ความสำเร็จ vs ความสุข

ความสำเร็จ vs ความสุข

โดย แจ็ค มินทร์ อิงค์ธเนศ [1-4-2008]

เป้าหมายของคนส่วนใหญ่คงโหยหาความสำเร็จกันทั้งนั้น ไม่ว่าจะมีอาชีพอะไร หรืออายุเท่าไร แต่สิ่งที่สำคัญกว่าและเรามักจะมองข้ามมันไปบ่อยๆก็คือ “ความสุข” ที่หลายๆคนปรารถนาอยู่ในใจลึกๆแต่อาจหลงประเด็นไปเพราะมัวแต่ไขว่คว้าหาความสำเร็จ

ดูแล้วก็ไม่น่าประหลาดใจอะไรนักที่เราจะพบว่าคนรุ่นใหม่ในทุกวันนี้มีความสุขน้อยลง จน องค์การอนามัยโลกหรือ WTO ต้องออกมาแถลงว่าในรอบ 50 ปีที่ผ่านมานี้คนทั่วโลกฆ่าตัวตายเพิ่มขึ้นถึง 60% เฉลี่ยปีละ 1 ล้านคน

มหาวิทยาลัย Warwick ในประเทศอังกฤษเปิดเผยผลงานวิจัยที่ชี้ให้เห็นว่าความสุขและความทุกข์ของเรานั้นเกิดขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปเป็นวัฏจักรที่มีขึ้นและมีลง ส่วนตัวผมตั้งข้อสังเกตว่าวัฎจักรดังกล่าวเป็นเหมือนรูปตัว W ที่แบ่งเป็นช่วงสุข 3 ช่วง และช่วงทุกข์ 2 ช่วง คือ
– ความสุขช่วงที่ 1 คือตั้งแต่แรกเกิด จนถึงช่วงก่อนอายุ 20 ปี เป็นช่วงการเรียนรู้ไม่ต้องกังวลอะไร จึงมีแต่เรื่องสนุก และความสุข
-ความทุกข์ช่วงที่ 1 คือระหว่างอายุ 20 ปีขึ้นไปถึงก่อนอายุ 30 ปี เป็นช่วงค้นหาตัวเอง บางคนหาตัวเองไม่พบก็อาจกลัดกลุ้มจนถึงขั้นฆ่าตัวตายก็มีให้เห็นบ่อยๆ
-ความสุขช่วงที่ 2 คือระหว่างอายุ 30 ปีขึ้นไปจนถึงก่อนอายุ 40 ปี เป็นช่วงสร้างเนื้อสร้างตัว ส่วนใหญ่จะเน้นทุ่มเทให้กับหน้าที่การงาน ซึ่งมีพลังเต็มที่ มีตำแหน่งหน้าที่ มีครอบครัว
– ความทุกข์ช่วงที่ 2 คือหลังอายุ 40 ปีขึ้นไป เป็นช่วงถดถอย สุขภาพเริ่มถดถอย พลังน้อยลง รู้สึกเหนื่อย บางคนปรับตัวไม่ได้ ปัญหาเริ่มมี ความทุกข์ก็มีมากขึ้น
-ความสุขช่วงที่ 3 คือหลังอายุ 60 ปีขึ้นไป ตัวเองไม่มีภาระที่ต้องเป็นเสาหลัก เพราะเป็นหน้าที่ของลูกหลานที่เติบโตมีครอบครัว จึงเริ่มหาความสุขอีกแบบหนึ่งของตนเอง

ดูจากงานวิจัยนี้เราจะเห็นว่าความสำเร็จ หรือความสุข ของแต่ละคนนั้นอาจไม่เหมือนกันเพราะขึ้นอยู่กับช่วงอายุเป็นสำคัญ เช่นในวัยหนุ่มสาว ที่แม้ภายนอกจะดูมีความสุข แต่จริงๆแล้วเขาต้องปรับตัวเพื่อเรียนรู้ชีวิตอีกมากเพราะเพิ่งอยู่ในจุดเริ่มต้นของชีวิตจริงๆเท่านั้น
ความทุกข์ที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่ก็เพราะการใช้เวลาไปกับช่วงเวลาต่างๆที่ยังมาไม่ถึง หรือช่วงเวลาที่ผ่านไปแล้วมากเกินไป คือแทนที่จะเน้นการใช้ชีวิตอยู่กับปัจจุบัน กลับไปคิดถึงเวลาที่ผ่านไปแล้วซึ่งแก้ไขอะไรไม่ได้ หรือกังวลไปถึงอนาคตที่ยังมาไม่ถึง
ส่วนความทุกข์ในช่วงที่ 2 นั้นเป็นช่วง “ขาลง” เพราะสุขภาพกำลังกายเริ่มลดน้อยลงไม่เหมือนในอดีตที่มีเรี่ยวแรงเหลือเฟือ ชีวิตจึงเริ่มมีข้อจำกัด บังคับให้เราต้องปรับตัวเพื่อให้เกิดความพอดี และทำให้ความสุขกลับมา ซึ่งทำได้โดย
1. ต้องทำชีวิตประจำวันให้เข้าสู่จังหวะที่ถูกต้อง คือเริ่มฝึกออกกำลังกายให้สุขภาพดี ฝึกการกินเพื่อสุขภาพให้ความสมดุลของร่างกายดีที่สุดตามช่วงอายุนั้นๆ ต้องฝึกพฤติกรรมและนิสัยให้พร้อมต่อความท้าทายหรือการเปลี่ยนแปลงของความเป็นจริงที่ตัวเรามีอยู่
2. ยอมรับตัวเอง เช่นในอดีตเคยทำงานดึกได้ แต่หลังจากอายุ 50 ปีไปแล้วเราทำไม่ได้ จึงต้องปรับวิธีการทำงาน แล้วยอมรับตัวเองว่ามีกำลังแค่นี้ก็ทำแค่นี้ ก็จะมีความสุข
3. ต้องสร้างชีวิตในมิติที่มีมากกว่าที่เคยทำมา เมื่อสภาพแวดล้อมเปลี่ยนไป ต้องเปลี่ยนนิสัยเรา เช่น เปลี่ยนงานอดิเรก หาเพื่อนใหม่ๆ ในที่สุดสิ่งใหม่จะทำให้ความสนใจและการเรียนรู้เกิดมิติใหม่ เกิดกระบวนการการเรียนรู้ ทำให้เรามีความสุข
4. ต้องหาตัวเองให้เจอ ไม่ว่าจะเป็นมาตรฐานสังคม การคาดหวังของพ่อแม่ หรือความนิยมของพรรคพวก จะนำ เราไปในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรืออาชีพใดอาชีพหนึ่ง เช่นพ่อแม่บังคับให้ลูกเรียน ทั้งที่เด็กไม่ชอบ เมื่อถึงอายุ 50 ปีอาจจะกลับมาดูว่าอะไรคือสิ่งที่ตัวเองอยากทำและฝันที่จะเป็น ทำให้ชีวิตมีโอกาสหาความสุขใส่ตัว

“ความสุข” จึงถือเป็นเป้าหมายหลักของชีวิตคนเรา และทุกวันนี้ก็มีการเรียนรู้เรื่องนี้กันมากขึ้น จนเราจะเห็นได้ว่าแต่ละบริษัทล้วนมีการศึกษาพฤติกรรมเชิงจิตวิทยาเพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า

สำหรับผมแล้ว ความสำเร็จนำไปสู่ความสุขได้ และถ้าเรารู้จักใช้มันให้เป็นพลัง ก็จะกระตุ้นให้เรามีความหวัง ความฝันและมีแรงบันดาลใจที่จะแสวงหาความสุขและความสำเร็จได้อีกมากมาย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *