมองเห็นภัย หรือคาดเดาได้ถึงความไม่สะดวกสบายในอนาคต ซึ่งกระตุ้น เตือนภัย หรือปลุกองคาพยบให้ตื่นตัว”

จากแนวทางต่างๆ ซึ่งนักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรมได้เสนอแนะไว้ และเราได้อ่านมาแล้ว และเพื่อความชัดเจนและเรียบง่ายในการศึกษาเรื่องความเครียด จึงดูเหมือนเหมาะสมดีในการที่จะยอมรับคำจำกัดความ ๓ ข้อคือ
๑. สิ่งที่ทำให้เครียดคือเหตุการณ์ สถานการณ์ หรือเงื่อนไขซึ่งถูกมองว่าทำให้เกิดปฎิกิริยาทางจิตใจ ชีวภาพ (หรือสรีร-ชีวภาพ) อันไม่เป็นที่พอใจในตน และบางครั้งเป็นสาเหตุของความเจ็บป่วยทางกายหรือทางใจโดยทั่วๆไป แต่ก็มิใช่เช่นนี้เสมอไป
๒. ปฏิกิริยาเครียดเป็นการสนองตอบอันเกิดจากความคิดที่มีต่อสิ่งที่ทำให้เครียด โดยทั่วไปแล้วเกิดภาวะสุขภาพจิตที่ไม่ดี (นั่นคือ เป็นภัยต่อความสุขกายสบายใจของผู้นั้น) โดยรวมถึงองค์ประกอบต่างๆ ทางด้านอารมณ์ (ความรู้สึก อารมณ์) และด้านร่างกายด้วย (โดยเฉพาะเกี่ยวกับฮอร์โมน)
๓. ความเครียด ก็เป็นเพียงกระบวนการภายในซึ่งรวมไปถึงสิ่งที่ทำให้เครียด (เหตุการณ์) ตามที่คิดไปอง ปฏิกิริยาเครียด (การสนองตอบต่อเหตุการณ์นั้นๆ) และขั้นตอนใดๆ ก็ตามที่แทรกเข้ามา

ลองพิจารณาตัวอย่างธรรมดาๆ ดู ชายคนหนึ่งกำลังกวัดแกว่งปืนลูกโม่อยู่ ทันใดก็ผลักประตูห้องทำงานเปิดออก แน่นอนว่าเพราะความโกรธจัด เดินตรงไปหาพระสังฆราชผู้กำลังนั่งอยู่ที่โต๊ะทำงานของท่านอย่างมุ่งร้าย สิ่งที่ทำให้เครียดหรือ ผู้ชายโกรธจัดกำลังกวัดแกว่งอาวุธน่ากลัวอยู่ใกล้ตัว… ปฏิกิริยาเครียดหรือ คงเป็นความกลัวที่พระสังฆราชประสบอยู่ ซึ่งรวมทั้งประสบการณ์ทางจิตใจด้านไม่สบายอารมณ์ และการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่ตามมา (นั่นคือ การหลั่งของอะดรีนาลีน หัวใจเต้นเร็วขึ้น ความดันโลหิตเพิ่มสูงขึ้น การผลิตเม็ดเลือดเพิ่มเร็วขึ้น) และอาการเครียดหรือ คือกระบวนการทั้งหมดนี้ ตั้งแต่มองเห็นภัยไปจนถึงรู้สึกประหวั่นและร่างกายเตรียมตัวที่จะ “ต่อสู้หรือหนี”

การเปลี่ยนแปลง การเคลื่อนที่ และความเครียด

ความเครียดสัมพันธ์กับสภาวะผู้นำอย่างเลี่ยงไม่ได้ ยิ่งไปกว่านี้แล้ว เนื่องจากผู้นำ โดยธรรมชาติของงานแล้ว จะพยายามกระตุ้นคนอื่นๆ ให้พยายามอย่างสุดกำลังเพื่อบรรลุความสำเร็จตามเป้าหมายของกลุ่ม ดังนั้นจะเกิดความเครียดแน่นอนทั้งในตัวผู้นำและในตัวลูกน้อง ถ้าเกิดขัดแย้งกันทางด้านความต้องการ ความคาดหวัง หรือเป้าหมาย ความหมายของผู้นำก็คือ การนำ ชี้แนะ แนะนำ และนำหน้า นั่นคือ ผู้ประสานงานสู่ความก้าวหน้า และดลใจกลุ่มให้บรรลุถึงเป้าหมายขององค์กร ซึ่งก็หมายความว่า ย้ำให้เคลื่อนที่ไป อันไม่ต่างไปจากการเปลี่ยนแปลง และไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางใดก็ตาม (แม้แต่การพัฒนาหรือการปรับปรุงให้ดีขึ้น) ไม่ช้าความเครียดก็จะเป็นดั่งเงาตามตัวไปด้วย

ถึงแม้บทความนี้จะเขียนในแนวทางพหูสูตร ก็คงเป็นไปไม่ได้ที่จะอ้างถึงรูปแบบต่างๆ ของความเครียดที่อาจเกิดขึ้นจากผลของการมีปฏิสัมพันธ์กันอย่างธรรมดาๆ ระหว่างผู้นำ (นั่นคือ อธิการ คณะกรรมการฝึกอบรม เจ้าอาวาสประจำวัด) และบรรดาผู้ที่พวกเขากำลังใช้อิทธิพลเพื่อกระตุ้นชีวิตและพฤติกรรมทั้งหลาย ขอให้พิจารณาดูสังครู่หนึ่งถึงอาการโดยทั่วๆ ไปของการเกิดปฏิกิริยาเครียด คนๆ หนึ่งในสถานะการณ์หนึ่ง มองสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นว่าเป็นภัยต่อความสุขกายสบายใจของเขา (ให้นึกย้อนไปถึงตัวอย่างของพระสังฆราชที่เผชิญหน้ากับชายที่ถือปืนอยู่ในมือ) เกิดการสนองตอบที่เจ็บปวดทางอารมณ์ขึ้น (นั่นคือ ความกลัว ความโกรธ) ตามมาด้วยการหลั่งของฮอร์โมนและสเตอร์รอยด์สู่เส้นเลือด สู่อวัยวะต่างๆ และสู่เนื้อเยื่อโดยอัตโนมัติ (นั่นคือ อะดรีนาลีนและคอร์ติซอล) กล่าวง่ายๆ คือ สิ่งที่ต้องการเพื่อจุดประกายสนองตอบในส่วนลึกในตัวก็คือ การคิดไปถึงการสูญเสียส่วนตัวอย่างใดอย่างหนึ่ง ตัวอย่างเช่น เมื่อผู้นำที่มีอำนาจเต็มเรียกร้องให้ลูกน้องดำเนินชีวิตแบบที่ต้องเสียสละ หรือละทิ้งวิธีการทำบางสิ่งที่คุ้นเคยมานานไปเสีย พวกเขาจะเห็นได้ถึงความสูญเสียที่กำลังคืบคลานเข้ามา ฮอร์โมนและอารมณ์จะเข้าครอบงำ ถ้าเกิดการต่อต้านผู้นำขึ้น ทำให้ไม่บรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ สำนึกของการสูญเสียอำนาจอาจกลายเป็นภัยคุกคามสำนึกของคุณค่าในตนเอง ซึ่งจะทำให้มีความเครียด อารมณ์ (โกรธ แค้นเคืองใจ เศร้าใจ) และฮอร์โมนจะเพิ่มสูงขึ้น

อาการที่แสดงถึงความเครียดในตัวเราเอง

บางครั้งอาจเกิดความโกรธ กังวลใจ หรืออารมณ์ด้านลบอื่นๆ นิดๆ หน่อยๆ ขึ้นได้ในชีวิตเรา แล้วทำไมคนเราจึงมาเป็นห่วงเป็นใยถึงความเครียดขึ้นมาเล่า ทำไมมีบทความ หนังสือ การสัมนาต่างๆ ซึ่งเน้นถึงการจัดการกับความเครียดเล่า ก็เพราะว่าเมื่อไม่กี่ทศวรรษที่ผ่านมา นักวิจัยค้นคว้าและบรรดาแพทย์ต่างพากันตระหนักและที่สุดเผยแพร่สู่สาธารณชน เกี่ยวกับความจริงที่ว่าสิ่งที่ทำให้เครียดต่างๆ ส่งผลต่อตัวเราในรูปแบบที่แม้จะไม่หนักหนานัก แต่ถ้าเกิดขึ้นเรื่อยๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีก จะก่อให้เกิดการป่วยไข้ และนำสู่ความตายได้ ในสัดส่วนที่น่าใจหายทีเดียว

คนเริ่มเข้าใจกันมากขึ้นว่า อาการป่วยต่างๆ เช่น การอักเสบในระบบย่อยอาหาร การอักเสบในลำใส้ใหญ่ ความดันโลหิตสูง โรคเกี่ยวกับหลอดเลือดเลี้ยงหัวใจ โรคเส้นเลือดฝอยแตกในสมอง โรคข้ออักเสบ โรคเกี่ยวกับไทรอยด์ โรคเสื่อมสมรรถภาพทางเพศ และโรคหืดหอบ รวมไปถึงการผิดปรกติทางจิตใจแบบต่างๆ นั้น สามารถป้องกันได้ เพราะโรคเหล่านี้สัมพันธ์กับความเครียด ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ หรืออย่างน้อยก็ทำให้ลดลงได้ แต่ในประเทศอเมริกาในแต่ละปีก็ยังมีคนตายหนึ่งล้านคน จากโรคหัวใจหรือเส้นโลหิตฝอยแตกในสมองเท่านั้น ความจริงข้อนี้แสดงว่า การตระหนักของสาธารณชนต่อโรคที่เกี่ยวข้องกับความเครียดนี้ ยังไม่บรรลุผลกว้างขวางเพียงพอถึงขั้นที่จะยอมรับอาการเตือนแต่แรกเริ่ม และหาวิธีการที่เหมาะสมเพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บไข้ได้ป่วย

อาการอันตรายบางอาการที่เราสังเกตเองได้ว่าชี้บ่งถึงความเครียดนั้น ซัลเย่ได้ระบุไว้แล้ว สำคัญที่จะจำไว้ว่า อาการเหล่านี้เป็นอาการเฉพาะแต่ละคน นั่นคือ ไม่ว่าจะเป็นเพราะความผิดปรกติของอวัยวะหรือระบบใดของร่างกายคนใดคนหนึ่ง ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนที่สุด กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เพราะพันธุกรรมหรือสภาวะโน้มเอียงของชีวิต เมื่อเกิดสถานการณ์เครียดขึ้นในขนาดพอๆ กัน คนๆหนึ่งจะมีอาการปวดหัว อีกคนหนึ่งมีอาการเจ็บหลัง คนที่สามมีอาการวิงเวียน เราแต่ละคนอาจได้รับประโยชน์จากการพิจารณารายการอาการต่างๆ ของซัลเย่ เพื่อเรียนรู้ที่จะตระหนักว่า อาการอันตรายข้อใดแสดงออกมาในช่วงเวลาที่เราเครียด ซัลเย่รวบรวมรายการไว้ดังนี้
๑. หงุดหงิดเสมอ ตื่นเต้นหรือซึมเศร้าง่าย
๒. หัวใจเต้นแรง (แสดงว่าความดันโลหิตสูง)
๓. ลำคอและปากแห้ง
๔. มีพฤติกรรมหุนหัน อารมณ์ไม่มั่นคง
๕. อยากร้องไห้หรือวิ่งหนีไปซ่อนตัว
๖. ไม่มีสมาธิ คิดเรื่อยเปื่อย จิตใจสับสน
๗. ชอบมีอาการเหนื่อยอ่อน เฉื่อยชา
๘. กังวลโดยไม่รู้สาเหตุ (นั่นคือ กลัวแต่ก็ไม่รู้ว่ากลัวอะไรกันแน่)
๙. อารมณ์เครียดและตื่นตัว รู้สึกตื่นเต้น
๑๐. ตัวสั่น เส้นกระตุก (นั่นคือ การเคลื่อนไหวของส่วนเล็กๆของร่างกาย สั้นๆ ซ้ำซาก)
๑๑. แม้เสียงจะไม่ดังก็ตกใจง่าย
๑๒. หัวเราะอย่างประหม่า ด้วยเสียงสูง
๑๓. ติดอ่างหรือมีปัญหาด้านการพูด
๑๔. ขบเขี้ยวเคี้ยวฟัน
๑๕. นอนหลับยาก
๑๖. ขี้โมโห
๑๗. เหงื่อออก
๑๘. ต้องไปปัสสาวะบ่อย
๑๙. ท้องร่วง ท้องอืด ป่วยเกี่ยวกับเรื่องกระเพาะบ่อยๆ บางทีถึงกับอาเจียน
๒๐ ปวดหัวไมเกรน (ปวดหัวข้างเดียวอย่างหนัก)
๒๑. เครียดก่อนประจำเดือนมาหรือประจำเดือนมาช้ากว่าปรกติ
๒๒. ปวดคอหรือหลังตอนล่าง
๒๓. ไม่อยากอาหาร หรือชอบทานโดยไม่รู้ตัว
๒๔. สูบบุหรี่เพิ่มขึ้น
๒๕. ใช้ยาที่รับมาถูกต้องตามกฎหมายเพิ่มขึ้น เช่นยาระงับประสาทหรือแอมเฟตามีน
๒๖. ติดเหล้าหรือติดยาเสพติด
๒๗. ฝันร้าย
๒๘. มีอาการทางประสาท
๒๙. เป็นโรคประสาท และ
๓๐. มีอุบัติเหตุบ่อย

อาการเครียดในสายตาของคนอื่นๆ

หลายคนมีแนวโน้มมองข้ามอาการเครียดที่ปรากฎขึ้นในชีวิตตนเอง แต่ผู้ที่จริงใจในการลดความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย บ่อยๆ แล้วจะเห็นว่าช่วยได้มากถ้าถามคู่ชีวิตตน หรือถามเพื่อนที่ดีว่า สังเกตเห็นอาการอันตรายเหล่านี้ในตัวเขาไหม บ่อยๆ เช่นกันที่ผู้นำจะสังเกตได้ว่าความทุกข์ใจในชีวิตของลูกน้องตนจะแสดงออกในรูปของ
๑. ชอบหายตัว (เลี่ยงที่จะสัมผัสกับสถานการณ์เครียดๆ)
๒. ผลงานออกมาไม่ดี (หลุดต่ำลงไปกว่าระดับปรกติ) และ
๓. ใช้กลไกปกป้องตนเองโดยไม่จำเป็น (เช่น ปฏิเสธ อ้างเหตุผลร้อยแปด หรือโยนกลอง ซึ่งโดยไม่รู้ตัวก็ทำให้ผู้นั้นไม่ตระหนัก อธิบายแบบขอไปที หรือชี้นิ้วว่าคนอื่นแต่ตนเป็นเสียเอง)
ความซึมเศร้าที่รู้สึกเหมือนสำนึกเรื้อรังว่า ตนโดดเดี่ยวในชีวิต ก็เป็นอีกอาการหนึ่งของความเครียด ความกระวนกระวายใจเป็นอีกอาการหนึ่งของความเครียด ตนคิดว่ามันน่าประหวั่น น่ากลัว และ “เกร็ง” เกิดขึ้นเมื่อเราหวั่นว่าจะเกิดอันตราย โดยหาสาเหตุไม่ได้ และรู้สึกว่าตนไม่รู้จะจัดการกับภัยนี้อย่างไร

อาการทางร่างกายและทางจิตใจ

การดื่มเหล้าจัดขึ้นก็เป็นอีกอาการหนึ่ง คนที่กำลังเครียดโดยธรรมชาติแล้วจะแสวงหาสิ่งช่วยปลดเปลื้องจากความไม่สบายทางกายที่เกิดขึ้นในร่างกาย ซึ่งเกร็งเพราะอารมณ์ที่เจ็บปวด แอลกอฮอลช่วยให้บรรลุถึงสภาพที่โหยหา แต่ก็ได้อย่างเสียอย่าง แทนที่จะกำจัดสาเหตของความเครียด กลับเพียงแค่ประทังไว้ บ่อยๆ แล้วความเครียดที่สุมกันเข้ามาจากที่ทำงานหรือที่บ้าน จะชวนให้ดื่มจัดขึ้นเรื่อยๆ และการเพิ่มปริมาณการดื่มนี้เอง คืออาการแรกที่แสดงว่าความเครียดกำลังเริ่ม “ครอบงำ” ผู้นั้น การดื่มกาแฟเพิ่มขึ้น หรือต้องพึ่งยานอนหลับ แอสไพริน หรือแม้แต่ยาถ่ายก็เป็นอาการบ่งถึงสิ่งเดียวกัน

นักเขียนชื่อ แจ๊ค เทรสซิเดอร์ (Jack Tressider) เขียนในหนังสือซึ่งเป็นที่นิยมชื่อ รู้สึกหนุ่มขึ้น มีชีวิตยืนยาวขึ้น (Feel younger, Live Longer) ได้เสนอแบบทดสอบซึ่งแยกอาการเครียดทางจิตใจจากอาการเครียดทางร่างกาย เขาให้ข้อสังเกตว่า ผู้ที่มีอาการมากกว่า ๓ อย่างจากอาการทางกายเหล่านี้ ร่างกายผู้นั้นอาจมีความเสี่ยงสูงต่อความเครียดที่มากเกินไป รายการในแบบทดสอบคือ
๑. น้ำหนักเกินอายุและความสูง
๒. ความดันโลหิตสูง
๓. เบื่ออาหาร
๔. อยากกินทันทีที่เกิดปัญหา
๕. รู้สึกร้อนผ่าวที่หน้าอกส่วนล่างบ่อยๆ
๖. ท้องร่วงหรือท้องผูกเรื้อรัง
๗. นอนไม่หลับ
๘. รู้สึกเพลียเสมอๆ
๙. ปวดหัวบ่อยๆ
๑๐. ต้องใช้ยาแอสไพรินหรือยาอื่นทุกวัน
๑๑. เป็นตระคิว
๑๒. รู้สึกยังอิ่มแม้ว่าไม่ได้ทานอะไร
๑๓. หายใจขัด
๑๔. เป็นลมหรือคลื่นไส้ง่าย
๑๕. ร้องไม่ออกหรือร้องไห้ออกมาได้ง่ายๆ
๑๖. มีปัญหาทางเพศเสมอ (เกร็ง ร่วมเพศไม่สำเร็จ กลัว) และ
๑๗. รุกรี้รุกรน อยู่นิ่งและผ่อนคลายไม่ได้

ถ้ามีอาการมากกว่า ๕ อย่างขึ้นไปจากรายการทดสอบอาการทางจิตใจข้างล่างนี้ (หรือมี ๔ รายการรวมกันจากทั้ง ๒ รายการทดสอบ) แสดงถึงสภาพความเสี่ยงสูง รายการในแบบทดสองที่สองคือ
๑. รู้สึกสับสนเสมอ
๒. ขุ่นเคืองเสมอกับครอบครัวและผู้ร่วมงาน
๓. เบื่อชีวิต
๔. รู้สึกบ่อยๆ ว่าไม่สามารถจัดการกับชีวิตได้
๕. กังวลเรื่องเงินทอง
๖. กลัวเป็นโรคมากๆ โดยเฉพาะโรคมะเร็งและโรคหัวใจ
๗. กลัวความตาย ทั้งความตายของตนเองและของผู้อื่น
๘. รู้สึกเก็บกดอารมณ์โกรธ
๙. หัวเราะเต็มที่ไม่ได้
๑๐. รู้สึกว่าครอบครัวหรือกลุ่มทอดทิ้ง
๑๑. รู้สึกสิ้นหวังที่เป็นบิดามารดา ครู ผู้นำ ฯลฯ ได้ไม่ดี
๑๒. ขยาดเมื่อวันหยุดสุดสัปดาห์ใกล้เข้ามา
๑๓. รีๆ รอๆ ที่จะไปพักร้อน
๑๔. มีความรู้สึกว่าตนปรึกษาปัญหาต่างๆ กับใครไม่ได้
๑๕.ไม่สามารถตั้งสมาธิเป็นเวลานาน หรือไม่สามารถทำงานหนึ่งให้เสร็จก่อนจะเริ่มงานใหม่
๑๖. กลัวความสูง ที่แคบ เสียงฟ้าผ่า หรือแผ่นดินไหวจนควบคุมไม่ได้

ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งผู้นำระดับต่างๆ ซึ่งได้พบในตนเองหรือในลูกน้องของตนว่า มีอาการมากเพียงพอซึ่งแสดงว่ากำลังเกิดโรคภัยได้นั้น แน่นอนว่าไม่ควรตกอกตกใจหรือสิ้นหวัง การตอบสนองที่เหมาะควรคือ ค้นหาสาเหตุของความเครียด จากนั้นก็หาวิธีแก้ไขที่เหมาะสมต่อไป

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและลูกน้อง

สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นสาเหตุอมตะ (คลาสสิก) ของความเครียด ที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและลูกน้องดูเหมือนจะเป็นจุดเริ่มต้นที่มีเหตุมีผล สำหรับใครก็ได้ที่กำลังมองหาสาเหตุของความทุกข์ใจในสถานการณ์ใดๆ ก็ตาม ทั้งผู้นำและลูกน้องอาจต้องการบรรลุถึงเป้าหมายพื้นฐานเดียวกัน แต่จะเกิดขัดแย้งกันขึ้นได้ ถ้าเลือกใช้วิธีการสู่เป้าหมายนั้นๆ ต่างกัน ยกตัวอย่างเช่น ในด้านหนึ่งนั้นผู้นำโดยนิสัยอาจเป็นคนมุ่งงาน มีรู้สึกว่าความประสงค์ของพระคริสต์ต่อพระศาสนจักรนั้น สำเร็จลงได้โดยผู้นำและลูกน้องต่างอุทิศตนอย่างเต็มใจ และตลอดเวลา เพื่อทำพันธกิจอันสูงส่งให้ลุล่วงไป (“กิจเมตตา”) แต่ในอีกด้านหนึ่ง ลูกน้องซึ่งปรารถนาจะทำให้จุดประสงค์ที่สูงส่งบรรลุผล โดยส่วนตัวแล้วอาจต้องการและปรารถนาบรรยากาศการทำงานในกลุ่มแบบกันเอง ไม่เร่งรีบ บรรยากาศของ อากาเป (agape) ลูกน้องอาจเห็นว่าความพยายามของผู้นำที่จะทำให้พวกเขาตื่นตัวทำงานอยู่เสมอๆ กีดกันการสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้น และไม่มีการแบ่งปันความรัก ในสภาพการณ์แบบนี้แล้วหลีกเลี่ยงไม่ได้เลยที่ทั้งผู้นำและลูกน้องจะลงเอยด้วยการรู้สึกผิดหวัง สำหรับผู้นำ เพราะเขาจะรู้สึกว่าลูกน้องต่อต้านการนำของเขา สำหรับลูกน้อง เพราะความจำเป็นขั้นพื้นฐานมิได้รับการสนองตอบ แน่นอนว่าถ้าทั้งผู้นำและลูกน้องเห็นชอบในเป้าหมายเดียวกัน และในขณะเดียวกันก็มีความต้องการและปรารถนาจะใช้วิธีการเดียวกันเพื่อบรรลุเป้าหมายแล้ว จะไม่มีความเครียดเกิดขึ้นเลย (อย่างน้อยก็ไม่ใช่จากสาเหตุนี้)

ตัวอย่างคลาสสิคอีกอันหนึ่งเกิดจากการเลือกใช้รูปแบบของผู้นำ ถ้าทั้งผู้นำและลูกน้องต่างเห็นชอบร่วมกัน และผู้นำเลือกใช้รูปแบบเผด็จการ (รูปแบบซึ่งผู้นำออกคำสั่งและคาดหวังให้ทำตาม นำโดยหลักการและมองในแง่บวก และนำโดยสามารถยั้งหรือให้รางวัลและลงโทษได้) ก็จะเกิดความพึงพอใจกับทั้งสองฝ่าย แต่สมมุติว่าผู้ตามมีความต้องการและปรารถนาอย่างแรงกล้า ที่จะมีผู้นำที่นำในรูปแบบประชาธิปไตยแล้ว (นั่นคือ ผู้นำปรึกษาลูกน้องในเรื่องกิจกรรมและการตัดสินใจที่เขานำเสนอ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากบรรดาลูกน้อง) ในกรณีเช่นนี้แล้ว ก็เช่นเดียวกัน ถ้าผู้นำไม่จัดหาสิ่งที่ต้องการ หรือสิ่งที่ลูกน้องควรได้รับแล้ว ทั้งผู้นำและลูกน้องก็คงมุ่งสู่ความยุ่งยากจากความเครียด เพราะผิดหวังจากสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายปรารถนา

ลักษณะของความเครียด ซึ่งทั้งผู้นำและลูกน้องต้องประสบในสถานการณ์เช่นนี้ เป็นอย่างไรกันแน่ อาจมีรูปลักษณ์เฉพาะตัวในแบบที่ต่างกันไป ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพนั้นๆ ข้อแรก ความผิดหวัง (เกิดขึ้นเมื่อใดก็ตามที่ความต้องการ ความมุ่งหวัง ความปรารถนาหรือแผนการถูกกีดขวางไม่ประสบความสำเร็จ) จะก่อให้เกิดความโกรธขึ้นโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นอารมณ์ที่ไม่น่าชื่นชอบและเจ็บปวดอารมณ์หนึ่ง โดยทั่วไปแล้วผู้ที่โกรธ จัดการกับความผิดหวังของตนโดยการกล่าวหาคนอื่น แทนการกล่าวหาตัวเองที่ไม่สามารถบรรลุผลสำเร็จดังที่ตนปรารถนาและต้องการ คนประเภทนี้จะเปลี่ยนเป็นแสดงอาการมุ่งร้ายและดุด่าผู้ที่ตนกล่าวหา ทั้งผู้นำและลูกน้องอาจแสดงอาการมุ่งร้ายได้ แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นดังนั้น บางคนเมื่อไม่สมความปรารถนา ก็จะโมโหและกล่าวหาตนเองว่าทำให้บรรลุเป้าหมายได้ไม่สำเร็จ คนประเภทนี้จะมีอารมณ์หดหู่ และบ่อยๆ แล้วจะรู้สึกผิดและละอายด้วย

ตัวอย่างที่นำมาศึกษาอาจซับซ้อนขึ้นไปเพราะมีองค์ประกอบที่นึกกันไม่ถึง ไม่มีผู้ใดจะมีเพียงความต้องการหนึ่งเดียวในช่วงเวลาใดก็ตาม และเราก็นึกไม่ถึงความต้องการหรือความคาดหวังทุกข้อของเราเอง ที่จริงนั้น จากกลไกของการปฏิเสธซึ่งได้กล่าวถึงมาก่อนแล้ว เราอาจถึงกับตาบอดต่ออารมณ์ที่กำลังคุกรุ่นอยู่ในตนเองอย่างไม่รู้ตัว จากตัวอย่างซึ่งลูกน้องไม่ได้รับความช่วยเหลือตามที่ตนปรารถนาจากพฤติกรรมของผู้นำนั้น ลูกน้องจะผิดหวังและหัวฟัดหัวเหวี่ยง แต่ทว่า ลูกน้องเองอาจไม่สามารถยอมรับโดยรู้เนื้อรู้ตัว ถึงทั้งความโมโหหรือความมุ่งร้ายที่ตนรู้สึกต่อผู้นำ ทำไมไม่รู้ตัวถึงรู้สึกนั้นๆ หรือ ก็เพราะลูกน้องคนนั้นอาจต้องการอย่างรุนแรงและเสมอๆ ที่จะเอาใจ เพื่อจะได้รับการเห็นใจจากผู้ใหญ่ (เริ่มจากบิดามารดาตนเอง) ซึ่งผู้นั้นไม่กล้าแม้แต่จะยอมรับอารมณ์ด้านลบที่รุนแรงนี้กับตนเอง ดังนั้น ในห้วงลึกในตนเอง ลูกน้องคนนี้จึงมีอารมณ์ที่ขัดแย้งกันอยู่ ส่วนหนึ่งของตัวผู้นั้นกระตุ้นให้ความเป็นลูกน้องแสดงอารมณ์มุ่งร้าย อีกส่วนหนึ่งกระตุ้นให้ความเป็นลูกน้องแสดงอาการพึงพอใจ ชื่นชอบ และสนับสนุนผู้นำ อารมณ์ขัดแย้งเช่นนี้ แน่นอนว่าก่อให้เกิดรูปแบบของอาการเกร็งและกระวนกระวายใจ ซึ่งถือได้ว่าเป็นอาการของความเครียด สิ่งนี้เกิดขึ้นได้กับผู้นำเช่นกัน สิ่งที่ผู้นำจำต้องแสร้งทำคือ แสร้งแสดงละครตบตาทั้งตนเองและลูกน้อง ว่าจิตใจผู้นำนี้เปี่ยมด้วยความรักที่ไม่มีอะไรเจือปน และความกตัญญู แต่ที่จริงนั้น ผู้นำก็รู้สึกเคืองขัดด้วย เพราะการต่อต้านที่ตนรับรู้ได้ และผู้นำก็ประสบกับอาการเกร็งที่มีสาเหตุมาจากอารมณ์ภายในที่ขัดแย้งกันนี้ เกิดความเครียดเพิ่มขึ้นมาอีกในฉากนี้เข้าแล้ว

เราคงอ้างตัวอย่างต่อๆ ไปได้เรื่อยๆ บางคนเครียดเมื่อได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ ทั้งจากเบื้องล่างและจากเบื้องบน บางคนใจร้อนจนขนาดที่ว่า แม้แผนการของตนจะล่าช้าไปสักหน่อยก็จะแสดงอาการโมโหฉุนเฉียวออกมาทันที ถ้าไม่ถึงกับแสดงอาการบ้าคลั่งออกมาเลย บางคนนิยมทำอะไรๆ ให้ดีบริบูรณ์ที่สุด จนถึงขนาดที่ว่าผลงานที่ด่างพร้อยเพียงเล็กน้อย (จะเป็นของตนเองหรือของผู้อื่นก็ตาม) เขาจะยอมไม่ได้ทีเดียว บางคนก็ชอบแข่งขันมากจนถึงขั้นที่ว่า ไม่มีเวลาจะพักผ่อนหย่อนใจและไม่ยอมหนีความรู้สึกเกร็งในตนเองไปที่ไหนๆ เลย ความเครียดสามารถและเกิดขึ้นได้อย่างนับไม่ถ้วนในสภาวะกลุ่มที่มีผู้นำเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่นี่มิได้หมายความว่า อาการที่เจ็บปวดและสาเหตุทั้งหลาย ซึ่งเกิดเป็นโรคภัยที่สัมพันธ์กับความเครียด และการสิ้นใจก่อนวัยดังที่ได้เกริ่นมาข้างต้นแล้วนั้น จำจะต้องเกิดขึ้น

มีวิธีการต่างๆ ซึ่งทั้งผู้นำและลูกน้องอาจนำมาใช้ เพื่อจัดการกับสถานการณ์ระหว่างบุคคลในรูปแบบต่างๆ ซึ่งก่อให้เกิดความเครียดขึ้นได้ วิธีการเหล่านี้อย่างน้อยก็สามารถลดผลที่เกิดขึ้น ซึ่งบ่อนทำลายตนเอง ถ้ายังไม่ถึงขั้นที่จะกำจัดมันออกไปให้หมดได้ บางวิธีการที่นำเสนอก็เพื่อให้เกิด ความเข้าใจ โดยวิธีการเหล่านี้ได้มาจากนักวิทยาศาสตร์ด้านพฤติกรรม และจากประสบการณ์ทางการบำบัดคนที่มาขอความช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหาทางออกในการจัดการกับสิ่งที่ทำให้เกิดความเครียดในชีวิตตน บางวิธีการอาจนำเสนอในรูปของเทคนิคพิเศษ ซึ่งเรียนรู้และนำไปปฏิบัติได้โดยมีเป้าหมายเดียวกัน

จะจัดการกับความเครียดได้อย่างไร

ให้เราเริ่มวางแผนการจัดการที่ประสบผลเป็นเรื่องๆ ไป ด้วยการพิจารณาความหมายลึกๆ เป็นข้อๆ ซึ่ง ดร. จาเร เยทส์ (Dr. Jare Yates of Pepperdine University) แห่งมหาวิทยาลัย เพปเปอร์ไดน์ได้เขียนไว้ในหนังสือที่พิมพ์ออกมาเมื่อไม่นานมานี้ชื่อ บริหารความเครียด (Managing Stress) (ข้อเสนอแนะของผู้เขียนจะเป็นอักษรตัวเอียง)

๑. สร้างและรักษาสำนึกของการเห็นคุณค่าของตนเองอย่างพอเพียง คนที่รู้สึกว่าตนเองด้อยคุณค่าลงไปทุกที จะยิ่งเป็นกังวลและมุ่งร้าย เมื่อเห็นว่าตนเองได้รับการปฏิบัติในทางลบในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล การรู้สึกว่าตนมีคุณค่าจะพัฒนาขึ้นเมื่อเรารู้สึกว่า มีคนรักเราและเราสามารถแสดงความรักตอบได้ โดยเฉพาะในด้านการบริการอย่างอุทิศตนต่อผู้อื่น หรือในกิจกรรมที่มีคุณค่า
๒. สร้าง “เขตที่มั่นคง”(stability zone) (มิติของชีวิตซึ่งไม่เปลี่ยนแปลงหรือเปลี่ยนแปลงก็น้อยมาก หรือเปลี่ยนแปลงอย่างช้าๆ กว่าด้านอื่นๆ ขึ้นในชีวิตเรา) สิ่งนี้จะช่วยลดปริมาณความเครียดที่ตนต้องจัดการในชีวิตซึ่งเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงอย่างโกลาหล ศาสนา สมาชิกครอบครัวหรือกลุ่มคนที่ใกล้ชิด ประเพณี วัฒนธรรม และกิจประจำวันต่างๆ จะช่วยให้มีสำนึกของความแน่นอนและความมั่นคงเพิ่มขึ้น
๓. พัฒนาประสิทธิผลและประสิทธิภาพในด้านที่เราชำนาญ ผู้ที่ไม่มั่นใจในความชำนาญและความสามารถด้านอื่นๆ ของตนเอง จะมีความโน้มเอียงสู่อารมณ์เครียดเมื่อมีโอกาสแสดงออกมา การศึกษาอย่างต่อเนื่องและการควบคุมผลงาน หรือ “การตรวจตรา” (เช่น โดยที่ปรึกษา ผู้อำนวยการ เพื่อน) จะช่วยให้เกิดการพัฒนาไปตลอดชีวิต
๔. เสริมสร้างขีดความสามารถทางอาชีพด้านต่างๆ ผู้ที่มีขีดความสามารถต่ำจะยิ่งเป็นเหยื่อของการต้องทนทุกข์กับความเครียด ลองคิดถึงครูที่มีวุฒิหรือปริญญาต่ำ เมื่อเกิดต้องลดขนาดของภาควิชาขึ้น ผู้ที่มีขีดความสามารถในอาชีพสูงจะประสบกับความเครียดน้อยเมื่อมีวิกฤติเกิดขึ้น เพราะเขาจะมีตัวเลือกให้เลือกได้มากกว่า
๕. เรียนรู้กลยุทธต่างๆในเชิงปัญญา องค์ประกอบสำคัญที่สุดซึ่งกำหนดปฏิกิริยาต่อสิ่งที่ทำให้คุณเครียดคือ วิธีการที่คุณเข้าใจหรือคิดเกี่ยวกับมัน การบริหารความคิดของคุณจะเป็นวิธีการที่มีประสิทธิผลในการลดความเครียด ตัวอย่างเช่น ยอมรับว่าความเครียดที่คุณกำลังประสบอยู่นี้จะไม่คงอยู่ตลอดไป หรือว่าความจริงก็คือความจริง และไม่มีประโยชน์ที่จะไปโต้เถียงถึงมัน เมื่อเกิดเครียดจงคุยกับตัวเอง ตัดสินใจเสียก่อนว่าจะใช้คำพูดใดกับตนเองในช่วงเวลาที่เครียด (เช่น เมื่อผู้นำเริ่มหาความผิด เราจะบอกตนเองว่า “อย่าโต้แย้ง จงฟัง เราอาจเรียนรู้บางสิ่งที่เกิดประโยชน์ได้”) ซักซ้อมสิ่งที่ได้วางแผนเอาไว้ให้ดี เปลี่ยน “วลีที่พูดกับตนเอง” ซึ่งหยุดความเครียดได้ไม่สำเร็จเสีย
๖. หาเวลาพักผ่อนให้เพียงพอ การต้องเผชิญกับสิ่งที่ทำให้เครียดเป็นเวลานานโดยไม่มีอะไรมาขัดจังหวะจะทำให้เกิดความทุกข์ใจ เนื้อเยื่อและอวัยวะในร่างกายเราต้องการการพักผ่อนเป็นช่วงๆ จากการถูกจู่โจมเสมอๆ โดยฮอร์โมนที่เกี่ยวเนื่องกับความเครียดและชีวเคมีตัวอื่นๆ ซึ่งจะทำให้เกิดโรคภัยขึ้นได้ การปลีกตัวไปพักผ่อนนั้นถือว่ายังน้อยเกินไป ถ้าเมื่อกลับมาทำงานแล้วยังไม่รู้สึกกระชุ่มกระชวยและผ่อนคลายดี
๗. ดำเนินชีวิตเปี่ยมดัวยความรัก ผู้ที่แสดงออกและได้รับคุณลักษณะต่างๆ เช่น ความอบอุ่น ความใจดี ความเอื้ออาทร และความเป็นห่วงเป็นใย กำลังอยู่ในกระบวนการรักษาตนจากบาดแผลซึ่งความเป็นทุกข์ใจก่อขึ้น เมื่อพระคริสต์สั่งว่าสานุศิษย์ที่เหนื่อยล้าของพระองค์ควร “หลบไปเพื่อพักผ่อน” ก็คือ “กับเรา” ผมแน่ใจว่าข้อเสนอข้อนี้จำเป็นมาก พวกสานุศิษย์ต้องการมีประสบการณ์อยู่เฉพาะตนกับพระคริสต์เพื่อรับการรักษา รับความรักซึ่งลดความเครียด
๘. แยกแยะค่านิยมส่วนตัวให้ชัดเจนและดำเนินชีวิตตามนั้น พฤติกรรมซึ่งกีดขวางอุดมการณ์ของคุณไม่ช่วยอะไรเลย นอกจากจะเพิ่มระดับความเครียดในตัวคุณขึ้นไปอีก คุณเองอาจไม่ตระหนักถึงผลกระทบข้อนี้ แต่ถ้าปล่อยไว้นานพอแล้ว ที่สุดก็จะเป็นอันตราย หนังสือเกี่ยวกับ “แยกแยะค่านิยมให้ชัดเจน”(values clarification) บ่อยๆ แล้วช่วยได้มากสำหรับนักบวชผู้จริงใจในความปรารถนาที่จะกำจัดความเครียดส่วนตัวที่เกิดจากสาเหตุนี้ การเข้าเงียบประจำปีก็เช่นกัน เพราะให้โอกาสจัดกิจกรรมชีวิตเสียใหม่ เพื่อที่ว่าจะได้คล้องจองกับค่านิยมส่วนตัวอย่างแท้จริง
๙. ตรวจตราจังหวะชีวิตของตนเอง ความเครียดเกิดจากการพยายามกระทำกิจกรรมมากเกินไป พยายามทำให้คนอื่นพอใจ แต่ไม่ยอมทำให้ตนเองพอใจเลย และไม่ยอมดำเนินชีวิตอย่างสมดุลย์ จำเป็นจะต้องจัดเวลาเพื่อการออกกำลังกายและการเล่น รวมทั้งกิจกรรมที่ทำให้พึงพอใจด้วย จัดเวลาเพื่อการภาวนาและกิจศรัทธาอื่นๆ ซึ่งทำให้จิตใจสงบ จัดเวลาเพื่อการแสวงหาทางปัญญาที่ทำให้เป็นสุขใจ และจัดเวลาเพื่อได้ประสบกับวัฒนธรรมที่ทำให้จิตใจเบิกบานจากความงดงาม ความต้องการสิ่งแปลกใหม่และความสำเร็จที่สร้างสรรค์ถูกมองข้ามไปแสนง่ายดายในชีวิตนักบวชที่มากด้วยงานและมองแต่ความสำคัญของผู้อื่น ถ้าเราถูกแต่งตั้งโดยพระญาณสอดส่องของพระเจ้าเพื่อรับใช้ผู้อื่น ด้วยการช่วยพวกเขาให้เรียนรู้ที่จะค้นพบชีวิตที่บริบูรณ์และดีงามแล้ว แน่นอนว่า โดยมโนธรรมแล้ว ขั้นแรก เราควรเรียนรู้ที่จะพัฒนาความเป็นมนุษย์ที่ครบครันและความรักต่อชีวิตในตนเสียก่อน ด้วยความช่วยเหลือของพระเจ้า เพื่อที่ว่า ความเชื่อ ความมั่นใจ และการเรียนรู้ที่ด้รับจะได้เป็นประโยชน์สำหรับคนอื่นๆ เมื่อเรามีโอกาสเสนอตัวเป็นผู้นำและผู้ช่วยเหลือพวกเขา

ข้อแนะนำ ๘ ประการ

เพื่อจบบทความเรื่องความเครียดและวิธีการจัดการกับความเครียด โดยเฉพาะในสภาวะผู้นำ ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับการมีอิทธิพลต่อคนอื่นๆ จึงดูมีประโยชน์ที่จะให้ช้อแนะนำสั้นๆ ๘ ประการซึ่ง ซัลเย่ ได้เขียนขึ้นหลังจากใช้ชีวิตทั้งชีวิตทำการค้นคว้าและจากประสบการณ์เชิงปฏิบัติ จาเร เยทส์ได้จัดการจัดเรียงถ้อยคำของข้อแนะนำจากปรมาจารย์เสียใหม่ดังนี้

๑. อย่าเสียเวลาพยายามเป็นเพื่อนกับผู้ที่ไม่ต้องการได้รับความรักและมิตรภาพของคุณ
๒. อย่าเป็นผู้ที่นิยมทำอะไรๆให้ดีบริบูรณ์ที่สุด พยายามทำบางอย่างที่คุณสามารถเท่านั้น
๓. อย่าประเมินความสนุกสนานที่แท้จริงซึ่งมาจากสิ่งเรียบง่ายในชีวิตต่ำเกินไป
๔. ประเมินทุกสถานการณ์อย่างระมัดระวัง เพื่อดูว่าจะปล่อยมันไว้อย่างนั้นหรือจะต้องลงมือลงแรงกับมันจึงจะเหมาะกับคุณ จริงจังแต่กับสิ่งที่คุ้มค่าเท่านั้น
๕. ตั้งสติอยู่กับชีวิตด้านที่น่ายินดีและกับกิจกรรมต่างๆ ซึ่งสามารถทำให้คุณดีขึ้น เช่นที่สุภาษิตโบราณกล่าวไว้ “จงเลียนแบบแนวทางของนาฬิกาแดด บอกแต่เฉพาะชั่วโมงที่สว่างสุกใสเท่านั้น”
๖. เมื่อต้องประสบเข้ากับสิ่งกีดขวางหรือความพ่ายแพ้แล้ว จงเร่งสร้างความมั่นใจเสียใหม่ด้วยการนึกไปถึงความสำเร็จต่างๆ ในอดีตของคุณเอง
๗. อย่างผลัดวันประกันพรุ่งในการจัดการกับงานที่ไม่น่ายินดีแต่จำเป็นที่จะต้องทำ ทำให้เสร็จสิ้นไปเสียโดยเร็ว
๘. จงตระหนักเสียว่าคนเราไม่เท่าเทียมกันในหลายๆ ด้านตั้งแต่เกิด มนุษย์ทุกคนควรได้เข้าถึงโอกาสต่างๆ อย่างเท่าเทียมกัน และความก้าวหน้าของแต่ละคนควรประเมินจากพื้นฐานของผลงานของเขาผู้นั้น ผู้นำจะเป็นผู้นำอยู่ได้ตราบเท่าที่เขายังได้รับความเคารพและความภักดีจากลูกน้องเท่านั้น

ในเดือนมีนาคม 1977 ยูเอส นิวส์แอนด์เวิร์ด รีพอร์ต (US News & World Report) ส่งผู้สื่อข่าวไปสัมภาษณ์ ซัลเย่ คำถามสุดท้ายที่ถามเขาคือ “ถ้าคุณจะต้องแนะนำผู้คนเกี่ยวกับความเครียดเพียงข้อเดียว คุณจะแนะนำพวกเขาอย่างไร” เขาตอบตรงไปตรงมาว่า “ผมจะเสนอปรีชาญาณจากพระคัมภีร์ซึ่งแปลเป็นข้อความที่นักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันยอมรับได้ง่ายๆ ว่า จงทำตนให้สมกับความรักของเพื่อนบ้านของท่าน”

แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม

Selye, H. Stress Without Distress. New York, New York: Signet, 1974.
Woolfolk, R., and F. Richardson, Stress, Sanity, and Survival. New York, New York: Monarch, 1978.
Yates, J. Managing Stress. New York, New York: AMACOM. 1979.
Zeleznik, A. Human Dilemmas of Leadership. New York, New York: Harper & Row, 1966.

ถอดความโดย ภ. สุรเดช วิสุทธิวรรณ 18 พฤษภาคม 2008

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *