ความสุข กับเศรษฐกิจพอเพียง

ความสุข กับเศรษฐกิจพอเพียง
อาจารย์อรรถจักร์ : ผมเป็นนักศึกษาประวิติศาสตร์ เพราะฉะนั้นคงจะมองจากแง่มุมของประวัติศาสตร์ แก่นๆ ของประวัติศาสตร์คือศึกษาถึงความเปลี่ยนแปลงของสังคมมนุษย์ในเงื่อนของเวลาและสถานที่
เวลาเราพูดถึงความสุข ผมนึกถึงสิ่งหนึ่งที่กำลังฮิตขึ้นมาในช่วงหลังๆ คือ”ประวัติศาสตร์ของความรู้สึก” ประวัติศาสตร์ความสุขก็เป็นความรู้สึกแบบหนึ่ง มันเป็นประวัติศาสตร์เหมือนกัน คือมันมีความเปลี่ยนแปลงความรู้สึกว่าเป็นสุข ผมคิดว่าตรงนี้คือหัวใจที่เรากำลังจะพูดกันว่าเป็นสุขอย่างไร ในเงื่อนไขอะไร โอกาสใด แล้วคำว่าความสุขมันมีการเปลี่ยนแปลงไหม?
ในปัจจุบันเวลาเราพูดถึงความสุข มันคืออะไร? เพราะฉะนั้นผมก็คงจะพูดถึงประวัติศาสตร์ความรู้สึกโดยศึกษากรณีความสุข และสิ่งสำคัญเวลานักศึกษาประวัติศาสตร์ศึกษาอะไรก็ตาม ในความเปลี่ยนแปลงของอะไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกรัก ความรู้สึกกลัว ความรู้สึกเกลียด ความรู้สึกระแวงอะไรก็ตาม, เราจะอธิบายมันอยู่ในบริบทว่ามันมีอะไรบ้างที่ทำให้ความรู้สึกนั้นเปลี่ยน ในประวัติศาสตร์. เชื่อว่า ความรู้สึกของมนุษย์ไม่คงที่ มนุษย์ไม่คงที่. อันนี้ไม่ได้แปลว่ามนุษย์เมื่อก่อนมี 6 นิ้ว. แต่หมายถึงว่าอารมณ์ความรู้สึกมนุษย์มันเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ มันไม่มีอะไรคงที่ ภาษาประวัติศาสตร์พยายามอธิบายว่ามันมีพื้นฐานอะไรที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของความรู้สึกนั้น ๆ ผมจะพิจารณาประวัติศาสตร์ความรู้สึก คือเรื่องความสุขจากพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ผมจะแบ่งความรู้สึกว่ามนุษย์เป็นสุขหรือมีความสุขออกเป็น 2 ช่วงอย่างหยาบ ๆ เพื่อจะนำการพูดคุยกัน ผมแบ่งเป็นก่อนทุนนิยมกับหลังทุนนิยม ก่อนทุนนิยมความสุขจะสัมพันธ์อยู่กับความสงบสุข ราบรื่นและความอุดมสมบูรณ์ของเครือญาติและชุมชน. อันนี้หนีไม่พ้นจากความอุดมสมบูรณ์ หนีไม่พ้นจากเครือญาติ หนีไม่พ้นจากชุมชน และความอุดมสมบูรณ์นั้นก็ต้องสัมพันธ์กับความสงบสุข ราบรื่นด้วย.
ความสุขในช่วงก่อนทุนนิยม เป็นความสุขที่ไม่ถูกแยกออกจากความสัมพันธ์ทางสังคมของคน ผมพยายามจะพลิกลงไปอ่านเอกสารเก่า ๆ ในเอกสารของหมอบรัดเลย์ เวลาเขาพูดถึงคำว่าความสุขเขาใช้คำว่า”ศุขะ ศุขัง” โดยใช้ “ศ” เป็นตัวเขียน คำอีกคำหนึ่งที่น่าสนใจคือเขาใช้คำว่า”สุขะเกษม” ขะมีสระอะด้วย คำว่าสุข ะเกษม เขาบอกว่าความหมายคือ “ไม่มีภัย อุดปะสาวะอันใดมาเบียดเบียน” สังเกตดูว่าเขาบอกว่าไม่มีภัยและมีอุบัตอะไรมาเบียดเบียน เพราะฉะนั้นเวลาพูดถึงความสุขมันก็จะต้องสัมพันธ์อยู่กับในส่วนที่มันไม่เป็นสากล
ในวรรณคดีเก่า ๆ ไม่ว่าจะเป็นอิเหนา ไม่ว่าจะเป็นรามเกียรต์ซึ่งเขียนในสมัยต้นรัตนโกสินทร์เวลาพูดถึงความสุข มันจะมีเงื่อนไขอีกเยอะแยะเลย โยงมาว่าเศรษฐกิจ หมายถึงว่า”ค้าขายดี อาณาประชาราชของรัฐนี้ก็สำเริงแล้วจึงมีความสุข”. อันนี้ใช้ตัวอักษร “ศ” ไม่ใช่ “ส” นะครับ เพราะฉะนั้นมันจะเป็นความสุขที่ไม่เป็นสากล
ความสุขก่อนทุนนิยมสัมพันธ์กับระบบเศรษฐกิจอย่างไร? ผมคิดว่าตัวระบบเศรษฐกิจที่พอเพียง พอยังชีพ หรือว่าพึ่งพิงตลาดน้อยในช่วงก่อนทุนนิยมมันทำให้ทุกคนในชุมชน ในเครือญาติ จะต้องวางความสัมพันธ์ของตัวเองเข้ากับชุมชน คุณไม่สามารถหากินคนเดียวได้ คุณจะไม่สามารถเข้าป่าไปตีผึ้งได้คนเดียว คุณไม่สามารถจะออกไปสู่การทำมาหากินคนเดียวได้ เพราะฉะนั้นตัวความสุขของเขาจึงต้องผูกพันสัมพันธ์กับตรงนี้ นั่นคือฐานของเศรษฐกิจที่สัมพันธ์อยู่กับความสุขที่มีความหมายว่า ความสงบสุข ราบรื่น และความอุดมสมบูรณ์ของเครือญาติและชุมชน
เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น เมื่อทุนนิยมขยายตัวขึ้น เริ่มทำให้ความสุขเปลี่ยนมาเป็นอย่างที่เราเข้าใจ เมื่อระบบทุนนิยมขยายเข้ามา ระบบการผลิตของทุนนิยมกระตุ้นให้เกิดการจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นให้เกิดการบริโภคอย่างต่อเนื่อง หากเมื่อใดก็ตามการบริโภคหยุดก็แปลว่า สายธารการผลิตมันหยุดไปด้วย ระบบทุนนิยมอยู่ไม่ได้ทันที. เศรษฐศาสตร์ทั่ว ๆ ไปถือว่ามันเป็นการบริโภคอย่างมีเหตุผลของปัจเจกชน อย่างมีเหตุผลของเศรษฐศาสตร์กระแสหลัก คือ ตัวที่จะกระตุ้นทำให้ระบบเศรษฐกิจทุนนิยมวิ่งต่อไปได้ ลองนึกถึงถ้าเรามีจักรยานลาเล่ย์ส่งน้ำแข็งคันเดียวอยู่ที่บ้านเรา แล้วเรารู้สึกพึงพอใจกับมันตลอดเวลา เป็นการบริโภคพอแล้ว ร้านขายจักรยานของเพื่อนเราก็คงจะขายไม่ได้. แต่ว่าเราก็จะต้องมีการบริโภคอย่างมีเหตุผลว่า ต่อไปเราจะขี่จักรยานเมาเท็นไบ้ มันก็ถูกกระตุ้นอย่างนี้ต่อไป ในกระบวนการที่กระตุ้นให้เกิดการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ทุนนิยมเริ่มทำให้ทุกอย่างเป็นสินค้า เพื่อทำให้เกิดการบริโภคได้ ระบบทุนนิยมมันจะทำให้ทุกอย่างถูกผลิตออกมาเป็นสินค้า อยู่ในตลาดหมดเลย รวมทั้งรอยยิ้มด้วย. ร้านเหล้า หรือว่าอะไรต่างๆ ก็ถูกผลิตมาเป็นสินค้าที่คุณซื้อ.
เคยมีบทสัมภาษณ์คนที่ไปกินเหล้าที่ RCA แล้ว ไปกินพวกดารา ถามว่าเขาไปกินอะไร กินเหล้าที่ไหนก็ได้ แต่เขาไปกินที่ RCA เพื่อซื้อความสนิทสนมกับดาราเจ้าของร้านในช่วงที่เขาไปกิน ทั้งหมดมันเป็นสิ้นค้าหมด ระบบทุนทุนนิยมทำตรงนี้ขึ้นมา แล้วเมื่อทำให้เป็นสินค้าแล้ว การทำให้เกิดการบริโภคอย่างต่อเนื่อง ทำอย่างไร ทำโดยสร้างความต้องการเทียมขึ้นมา เพื่อที่ทำให้เราสามารถบริโภคได้ต่อเนื่องโดยรู้สึกไม่เพียงพอกับสิ่งที่เรามีอยู่แล้ว เราอาจจะมีกางเกงยีนต์อยู่ แต่ว่าความต้องเทียมทำให้เราอยากได้ยีนส์ levi’s ป้ายแดง 501, 504 อะไรผมก็ไม่รู้เหมือนกัน ความต้องการเทียมที่ถูกสร้างขึ้นมาในระบบ ถามว่ามันสร้างขึ้นมาเฉย ๆ ได้ไหม มันสร้างความต้องการเทียมโดยบวกเข้ากับความรู้สึกเพื่อจะบอกว่า เมื่อคุณครอบครองสิ่งนี้แล้ว คุณจะได้ความรู้สึกชุดนี้ขึ้นมา และสิ่งสำคัญที่ความรู้สึกที่ทุนนิยมพยายามจะใช้มากที่สุดเพื่อกระตุ้นความต้องการเทียมก็คือความสุข ความสุขกลายเป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่ทุนนิยมพยายามกระตุ้นให้ทุกคนบริโภค. ถ้าใครชอบดูโฆษณาจะเห็นนะครับ โฆษณาทุกชิ้น ในโทรทัศน์ ผมเชื่อว่าไม่ถึง 100 % เอา 98 % ผมคิดว่ามันถูกเทียบเคียงกับอารมณ์ความสุขหมดเลย เอาหยาบ ๆ ง่าย ๆ ที่ทุกคนใช้ความสุขที่คุณดื่มได้ ลองนึกถึงรถยนต์ ถูกโฆษณาด้วยความสุข ทั้งหมดคือทุนนิยมสร้างความต้องการเทียมโดยเทียบเคียงกับความรู้สึก กระบวนการการทำงานทั้งหมดที่เราได้เงินมาเยอะแยะ เราทำงานไปเพื่อที่จะตอบสนองกับความต้องการเทียม
กระบวนการตรงนี้เองถามว่าความสุขคืออะไร ผมคิดว่า”ความสุขมันเริ่มถูกทำให้เป็นสิ่งสากลขึ้นมา” เช่นว่า เราเริ่มรู้สึกว่าทุกคนจะมีความสุขเหมือน ๆ กันขึ้นมา ความสุขเริ่มเป็นสากลแล้ว ความสุขไม่เป็นเรื่องเฉพาะทั่ว ๆ ไปแล้ว ความสุขเริ่มถูกทำให้เหมือนกันทั้งโลก ความสุขของมนุษย์ทั้งหมดถูกทำให้กลายเป็นว่า วางอยู่บนความต้องการเทียม มันมีลักษณะสากล วางอยู่บนความต้องการเทียมที่เทียบเคียงกับอารมณ์ความรู้สึก
เพราะฉะนั้นตัวความสุขสมัยใหม่พอมันเริ่มเป็นสากลมันก็เริ่มมีความหมายที่กว้างมากขึ้น จนคุณจับอะไรลงไปยัดได้เกือบทุกอย่างโดยเฉพาะด้านอารมณ์ความรู้สึก นอกจากความเป็นสากลแล้ว ความสุขมันเริ่มเป็นคล้าย ๆ กับสิ่งของขึ้นมาหรือสินค้าก็ได้.
ผมยังเช็คไม่ได้ว่าสคส.ถูกใช้เมื่อไหร่ แน่นอนเดาได้เลยว่าเริ่มต้นเมื่อรัชกาลที่ 5 เพราะมันเป็นทุนนิยมที่ชัดเจน ส่วน สคส.ที่ระบาดไปทั่วสังคมเริ่มต้นเมื่อไหร่ผมไม่รู้นะครับ ยังเช็คไม่ได้ แต่ให้ผมเดาเอา ผมเดาว่าเริ่มต้นในทศวรรษ 2510. ผมเดาว่า 2507 ในช่วง 2510 -2520 ผมคิดว่าสคส.มันเป็นเรื่องที่คนทั่ว ๆ ไปรับรู้กัน เราเริ่มส่งความสุขถึงกันแล้ว ที่ผมคิดว่าเป็นพ.ศ. 2507 เพราะผมให้ความสำคัญต่อทรานซีสเตอร์ ทรานซีสเตอร์คือเครื่องมือที่ทำให้ระบบทุนเข้าไปครอบงำทั้งสังคมได้อย่างยอดเยี่ยม เพลงลูกทุ่งก็เกิดช่วงนั้น การขอเพลงต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นช่วงนั้น ทั้งหมดนี้ผมคิดว่ามันเริ่มระบาดความคิดเรื่องส่งความสุข ความสุข คือสิ่งของที่มนุษย์สามารถครอบครองได้ เป็นสินค้า ด้านหนึ่งเป็นสากล แต่ในอีกด้านหนึ่งเป็นว่ามนุษย์สามารถเข้าไปครอบครองสิ่งที่เป็นสากลตรงนี้ได้ ฐานของมันคือฐานของระบบทุนนิยม ซึ่งกระตุ้นให้เราทำงานเป็นบ้าเป็นหลังเพื่อที่จะครอบครองสินค้าอันเทียบเคียงได้กับอารมณ์ความรู้สึก ผมเดาว่าบ้านเราคงมีของอะไรเยอะแยะที่เกินความต้องการของเรา เช่น รองเท้า บางคนอาจจะมี 30 คู่ 40 คู่ขึ้นไป
มีตัวอย่างในเรื่องความสุข ซึ่งมันเปลี่ยนกลับมา และทำให้เราเริ่มตระหนักเกี่ยวกับความสุขเทียมที่เราได้รับการทำให้เชื่อว่าเป็นความสุขคือ …อ้ายทัศน์ เขาเคยเป็นช่างมีฝีมือ ช่างโบกปูน เขาทำงานโบกปูนได้วันละประมาณ 300- 400 บาท ในช่วงฟองสบู่. แต่ในช่วงนั้น เขาพบว่าถ้าเขาออกไปทำงานวันละ 300-400 บาท เขาต้องกินเองทุกอย่างเลย เขาต้องซื้อของมาบริโภคหมด แล้วชีวิตครอบครัวเขาจะแปลกแยก คือเขาต้องออกจากบ้านแต่เช้ากลับบ้านตอนเย็น ค่ำๆ แต่เขาก็มีปัญญาซื้อรถมอเตอร์ไซค์ ซื้อทีวี ซื้ออะไรหลายอย่าง เขากลับมาพบว่ามันไม่ค่อยมีความสุข. ดังนั้น เขาจึงเริ่มกลับหันมาปลูกพืชเล็ก ๆ น้อย ๆ อยู่ในสวนและอยู่กับครอบครัว ความสุขของเขาเริ่มเป็นการอยู่อย่างมีความสัมพันธ์กับครอบครัวขึ้นมา เพื่อนเราในที่นี้คนหนึ่งจบเกษตรศาสตร์ถ้าเขาไปรับใช้ซีพี เขาคงจะมีเงินที่จะครอบครองสิ่งต่าง ๆ แต่ว่าเพื่อนเราคนนี้มันก็บ้าดี มันกลับไปทำไร่อยู่ในที่ดินของเขาเพื่อที่จะปลูกพืชเพื่อกิน สำเร็จหรือไม่ ไม่รู้ แต่ว่ามันมีกระแสรองที่เกิดขึ้นในการคิดต่อต้านความสุขแบบทุนนิยมขึ้นมา
ความสุขชุดใหม่คืออะไร มันเริ่มถอยกลับมาเป็นลักษณะเฉพาะมากขึ้นไม่เป็นสากล อย่าลืมนะครับความสุขเดิมมันก็ไม่เป็นสากล ต่อมามันถูกทำให้เป็นสากลและเชื่อมอยู่กับการบริโภคความต้องการเทียม ตอนนี้ความสุขกระแสรองเริ่มไม่เป็นสากลอีก เริ่มเป็นความสุขที่เป็นลักษณะของกลุ่ม ๆ ขึ้นมา แต่แน่นอนกระแสรองยังไม่มีอิทธิพลมากมายนัก สิ่งที่เราอยากจะเถียงกันต่อไป ก็คือว่า ถ้าเราคิดถึงความสุขในมุมของแต่ละคน มันจะมีลักษณะอย่างไร ทุกคนอาจจะคิดถึงความสุขที่ไม่เหมือนกันเลย คิดแตกต่างกันไป
อาจารย์สมเกียรติ : มีใครอยากจะพูดต่อไหมครับเกี่ยวกับเรื่องพื้นฐานเศรษฐกิจกับความสุขหลังจากที่ฟังอาจารย์อรรถจักร์มาแล้ว 15 นาที
ผู้เข้าร่วม : อาจารย์ใช้คำว่าสากลอยากให้อาจารย์อธิบาย
อาจารย์อรรถจักร์ : มันยังมีศัพท์ในช่วงของสมัยนั้นไม่ชัดสำหรับความรู้สึกเรื่องความสุข แต่ความรู้สึกเรื่องความรักนี้มันอธิบายได้เช่น เวลาเราพูดถึงความรักในสมัยก่อนทุนนิยม ความรักมันไม่มีความรักสากล ประเภทความรักคือสายน้ำไหล มีแต่ไหลเชี่ยวเป็นเกลียวไปไม่ไหลกลับมา ความรักที่เหมือนกับว่าทุกคนรักแบบนี้. อันนี้คือสากล แต่ก่อนหน้านั้นความรักไม่สากล ความรักมันผูกพันอยู่กับชุมชน ความรักของบ่าหนุ่ยที่มันเลี้ยงควายอยู่ มันเป็นลักษณะเฉพาะ แต่มันเริ่มขยับมาเป็นความรักสากล ความสุขก็เช่นเดียวกัน ความสุขในทุนนิยมเริ่มเป็นการครอบครองซึ่งกลายเป็นสากลขึ้นมา ถ้าใครใส่เวอซ่าเช่ก็จะมีความสุข
ผู้เข้าร่วม : ความเห็นของผมก็คือว่า จริง ๆ แล้วความสุขนั้นมันเป็นสากลมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว เพียงแต่ว่ารูปธรรมของความสุขมันเริ่มเปลี่ยนไป เมื่อก่อนนี้เราอาจจะสระผมใช้น้ำมันมะกอก ใช้มะกรูดอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้เราถูกทำให้รู้สึกว่า ถ้าเราไม่ใช้ two in one. เราผิดมากเลย ถ้าเราต้องใช้มัน เราถึงจะมีความสุข ถึงจะเป็นพวกเดียวกัน
อาจารย์อรรถจักร์ : สากล ผมหมายถึงว่า ทุกคนสามารถบอกได้ว่ามนุษย์ทุกคนมีความสุขเหมือนกัน มันเป็นความสุขที่ข้ามชุมชน แต่ความสุขในสมัยก่อนเขาไม่คิดที่จะข้ามชุมชนนะ ด้วยเหตุผลของการคมนาคมและด้วยเหตุผลอะไรเยอะแยะ. แต่ในเอกสารเก่าเขาไม่เคยคิดข้ามชุมชนเขาเลย สุขะเกษมของเขาคือ ในชุมชนของเขาที่ไม่มีอุบัติภาวะ ไม่มีภัยอันใดมาเยี่ยมเยียนในชุมชนเขา เพราะฉะนั้นตัวเขาเองไม่เคยนิยามหรือไม่เคยอยากจะนิยามความสุขของเขา หลังทุนนิยมมันถูกทำให้เป็นสากล มันถูกบอกว่าความสุขต้องมีอย่างนี้ หนึ่ง สอง สามตอนนี้ใช้ two in one, ต่อไปต้อง three in one, four in one, five in oneว่ากันไป. กลายเป็นลำดับขั้นความสุขที่สากล คือเราจินตนาการได้ข้ามไปถึงคนที่ยะลา เราจินตนาการข้ามไปถึงคนที่นิวยอร์ก ทุกคนเชื่อมนิยามความสุขเป็นสากลด้วยกันหมด ข้อประหลาดอันหนึ่ง คือว่าเวลาเราพูดถึงสำนึกเชิงปัจเจกชนในระบบทุนนิยม ไม่ใช่แปลว่าเราสำนึกว่าเรามีความแตกต่างจากคนอื่น แต่เรามีความสำนึกว่าเราแน่ เพราะว่าเรากำลังไต่ลำดับชั้นได้สูงกว่าคนอื่น
อาจารย์อุทิศ : ผมไม่เห็นด้วยกับอาจารย์อรรถจักร์หลายเรื่อง ผมว่าอาจารย์อรรถจักร์กำลังหลอกตัวเอง เรื่องแรก คือเรื่องความต้องการเทียม. เมื่อก่อนผมรู้สึกอย่างนั้นนะ ผมเพิ่งเปลี่ยนความรู้สึกเมื่อเดือนที่แล้ว แสดงว่าดีกว่าอาจารย์อรรถจักร์ ผมยกตัวอย่าง จริง ๆ มันไม่ใช่ความต้องการเทียมหรือว่าคุณค่าเทียมอะไรทั้งหลาย ตอนนี้ผมขับรถโตโยต้า ถ้าเป็นทุนนิยมผมนึกนะ ถ้าเกิดผมมีเงินน้อยกว่านี้ผมต้องขับรถมือสอง แต่ตอนนี้ผมมีเงินมากกว่านั้น ผมก็เลยเลือกรถญี่ปุ่น 2-3 แสนอะไรอย่างนี้ และเมื่อก่อนมีความรู้สึกอย่างหนึ่งว่ารถเบนซ์แพงกว่าเราตั้งสามเท่า เป็นคุณค่าเทียม จริง ๆ แล้วรถมีแค่ขับไปให้ถึงที่ ผมจะคิดอย่างนี้ แต่พอผมไปนั่งคุยกับเพื่อนร้านเฮงสวัสดิ์ ผมเปลี่ยนความคิดไปเลย. มันเป็นคุณค่าแท้ รถบีเอ็มดับบลิว มันดีกว่ารถญี่ปุ่นยังไง ช่วงล่างเขาบอกเทคโนโลยีใหม่เวลาคุณเข้าโค้งรถญี่ปุ่นเข้าโค้งโอกาสคว่ำ ถ้าเทียบกับรถบีเอ็มดับบลิว รถเบนซ์ต่างกันเยอะเลย ถ้าเป็นรถเบนซ์จะใช้เกียร์ที่เขาใช้ในรถแข่ง รู้ไหมครับเกียร์รถแข่งเป็นยังไง เกียร์รถแข่งเป็นเกียร์ที่ตามจิตใจมนุษย์ ถ้าคุณขับรถ ถ้าคุณเหยียบ ถ้าเกิดคุณเข้าเกียร์ ถ้าจิตคุณช้ากว่าเกียร์อัตโนมัติ มันถอยเกียร์อัตโนมัติให้คุณเปลี่ยนเป็นเกียร์หนึ่งเกียร์สองสามสี่ แต่ถ้ามือคุณเร็วกว่าเครื่องยนต์ โอเคมือคุณบังคับไป นี่คือเกียร์รถแข่ง ตอนนี้อยู่ในรถเบนซ์
ผมถึงยืนยันว่าอาจารย์อรรถจักร์กำลังเข้าใจผิดว่าคุณค่าเทียม ทุนนิยมสำหรับผมดีกว่าเก่า เพราะอะไร เพราะมันทำให้คุณค่าของมนุษย์นี้ละเอียดยิ่งขึ้นว่า ยูมีเงินเท่าไหร่ยูจ่ายไปหมดเลย ตั้งแต่รถมือสอง ตั้งแต่รถญี่ปุ่น ตั้งแต่รถสิบล้านมันมีความดีของมันครับ. ผมเป็นศิลปิน ผมรู้สึกเสียใจ เพราะอะไรครับ เพราะว่ารถที่เป็นรถระดับ 10 ล้าน 100 ล้านทำไมมันแพงตรงไหน มันเริ่มแพงระดับเทคโนโลยีไปเป็นระดับอาร์ต คือ หัวเสาหัวอะไรของรถยนต์เขาจ้างศิลปินทำ ผมดูรถดี ๆ ผมจะรู้สึกว่ามันเหมือนดูงานศิลปะ มันเป็นความงามที่ละเอียดมาก ไม่ใช่ความงามระดับหยาบ ๆ แบบประเภทรถโตโยต้าของผม
อีกอย่างหนึ่งที่ผมไม่เห็นด้วยกับอาจารย์อรรถจักร์ อาจารย์ไปโยงกับความสุขที่เรามีความสัมพันธ์กับในครอบครัว สำหรับผม ผมเรียกว่าความสุขที่ไม่ต้องลงทุน มนุษย์ถ้าเข้าใจกันได้มันเป็นความสุขมากเลย โดยเฉพาะในครอบครัว ความสุขมีหลายประเด็น นี่เรากำลังพูดถึงประเด็นความสุขที่เกี่ยวข้องกับผัสสะของเรา เกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของเรา ซึ่งทุนนิยมเยี่ยมมาก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ตัวทุนนิยม ปัญหามันอยู่ที่จุดยืนของคน วิธีคิดของคนแต่ละคนที่เข้าใจสัจจะธรรมของสังคมยุคนี้หรือเปล่า ผมขับรถโตโยต้า ผมไม่เป็นทุกข์ แต่ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากได้รถเบนซ์ ถ้าเมื่อไหร่มีเงิน 10 ล้านในกระเป๋าผมซื้อทันที ไม่ใช่พอซื้อแล้วรู้สึกผิดด้วยนะ ผมมี 10 ล้านผมก็ซื้อแค่นี้ ผมจะไม่รู้สึกผิดเลย เพราะผมรู้สึกว่ามันเป็นของแท้ แต่ตอนนี้เรารวยไม่พอเราก็เอาแค่นี้อะไรอย่างนี้
ผู้เข้าร่วม : เรื่องการใช้คำว่าเทียม ผมเห็นด้วยว่ามันเป็นคำเหมือนพยายามจะบอกว่าคนที่ขี่รถพวกนั้นมันโง่ มันไม่บรรลุทางธรรม คือมันไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร มันถูกหลอก ซึ่งผมไม่ค่อยเห็นด้วย.
มีปัญหาหนึ่ง ซึ่งค้างคาใจผมมาตลอดชีวิตเลย, นั่นคืออาม่า(ย่า)ผมอายุ 89 ถึงตาย ก่อนตายอาม่าผมจะใช้ยาสระผมแบบชนิดเป็นผงเท่านั้น ช่วงเป็นเด็กผมสามารถหาซื้อได้ แต่พอโตมายากมาก ซองสีเขียวเป็นรูปพระจันทร์ ยี่ห้อ แฟซ่า. อาม่าผมเสียประมาณ 5 ปีแล้ว ช่วงนี้มันไม่มีแล้วยาสระผมเป็นแบบผง ปัญหาคือ ที่อาม่าผมไม่ยอม ถ้าเกิดไปใช้เป็นเหลว ๆ มันเป็นความต้องการเทียมหรือเปล่า มันต้องเป็นผง พอสังคมมันเปลี่ยน มันมีเงื่อนไขอะไรบางอย่างซึ่งผมไม่อยากเรียกว่ามันแท้หรือมันเทียม
เรื่องรถเบนซ์ผมว่าคือถ้ายกเรื่องรถผมไม่เห็นด้วยว่ามันมีความต่าง บางอย่างที่ผมไม่ค่อยเข้าใจก็คือเรื่องเสื้อผ้ายี่ห้อเวอซาเช่ คือผมดูยังไงก็ไม่สวย ถึงผมมีเงินเยอะ 10 ล้านแล้วผมจะซื้อเวอซาเช่ใส่ไหม ผมไม่ใส่
อาจารย์อรรถจักร์ : เรื่องคุณค่าเทียม ผมไม่เคยพูดคำว่าคุณค่าเลย ผมใช้คำว่าความต้องการเทียม เวลาเราพูดถึงความต้องการเทียม นักการเมืองจำนวนมากเลยที่ครอบครองรถ ถามว่าเขาครอบครองรถไปเพื่ออะไร บรรหาร ศิลปอาชา มีสนามบาส 2 สนามสำหรับไว้รถ ถามว่าเขาต้องการรถยนต์ใน 2 สนามบาสไปทำพระแสงอะไร ทั้งหมดคือ ในระบบทุนนิยมมันถูกทำให้ตัวสินค้ามีความหมายอื่น ๆ นอกจากความหมายของตัวสินค้าตรงนั้น มูลค่าการใช้ถูกเปลี่ยนเป็นมูลค่าของสัญญะ อันนี้เรื่องมูลค่านะไม่ใช่คุณค่า รถเบนซ์ถ้าคุณซื้อมาด้วยความปลอดภัย นั่นฟังดูมีเหตุผล สมกับเป็นศิลปิน แต่ถ้าคุณซื้อมาเพื่อคุณจะบริโภคสัญญะ ผมคิดว่าการบริโภคอย่างนี้เขาเรียกกันว่าความต้องการเทียม เป็นศัพท์ทางเศรษฐศาสตร์การเมือง ไม่ได้เป็นความคิดของผมที่จะประณามว่าคนซื้อเบนซ์มันโง่กว่ากู. ไม่ใช่ ต้องระวังนะครับ ไม่ได้หมายความว่าผมบอกว่าจุดยืนของกูของดีคนเดียว ผมไม่ได้บอกว่า -xxx- นั้นเลว เพราะว่ามันซื้อเบนซ์ไม่ใช่
อาจารย์วารุณี : ดิฉันยังติดใจเรื่องรถเบนซ์นะค่ะ เห็นด้วยในบางประเด็นของอาจารย์อุทิศที่ว่ารถเบนซ์มันมีคุณภาพดีกว่ารถโตโยต้าของอาจารย์ แต่ความสูงของราคาที่เพิ่มขึ้นต่างกัน ไม่ใช่เพราะคุณภาพมันทั้งหมด คิดว่าคุณภาพที่ดีกว่ามันจะไม่สูงเท่ากับราคาที่มันสูงกว่ารถคันอื่น แต่ว่าความต่างตรงนี้มันขึ้นอยู่กับสัญญลักษณ์ด้วย คนที่ขับรถเบนซ์จำนวนมาก ก็จะเอาคุณภาพมาอ้าง แต่ลึกๆ แล้วทุกคนก็อยากที่จะมีรถเบนซ์ เพราะว่ามันเป็นสัญลักษณ์ว่าฉันสามารถจ่ายเงินได้ 5 ล้านสำหรับที่จะครอบครองทรัพย์สินอันนั้นได้
ประเด็นที่คิดว่าน่าสนใจมากกว่านั้น คือ ถ้าเรามองว่าทรัพยากรในโลกนี้มันมีจำกัด และในขณะที่ประชากรโลกเราจำนวนมากไม่มีอาหารกิน เราจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรมาเลี้ยงคน แต่คุณใช้ทรัพยากรจำนวนมากเพื่อผลิตรถยนต์ราคาแพง และให้คนจำนวนน้อยใช้ ทรัพยากรที่ถูกดึงไปอย่างนั้นเพื่อแค่แสดงว่าฉันแน่กว่าเอ็งนะ หรือว่าฉันรวยกว่า แค่นั้นเอง การกระจายตรงนี้มันน่าจะทำให้เรารู้สึกว่า เรากำลังทำอะไรอยู่ เคยอ่านเจอข้อความหนึ่งว่า ในขณะเดียวที่คุณขับรถเบนซ์บนท้องถนน คุณกำลังสร้างความรู้สึกแตกต่าง คุณกำลังสร้างความด้อยให้กับคนอื่น นอกจากนี้ในชีวิตประจำวันของเราส่วนใหญ่เราจะต้องขับรถซึ่งมีสมถนะมากขนาดนั้นหรือเปล่า แบบรถเบนซ์นะ คุณไม่ได้ไปขับรถแข่ง คุณขับจากบ้านไปที่ทำงาน ไม่จำเป็นต้องใช้สมถถนะขนาดนั้นเลย
อาจารย์สมเกียรติ : ผมจะคุยกับอาจารย์วารุณีนิดหนึ่งเท่านั้นครับ เพราะว่าเท่าที่อาจารย์ชี้แจงมาเกี่ยวกับการใช้ทรัพยากรของมนุษย์ ผมคิดว่ามันตามตำรามากเกินไปนิดหนึ่ง กรณีที่อาจารย์อ้างถึงว่าการเอาทรัพยากรจำนวนหนึ่งมาให้คนจำนวนน้อยได้บริโภค มันเป็นตำรามากไป ผมอยากจะถามว่า นิสสันกับรถเบนซ์มันใช้ทรัพยากรมากกว่ากันเท่าไหร่ ผมคิดว่าเงินที่จ่ายแพงจ่ายไปกับมูลค่าสูญเปล่ากับสัญลักษณ์ไม่ใช่ทรัพยากรที่เป็นเนื้อโลหะหรือกลไกนะครับ ผมคิดว่ามันน่าจะจ่ายแพงกว่าในแง่ของมูลค่าส่วนเกินที่เป็นเรื่องสัญลักษณ์ แต่ความจริงคนที่ครอบครองรถเบนซ์เขาไม่ได้รู้สึกว่าเขาสูญเปล่า นักจิตวิทยาบอกว่าคนทุกคนอยากที่จะเป็นชนชั้นสูง การเป็นคนชนชั้นสูงมันมีประโยชน์อย่างไร การเป็นชนชั้นสูงหมายถึงว่าคุณจะได้รับบริการที่ดีจากสังคมมากกว่าคนอื่น เช่น เถ้าแก่ร้านขายวัสดุก่อสร้างคนหนึ่ง, วัน ๆ ก็ขายแต่สิ่งก่อสร้าง ฆ้อน ตะปู ท่อปะปา สีพลาสติก. หน้าตู้กระจกผุ ๆ พัง ๆ แต่ขายดี จนแทบจะไม่มีเวลาเป็นส่วนตัวเลย แต่ว่าบ้านนี้มีรถเบนซ์ครับ ทำไมเขาจะต้องมีรถเบนซ์ เพราะว่าสถานะทางการศึกษาหรืออะไรก็แล้วแต่เขาสู้คนที่เป็นอาจารย์ มช.ไม่ได้ วิธีการที่เขาจะขยับตัวเขาเองขึ้นมาสู่ความเป็นชนชั้นสูง สังคมเปิดทางให้สองทางก็คือ การเป็นคนมีความรู้มาก กับการเป็นคนรวย และผลตอบแทนของมันก็คือคุณได้รับความเคารพนบน้อมจากสังคม และคุณได้รับการปฏิบัติที่ดีทางสังคม ฉะนั้นเขาจึงยอมจ่ายสิ่งเหล่านี้ สิ่งนี้จะถือว่าเป็นมูลค่าส่วนเกินหรือเปล่า
ผู้เข้าร่วม : ติดใจเรื่องที่อาจารย์อรรถจักร์พูดถึงเรื่องของทุนนิยม เศรษฐกิจก่อนทุนนิยมและหลังทุนนิยม ก็เลยทำให้นึกถึงเรื่องระบบการค้าในที่ต้องมีมาตรฐานเดียวกัน ปัจจุบันนี้เรามีคำว่า ISO 9002 อะไรอย่างนี้ ตรงนี้เองใช่ไหมที่ว่าเป็นระบบทุนนิยมเข้ามาครอบงำเศรษฐกิจของบ้านเรา
ผู้เข้าร่วม : ความสุขของเรา เราชอบให้คนอื่นตัดสิน อย่างเช่น ถ้าสมมุติว่าเรามีความสุขแค่ใช้แชมพูสระผมซึ่งทำมาจากมะกรูด แต่บางทีเราอยู่ในกลุ่มเพื่อน เพื่อนใช้ two in one เราก็บอกว่าเราใช้อย่างนี้ เขาบอกได้ยังไง แสดงว่าเราเริ่มชักคล้อยตาม หรือว่าใส่เวอซาเช่หรือว่าขับรถเบนซ์ เรารู้สึกว่าถ้าได้ขับแล้วเรามีความสุข เราถูกสังคมเป็นคนตัดสินใจว่าถ้าเราขับเบนซ์เราเป็นคนมีความสุข นั่นคือความสุขที่เราได้รับจากคนอื่น แล้วความสุขที่เกิดจากตัวเราละ มีบ้างไหม ?
ผู้เข้าร่วม : จุดหนึ่งที่ในหลวงของเราเน้นในเรื่องความพอเพียง เราพูดถึงเศรษฐกิจพอเพียง ทุกคนต้องมองที่ว่าตัวเราเอง ต้องมีความพอเพียงและพอดีในแง่ของความสุขด้วย ทุกวันนี้เราใช้ของเกินตัวหรือเปล่า และความอยากเหล่านั้นเหมาะกับสังคมไทยไหม? ลองดูนะครับว่าฝรั่งเขาอาจจะพอดี เพราะว่าเงินเดือนเขาเดือนหนึ่งเป็นแสน เขาเก็บสะสมปีสองปีก็ซื้อรถได้ รถเขาก็ไม่กี่ตังค์ แต่สังคมเราเดือน ๆ หนึ่งไม่ถึงหมื่นด้วยซ้ำ ถามจริง ๆ ถ้าเราไม่ไปโกงกินเขา สะสมกี่ปีถึงจะซื้อรถได้หนึ่งคัน ยังไม่พูดถึงซื้อบ้านซื้ออะไร สังคมปัจจุบันบอกจริง ๆ ว่าเราบริโภคเกินตัว เราเป็นทาสของอารมณ์ ของความอยาก เสพติดตั้งแต่เรื่องของการทานของหวาน ทานรสเผ็ด สูบบุหรี่ เสพหนัง อย่างเช่นไททานิค ผมก็อยากรู้ว่าเป็นยังไงผมก็ไปดู ผมบอกเลยว่าดูแล้วมันดึงพลังอารมณ์ไปหมดเลย เสร็จแล้วออกมาดีไหมครับ ไม่ได้ดีเลย เราทานอาหารกันอยู่ทุกวันนี้เพื่อความพอดีไหม ทุกวันนี้เราทานเพื่อปากหรือว่าทานเพื่อท้องถามจริง ๆ เถอะ ลองมองนิสัยอื่นของเราในการบริโภคแฟชั่น เรื่องเสื้อผ้าเรื่องของสูท มันไม่ใช่วัฒนธรรมของเราเลย กางเกงยีนส์เหมาะสมจริงหรือ ใส่เข้าไปในเครื่องซักผ้าใส่เข้าไป 2 ตัวก็เต็มแล้ว เปลืองมหาศาลหนักก็หนัก เด็กรุ่นใหม่ ๆ ผมถามที่บริโภคกันนี้ เรามีรายได้พอไหม? อยากได้อะไรก็ขอพ่อแม่ คุณจบคุณมีปัญญาซื้อรถด้วยตัวเองไหม? มันเกิดภาระที่เกินความพอดีของตัวเอง
อาจารย์วารุณี : เวลาเราพูดถึงความพอดีมันฟังง่าย และฟังน่าสนใจ แต่ถ้าคิดต่อไปว่าความพอดีของแต่ละคนเป็นยังไง คนบางคนอาจจะกินมื้อเดียว ความพอดีไม่เหมือนกัน แล้วเราจะใช้มาตรฐานของใครมากำหนดว่านี่คือความพอดี
ผู้เข้าร่วม : ผมว่าความพอดีแต่ละคนต้องไปหาเองผมว่าทุกคน ถ้าเราได้ใช้สมองของเราคิดเสียบ้างแทนที่เราจะใช้เวลาไปดูหนัง อ่านหนังสือการ์ตูนไป บริโภคไป. ถ้าถามว่าทำไมคนบริโภคเกินพอดี ผมบอกเลยว่าสังคมปัจจุบันนี้ คือสังคมที่เรามองฝรั่ง ฝรั่งที่มาถึงก็รุกรานและยึดประเทศเลย ตีเขาเลย ตีทั่วจนชนะหมด ทุกคนก็ยกย่องผู้ชนะว่าเป็นผู้ที่ถูก แต่ไม่ได้บอกฝรั่งเป็นผู้ร้าย เป็นพวกซาตาน เป็นพวกมารุกรานฆ่าเขา แล้วมาทิ้งไข่ ทิ้งอบายมุขต่าง ๆ แต่เรากลับยกย่อง ต้องอารยธรรม ต้องเจริญอย่างเขา ต้องมีรถยนต์ ต้องมีดาวเทียม เขามายึดเราไว้เป็นเมืองขึ้น ถึงแม้ไทยไม่ได้เป็นเมืองขึ้นก็จริง แต่มาดูความคิดเราก็ขึ้นต่อเขาหมดแล้วถูกไหมครับ สร้างหนังขึ้นมาแล้ว ทุกคนบริโภคหนังเขา สร้างเทคโนโลยีขึ้นมาแล้วทุกคนบริโภคเทคโนโลยี การที่เราเองไปซื้อเทคโนโลยี เราไม่ซื้อวิธีพัฒนา เราไม่ซื้อความคิดเบื้องหลังการพัฒนา ประเทศที่เจริญอย่างญี่ปุ่นเขาฉลาด เวลาที่เขาซื้อเทคโนโลยี เขาซื้อความคิดเบื้องหลังการพัฒนาด้วย แล้วเขาก็เอามาพัฒนาเอง ผมไปดูโรงงานบริษัทซีพีทำไส้กรอก ซีพีก็ใหญ่พอสมควร ผมถามว่าเครื่องจักรคุณมีมาตั้ง 10-20 ปีแล้ว จะพัฒนาเองได้ไหม? เขาบอกว่าไม่ได้ ซื้อเขามาหมดเลย เพราะว่ามันง่ายดี แล้วคุณก็เป็นทาสเขาตลอดไป
คุณสุชาดา : เมื่อครู่ฟังมาเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงหรือไม่พอเพียง อยากจะให้เราลองดูสถานการณ์ขณะนี้ หลังจากที่เศรษฐกิจทั้งระบบมันพังทลายลง แล้วเราได้เห็นปรากฏการณ์อะไรบ้าง ตอนนี้เรามีคนว่างงานอยู่ 2 ล้านคน มีบริษัทที่ล้มละลาย เฉพาะ 3 เดือนแรกถึง 200 กว่า% ขณะนี้สิ่งที่เห็น ก็คือ คนที่เคยมีเงินเดือนเป็นแสนแล้วตกเย็นต้องไปกินข้าวตามภัตาคารหรือว่าในโรงแรมหรู ๆ ปัจจุบันนี้ไม่มีเงินเดือนหรือคนซึ่งต้องลดเงินเดือนตัวเองเพื่อที่จะประคับประคองหม้อข้าวคือบริษัทให้อยู่ต่อไป หลายๆ บริษัทลดเงินเดือนพนักงานถึง 50 % 30 % หรือ 10 % นี่อย่างสบายที่สุดแล้ว ข้อสังเกตก็คือว่าทำไมเรายังรู้สึกว่าเราอยู่ได้ มีหลายบริษัทที่ตั้งข้อเสนอให้กับพนักงานว่าจะออกหรือจะยินดีลดเงินเดือนตัวเองลง 50 % ในภาวะที่ฉุกเฉินนี้ ร้อยทั้งร้อยขอลดเงินเดือนตัวเอง นั่นหมายความว่า จริง ๆ แล้วคำว่าพอเพียงนี้มันเป็นอะไรที่สัมพัทธ์มาก ในขณะที่คุณมีเงินเดือน 1 แสน ความพอเพียงของคุณก็มันก็ไปที่แสนหนึ่ง ในขณะที่คุณลดตัวเองลงมา 50 % เหลือแค่ 50 % และมีค่ารถมีข้าวกิน 3 มื้อ หรืออาจจะอะไรบางอย่างที่มันหายไปบ้าง แสดงว่าที่แล้วมา เราอยู่บนรายได้ส่วนเกินทั้งนั้นเลย สินค้าจำนวนมากในห้องสรรพสินค้าลดราคาเกินครึ่ง เพราะมันขายได้ นั่นหมายความว่าที่แล้วมาเขาขายส่วนเกินกับเราทั้งนั้น มีชีวิตอยู่กับส่วนเกินตลอด คำว่าพอเพียงเป็นเรื่องสัมพัทธ์จริง ๆ
ผู้เข้าร่วม : ความสุขของคนมันน่าจะอยู่บนพื้นฐานที่มีปัจจัยการผลิตที่เพียงพอที่จะให้เขานั้นสามารถทำมาหากินได้อย่างอยู่ได้ อยู่ได้แค่ไหนนั้นคงจะเป็นอีกประเด็นหนึ่ง โดยทั่วไปแล้ว ดิฉันคิดว่าคนในสังคมจะมีความสุขได้ สังคมจะมีสุขภาพจิตที่ดีได้ น่าจะเป็นสังคมที่มีการจัดระบบที่ให้คนทั้งสังคมมีปัจจัยพื้นฐานในการทำมาหากินอย่างพอเพียงที่เขาจะสามารถอยู่ได้ ดิฉันไม่ปฏิเสธอาจารย์อุทิศว่าสังคมทุนนิยมมีศักยภาพของของการพัฒนาเทคโนโลยีสูงมาก ทำให้สามารถตอบสนองต่อความต้องการไม่ว่าจะแท้หรือเทียมอะไรก็แล้วแต่ได้ทุกซอกทุกมุมลึกซึ้งละเอียดอ่อน แต่วิธีการที่ทุนนิยมจัดการกับทรัพยากร มุ่งผลิตสินค้าและบริการที่ตอบสนองความต้องการเทียมหรือความต้องการในเชิงสัญญลักษณ์ มากกว่าจะมุ่งไปเรื่องความต้องการในเชิงการเพื่ออยู่เพื่อ
อาจารย์อุทิศ : ไม่ใช่ปัญหาที่ทุนนิยม ผมมองที่ปัญหาการศึกษา ถ้าระบบการศึกษาของมนุษยชาติเข้มแข็งเพียงพอให้คนเข้าใจตัวเองและรู้จักบริโภคอย่างเพียงพอ อาจารย์ทั้งหลายทำหน้าที่ไม่ได้ผลหรือ นักศึกษาของคุณถึงโลภมาก ๆ อะไรอย่างนี้
อาจารย์อรรถจักร์ : ในระบบทุนนิยม การกระจายทรัพยากรไม่เป็นธรรม ทุนนิยมไม่เคยคิดถึงมนุษยชาติ ทุนนิยมคิดถึงแต่ demand. ผมกำลังพูดถึงระบบทั้งหมด คนทั้งหมดกำลังเริ่มอยู่ภายใต้ที่ระบบทุน. ทำไมคลินตันถึงตัดสินใจในการข่มขู่คูเวต ระบบทุนทำให้คลินตันต้องสร้างกระแสสงครามเพื่อมีการผลิตสินค้าชุดหนึ่ง ถ้าจะด่าการศึกษา อย่าไปแยก เราจำเป็นที่จะต้องมองการศึกษาในระบบทุนนิยม มหาวิทยาลัยเที่ยงคืนคือการศึกษาที่มีการเรียนนอกระบบทุนนิยม ระบบทุนนิยมเป็นตัวครอบงำระบบคิดของคนในระบบการศึกษา คุณเข้าคณะวิศวะเพื่อหวังจะเป็นวิศวกร แทนที่คุณจะตั้งคำถามก่อนว่ามนุษย์คืออะไร ผมคิดว่าเราคงต้องดูอย่

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *