ความหมายของคำ "พอเพียง" ใน "เศรษฐกิจพอเพียง" จากมุมมองของลัทธิขงจื้อ

ความหมายของคำ “พอเพียง” ใน “เศรษฐกิจพอเพียง” จากมุมมองของลัทธิขงจื้อ
โดย ดร.สารสิน วีระผล มติชนรายวัน วันที่ 09 มีนาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 30 ฉบับที่ 10590
หมายเหตุ : ในชีวิตของขงจื้อ (ข่งฟูจื่อ) นักปราชญ์จีนผู้ริเริ่มแนวปรัชญา “ลัทธิขงจื้อ” (Conficianism หรือ “หรู่เสว๋” ) เมื่อสองพันห้าร้อยปีที่แล้ว นอกจากให้คำปรึกษาด้านการเมืองแก่ผู้บริหารประเทศแล้ว ยังได้สอนปรัชญาการปกครอง ให้กับลูกศิษย์ลูกหากว่าสามพันคน จากวงการต่างๆ และคำสอนของเขาถูกรวบรวมเป็นคัมภีร์การศึกษา ซึ่งสืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน หลักของลัทธิขงจื้อคือ การปลูกผังจริยธรรมและจรรยธรรมให้กับผู้นำและผู้ปกครองประเทศ (ซึ่งขงจื้อถือว่าเป็นคุณสมบัติของ “จวินจื่อ” หรือ “noble person” หรือคนดี) ที่จะนำพาประเทศหรือสังคมไปสู่การพัฒนาที่สมดุลและถาวร
ขงจื่อถือว่าผู้นำหรือผู้ปกครองมีหน้าที่โดยตรงที่จะทำให้รัฐมั่นคงและร่ำรวย ประชาชนต้องมีอาชีพการงาน ซึ่งจะทำให้สังคมมีความพอเพียง ขงจื่อวางแนวการสอนว่าด้วยความประพฤติของผู้ที่เป็น “จวินจื่อ” เหล่านี้ในลักษณะเป็นคติพจน์และการถาม-ตอบ ซึ่งรวบรวมไว้ใน “คัมภีร์ขงจื้อ” เล่มที่ชื่อว่า “ลุ่นหยวี่” หรือ “Analects” เช่นเดียวกับชนชาติอื่นที่เชื่อในสิ่งที่เรียกว่า “หลักธรรม” (หลี่ลุ่น) และ “หลักปฏิบัติ” (เสี้ยนสือ) ซึ่งถูกอุปมาอุปไมยว่าเป็น “สวรรค์” (เทียน) และ “โลก” ( ตี้ ) อันควบคู่กัน ฉะนั้นสิ่งที่ชี้บ่งความสำเร็จของประเทศ หรือตัวบุคคลก็คือความเข้าใจ และการปฏิบัติตามแนวทางการผสมผสานของ “ความปรารถนาของสวรรค์” (เทียนอี้) กับ “ความปรารถนาของมนุษย์” (เหรินอี้) เพราะ “สวรรค์” ประสาทโอกาสและความสามารถให้แก่มนุษย์ แต่มนุษย์เป็นฝ่ายที่ต้องใช้ “พลัง” ดังกล่าวสร้างสรรค์ความ “พอดี” หรือ “ความสมานฉันท์” ในสังคมโลกและกับธรรมชาติสิ่งแวดล้อม
ท่ามกลางความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจที่รุกหน้าไปอย่างรีบเร่งที่ดูเสมือนจะฉุดรั้งไม่อยู่ของประเทศจีนในปัจจุบัน มีสิ่งที่ในวงการน่าสังเกตจากรสนิยมที่วงการหนังสือจีนเติบโตอยู่อย่างรวดเร็วมากเช่นกัน คือความ “สนใจ” ของผู้อ่านชาวจีนจำนวนนับล้านๆ ที่มีต่อหนังสือประเภทเกี่ยวกับปรัชญาการปกครองประเทศและการดำรงชีวิตของจีนเอง ที่สืบทอดมานับพันปี หนังสือขายดีที่สุดในประเทศจีนในขณะนี้คือ “คำสอนของขงจื้อ” ว่าด้วยการปฏิบัติทั้งทางกายและใจ ว่าด้วยการดำรงชีวิตที่มี “ความสุข” หรือ “ความพอเพียง” ของประชาชนโดยทั่วๆ ไป ตั้งแต่เริ่มวางตลาดเมื่อพฤศจิกายนปี 2549 หนังสือชื่อ หวีตันลุ่นหยวี่ซินเต๋อ (ที่เรียนรู้จาก “ลุ่นหยวี่” ของหวีตัน) จำหน่ายไปแล้วกว่าสองล้านห้าแสนเล่ม ภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน! เหตุผลสำคัญเบื้องหลังความนิยมคือ ผู้ประพันธ์สามารถทำให้ผู้อ่านเข้าถึงหลักปฏิบัติของขงจื้อได้ โดยเฉพาะในยามที่ชาวจีนทั้งหลายต้องเผชิญหน้ากับความท้าทาย ทั้งด้านวัตถุปัจจัย และด้านจิตใจท่ามกลางความเจริญเติบโตด้านวัตถุ และการเปลี่ยนแปลงของวิถีชีวิต รวมทั้งแนวโน้มของสังคมที่มีความขัดแย้งชิงดีชิงเด่นกันยิ่งขึ้น
ผู้เขียน (นางหวีตัน) ได้หยิบยกการถามตอบตอนหนึ่งในคัมภีร์ “ลุ่นหยวี่” ระหว่างขงจื้อและลูกศิษย์ชื่อ จื่อก้ง ซึ่งจื่อก้งถามขงจื้อว่า ประเทศจะสงบนิ่งและการเมืองจะมั่นคงได้อย่างไร ขงจื้อตอบว่า ต้องมีเงื่อนไข 3 ประการด้วยกันคือ 1).กลไกของรัฐต้องมีอำนาจทางการทหาร 2).ประเทศต้องมีเสบียงอาหารบริโภคที่จะให้ประชาชนดำรงชีวิตได้ดี และ 3).ประชาชนต้องมีความเชื่อถือต่อฝ่ายปกครองประเทศ เมื่อถามต่อว่าในปัจจัยสามข้อดังกล่าว หากต้องเลือกเฉพาะหนึ่งปัจจัยจากทั้งสาม จะต้องเลือกอันใด ขงจื้อตอบว่า คือความเชื่อถือต่อฝ่ายปกครองประเทศ เพราะการขาดอาวุธหมายถึง ประเทศขาดความมั่นคง การขาดอาหารคือ คนต้องตาย แต่การขาดความเชื่อถือต่อฝ่ายบริหารปกครองหมายถึง ประเทศอยู่ไม่รอด (โปรดอ่านรายละเอียดในข้างท้ายของบทความนี้)
ขงจื้ออธิบายเพิ่มเติมว่า วัตถุปัจจัยหมายถึงความสุขในการดำรงชีวิต ซึ่งเป็นตัวชี้ของความมั่นคงภายนอก แต่ความเชื่อถือคือจิตใจที่เชื่อมั่นต่อรัฐ คือความเชื่อถือต่อพลังที่หล่อหลอมให้ประเทศเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
เรามักใช้ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยวัดจากการเพิ่ม GDP (Gross Domestic Product) เป็นเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จของประเทศหนึ่งๆ แต่ก็มีที่ประชาชนจำนวนเพิ่มขึ้นที่กำลังนำตัวแปรเรียกว่า GNH (Gross National Happiness หรือ “ความสุขมวลรวม” ) เป็นเกณฑ์ประเมินผลของประเทศ หรืออีกนัยหนึ่งคือประเทศที่เข้มแข็ง และร่ำรวยมิใช่เพียงมองจากการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจ แต่สำคัญกว่านี้คือ ความรู้สึกของประชาชนทุกคนว่าเขามีความพอใจหรือรับสภาพของวิถีชีวิตของเขาเพียงใด
ขงจื้อยกตัวอย่างลูกศิษย์ที่ขงจื้อโปรดปรานคนหนึ่งชื่อ เหยียนหุย ซึ่งครอบครัวยากจนมากและอาศัยอยู่ในตรอกซอยที่เป็นสลัม ชีวิตของเขายากเข็ญแต่ลูกศิษย์ผู้นี้ก็มีความพอใจ ซึ่งบางคนอาจอ้างว่า ความรวยความจนก็คือชีวิต และคนจนก็ต้องทนอยู่ไปวันๆ แต่ทว่าเหยียนหุยผู้นี้ได้รับความชมชอบนับถือไม่ใช่เพราะเขาทนได้กับภาวะเศรษฐกิจเช่นนี้ แต่เป็นเพราะทรรศนะของเขาต่อการดำรงชีวิต ซึ่งคนทั้งหลายจะรู้สึกว่าวิถีชีวิตเช่นนี้คือ ความยากลำบาก แต่สำหรับเหยียนหุยแล้วเขารักษาทรรศนะที่เป็นสุขนิยมได้อยู่เสมอ ขงจื้อจึงสรุปว่าบุคคลที่เป็น “ผู้เป็นเลิศ” (เสียนเจ่อ) คือคนที่ไม่เคยให้วัตถุปัจจัยมากำหนดชีวิตของตน ซึ่งทำให้เขาสามารถรักษาจิตอันสงบนิ่งได้ (แน่นอนไม่มีใครอยากจะทนทุกข์กับชีวิต แต่การพึ่งวัตถุเพียงอย่างเดียวย่อมไม่สามารถแก้ปัญหาทางใจได้!) ในทางกลับกัน เมื่อวัตถุปัจจัยในชีวิตมีเพิ่มขึ้น หลายคนกลับเริ่มแสดงความไม่สุขใจ โดยเฉพาะเมื่อตระหนักว่ารอบข้างมีผู้อื่นที่ฐานะดีกว่าตน
ขงจื้อเข้าใจถ่องแท้ว่ามนุษย์สามารถที่จะมองออกไปภายนอกและมองเข้ามาภายในตัวเอง เมื่อมนุษย์มองภายนอกมากขึ้นก็ย่อมมองภายในน้อยลง ฉะนั้น ขงจื้อจึงสอนให้คนใฝ่หาความเพียงพอที่อยู่ภายใน ทุกคนต้องการชีวิตที่สมหวังและมีความสุข แต่นี่คือความรู้สึกที่ไม่จำเป็นต้องโยงกับความร่ำรวยหรือยากจน แต่เกี่ยวข้องกับสิ่งที่มนุษย์มีอยู่ภายในใจมากกว่า และนั่นคือความเชื่อมั่นและพึงพอใจกับสภาพที่ตนเป็นอยู่
การดำเนินการทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง” ในห้วงเวลาที่ผันแปร
ภาระของผู้นำประเทศคือการรื้อฟื้นและเสริมสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนหลังจากที่ประเทศต้องรับเคราะห์กับ “วิกฤตความเชื่อถือ” (crisis of confidence) โดยยึดถือวิถีของทฤษฎี “เศรษฐกิจพอเพียง” อันเป็น “สัญลักษณ์” ประจำตัวของผู้บริหารชุดใหม่ ขงจื้อได้พูดไว้ใน ลุ่นหยวี่ ว่า “พัฒนาตนเองเพื่อตนเอง และเพื่อความสุขในชีวิตของประชาชน” เมื่อสามารถทำเช่นนั้นได้ก็เท่ากับได้สร้างความอบอุ่นใจและความเชื่อถือซึ่งจะตามมา เมื่อผู้นำประเทศสามารถฝึกถึงขั้นที่ว่า “ทำงานลืมเวลากินข้าว มีความสุขแล้วลืมความกังวลและความเครียด” แล้วก็จะเข้าถึงการสร้างความเชื่อถือในประชาชน ต่อผู้นำที่ทำเพื่อผลประโยชน์ส่วนรวม การปรับปรุงตัวเองให้มีจิตใจโปร่งใสและกว้างขวาง โดยไม่โทษคนหรือปัจจัยภายนอก แต่ยอมรับที่ความเป็นจริงและพยายามปรับปรุงให้ดีขึ้น ทำให้ตนเองนำความสุขให้คนอื่น นั่นก็คือการสร้างความพอเพียงในจิตของตนเอง พร้อมกับสร้างความอบอุ่นให้กับประชาชนที่อยู่ภายใต้การปกครองของตน อันจะสร้างเงื่อนไขของ “เศรษฐกิจพอเพียง” ซึ่งทุกคนในประเทศจะสามารถมีส่วนรู้เห็นแ ละจะนำความพึงพอใจกับความมั่นใจมาให้กับพวกเขา ว่ากำลังร่วมกันสร้างสังคมใหม่ที่ทุกคนมีความพอใจ ที่แบ่งสรรปันส่วนกันได้และมีชะตาที่ร่วมกัน
สรุปคือ เศรษฐกิจพอเพียงจะพอเพียงได้ในเมื่อทุกคนเชื่อมั่นว่ามีส่วนได้เสียและความพึงพอใจร่วมกัน และภาระที่จะนำในการสร้างสภาพเช่นนี้ได้ก็ต้องตกเป็นของผู้นำที่มีความมุ่งมั่นที่จะสร้างสังคมและสภาพแวดล้อม (ทั้งปัจจัยทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม) ที่เอื้ออำนวย
ส่งท้าย
ลุ่นหยวี่ : บทที่ 12 ส่วนที่ 7
จื่อกงถามขงจื่อเกี่ยวกับการปกครอง
ขงจื่อตอบว่า “สามปัจจัยคืออาหารที่เพียงพอ กองทัพที่พอเพียง และความเชื่อถือที่ฝูงชนมีต่อฝ่ายปกครอง”
จื่อกงถามต่อว่า “หากต้องเอาออกสักปัจจัยหนึ่งใน 3 ข้อควรเอาปัจจัยไหนออกก่อน?”
ขงจื่อตอบว่า “ที่เกี่ยวกับทหาร”
จื่อกงยังถามต่อไปอีก “และหากว่าต้องลบออกอีกปัจจัยควรจะเป็นข้อใดที่เหลือล่ะ?”
ขงจื่อตอบว่า “อาหาร เพราะตั้งแต่โบราณการณ์มาแล้วคนก็ต้องตายวันยังค่ำ แต่เมื่อไม่มีความเชื่อถือของฝูงชนรัฐบาลจะอยู่ไม่ได้”
________________________________________
เกี่ยวกับผู้เขียน : เป็นดอกเตอร์ทางด้านประวัติศาสตร์และภาษาเอเชียตะวันออกจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด และเคยรับราชการที่กระทรวงการต่างประเทศ ตำแหน่งสุดท้ายคือ รองปลัดกระทรวง ปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองกรรมการผู้จัดการใหญ่บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์
หน้า 20

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *