ความรู้….คือทรัพยากรอันทรงคุณค่า

ความรู้….คือทรัพยากรอันทรงคุณค่า

คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้ โดย ดร. มงคลชัย วิริยะพินิจ Mongkolchai@acc.chula.ac.th ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3995 (3195)
ได้เขียนเล่าให้ท่านผู้อ่านมามาก พอสมควรในเรื่องเกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้ (learning organization หรือ LO) และการจัดการความรู้ (knowledge management หรือ KM) แต่ยังไม่ได้กล่าวอ้างถึงมาก เท่าที่ควรถึงเหตุผลข้อสำคัญข้อหนึ่ง ของความนิยมในเรื่อง LO และ KM ในหมู่ นักจัดการทั้งหลายในปัจจุบัน
เหตุผลข้อสำคัญข้อนั้นก็คือ การที่ ความรู้นั้นคือทรัพยากรอันทรงคุณค่า ท่านผู้อ่านอาจเกิดความฉงนสงสัยว่า ทำไมถึงได้กล่าวเน้นไปถึงความทรงคุณค่า เพราะทรัพยากรประเภทอื่นๆ ก็น่าที่จะมีคุณค่าเช่นกัน เพราะฉะนั้นเพื่อให้ท่านผู้อ่านหายฉงนสงสัยผมจึงขออธิบายตั้งแต่เบื้องต้นกันเลยว่าจริงๆ แล้วความรู้คืออะไร เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นความสำคัญในการที่จะสนับสนุนเรื่อง LO และ KM ในองค์กร ของท่าน
จริงๆ แล้วผมมองว่าทุกๆ สิ่งทุกๆ อย่างในโลกที่ท่านผู้อ่านรับรู้ได้ผ่านทางประสาทสัมผัสทั้ง 5 กล่าวคือ รูป รส กลิ่น เสียง และการสัมผัส ถือเป็นความรู้ทั้งนั้น เหล่านี้เป็นความรู้ที่เกิดการเรียนรู้โดยใช้อวัยวะของท่านเป็นเครื่องช่วยในการเรียนรู้ เช่นใช้หูฟังการบรรยายเรื่องบทวิเคราะห์การเมือง หรือการใช้ตาดูการสาธิตวิธีการทำอาหาร จริงๆ แล้วจิตใจของเราก็เป็นเครื่องช่วยในเรื่องของการเรียนรู้ที่จะก่อ ให้เกิดความรู้ได้เช่นกันกล่าวคือ ความรู้สึก อย่างท่านผู้อ่านที่เป็นนักกอล์ฟจะเข้าใจว่าเวลาท่านเริ่มหัดเล่นกอล์ฟทีแรก ท่านให้โปรกอล์ฟสอน ท่านอ่านจากหนังสือ เหล่านี้ท่านใช้ตาและหูเป็นเครื่องช่วยในการเรียนรู้ ต่อมาเมี่อท่านเล่นกอล์ฟไปเรื่อยๆ หลายๆ ท่านจะรู้ว่า แต่ละครั้งที่เราสะวิงไม้กอล์ฟไปนั้น มันมาจากความรู้สึกของเราว่าควรจะเคลื่อนไหวร่างกายและกล้ามเนื้ออย่างไร ให้สะวิงไม้กอล์ฟเพื่อให้ตีลูกกอล์ฟออกไปให้ไกลและไปสู่เป้าหมาย
สิ่งนี้เป็นความรู้ที่ใช้จิตใจเป็นตัวช่วยสร้างขึ้นมา ถ้าท่านผู้อ่านยังไม่เห็นภาพที่ชัดเจนก็ให้ลองดูเรื่องใกล้ตัวอย่างเรื่องของความรัก มีนักจิตวิทยา หรือนักเขียนมากมายที่เขียนหนังสือกล่าวแนะนำวิธีการครองรักครองเรือนที่ดีเพื่อชีวิตคู่ที่ผาสุก ซึ่งท่านผู้อ่านก็ใช้ตาในการอ่านความรู้ ดังกล่าวจากหนังสือ แต่หารู้ไม่ว่าความรู้ที่ได้อ่านมาอาจจะไม่ใช่ความรู้ที่ใช้ประโยชน์ได้ดี เท่ากับความรู้สึกของท่านผู้อ่านเอง ในเรื่องของการจะอยู่ร่วมกับใครสักคนอย่างมีความสุข บางทีท่านต้องใช้ความรู้สึกที่สร้างขึ้นมาร่วมกันอันเป็นความรู้สึกที่ดี ต่อกัน ความรู้สึกที่รักกันที่คนอื่น หรือคู่รักอื่นอาจจะมิสามารถรู้สึกได้เหมือนกัน ในกรณีนี้ความรักซึ่งเป็นความรู้สึกก็ถือเป็นความรู้ได้เช่นกัน
ณ จุดนี้หวังว่าท่านผู้อ่านคงจะพอเข้าใจในระดับหนึ่งในสิ่งที่อ้างแต่เบื้องต้นว่า ความรู้แทบจะเรียกได้ว่าเป็นทุกสิ่งทุกอย่าง ในเมื่อทรัพยากรประเภทนี้มีอยู่มากมาย นี่เป็นสาเหตุว่าทำไมจะต้องทำการจัดการความรู้ เพราะในความมากมายของความรู้นั้น ก็มีความรู้หลายๆ ประเภทที่ไม่มีประโยชน์ เป็นความรู้ที่ก่อให้เกิดความมอมเมา กิเลส ตัณหา อาทิ ความรู้เรื่องวิธีการเล่นการพนัน ความรู้เกี่ยวกับความรักก่อนถึงวัยอันควร ความรู้เกี่ยวกับการดื่มสุรา การจัดการความรู้ในปัจจุบัน จึงเน้นที่จะให้คนในองค์กรบริหาร จัดการความรู้ประเภทที่มีประโยชน์ต่อพัฒนาการในการทำงาน ของบุคลากร และมีประโยชน์ต่อความเจริญก้าวหน้าขององค์กรโดยรวมเท่านั้น
ท่านผู้อ่านอาจเกิดความสงสัยในลำดับต่อไปว่า แล้วอะไรบ้างที่ควรจะเป็นความรู้ที่อยู่ในองค์กรที่ท่านควรจะจัดการ จริงๆ ถ้าอ้างตามคำศัพท์ทางวิชาการก็ต้องขอแบ่งประเภทของความรู้ออกเป็น explicit knowledge และ tacit knowledge และถ้าให้เชื่อมทั้งสองประเภทของความรู้นี้กับสิ่งที่ได้อธิบายไว้แต่เบื้องต้น อยากให้ท่าน ผู้อ่านเชี่อมคำว่า explicit knowledge ไปกับความรู้ที่เรียนรู้ได้จากประสาทสัมผัสทั้ง 5 และเชื่อมคำว่า tacit knowledge กับความรู้ที่เป็นความรู้สึกที่เรียนรู้ได้ โดยใช้จิตใจเป็นตัวช่วย
เมื่อกล่าวถึง explicit knowledge นั้นจริงๆ แล้วในแต่ละองค์กรมีอยู่มากมาย ทั้งที่จัดไว้อย่างเป็นระเบียบ อาทิ บางองค์กรมีห้องสมุด หรือทำเป็นห้องสมุด ออนไลน์ ที่ประกอบไปด้วยหนังสือ หรือสื่อการเรียนต่างๆ เพื่อเป็นประโยชน์สำหรับบุคลากรในองค์กรในการค้นหาความรู้เพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการทำงาน แต่ก็มี explicit knowledge อีกจำนวนมากมายที่ไม่ได้นำมาจัดการ เช่น เจ้านายอธิบายวิธีการทำงานให้กับลูกน้อง เป็นวิธีการทำงานที่รวดเร็ว และมีประสิทธิผล ลูกน้องใช้หูฟังความรู้นั้นมาแล้วนำไปประยุกต์ใช้ โดยที่ไม่ได้มีการแบ่งปันความรู้ดังกล่าวให้ใคร หรือการที่เจ้านายทำการวาดภาพลงในกระดาษแผ่นหนึ่ง ที่แสดงให้เห็นถึงขั้นตอนการทำงานที่ก่อให้เกิดความรวดเร็ว และประสิทธิผลในการทำงาน ลูกน้องได้ใช้ตาอ่านและศึกษาภาพของขั้นตอนการทำงานดังกล่าว และก็นำไปประยุกต์ใช้จนจำวิธีการทำงานได้แล้ว ก็ทิ้งกระดาษแผ่นนั้นไป ความรู้เกี่ยวกับขั้นตอนการทำงานที่อยู่ในกระดาษแผ่นนั้นก็หายไปด้วย
เมื่อกล่าวถึง tacit knowledge นั้นยิ่งมีในปริมาณที่มากมาย และมากกว่าอย่างมากมายเมื่อเทียบกับปริมาณของ explicit knowledge และมิน่าจะใช่เรื่องแปลกที่จะสรุปเช่นนี้ เพราะ tacit knowledge นั้นตามที่ได้กล่าวอธิบายไว้แต่เบื้องต้นว่า เป็นเรื่องของความรู้สึก เป็นเรื่องความรู้ที่อยู่ในจิตใจของคนเรา ตามธรรมชาติแล้ว จิตใจของคนเรามักไม่หยุดนิ่ง คิดนั้นคิดนี้อยู่ตลอดเวลา และในกระบวนการของการคิดนั้นคิดนี้อยู่ตลอดเวลานี่เอง ที่ช่วยก่อให้เกิดความรู้ใหม่ๆอยู่ตลอดเวลา ท่านผู้อ่านลองคิดว่าในโลกใบนี้มีคนกี่คน และคนทุกคนมีความรู้สึก มีความคิด จึงมิใช่เรื่องแปลกเลยที่ปริมาณของ tacit knowledge นั้นจะมีมากมายเหลือเกิน
ที่นี้ลองมาพิจารณากันต่อว่า แล้วความรู้ประเภทไหนไม่ว่าจะเป็นประเภท tacit หรือ explicit ที่ท่านควรจะจัดการในองค์กร แน่นอนที่ว่าคำตอบไม่ใช่เรื่องยากเพราะคิดว่าท่านผู้อ่านน่าจะคาดเดากันได้ นั่นก็คือความรู้ในเรื่องของวิธีการทำงาน จริงๆ ความรู้ประเภทนี้ได้ถูกอ้างเป็นตัวอย่างในเบื้องต้นเพื่ออธิบายคำว่า explicit knowledge ความรู้ในเรื่องของวิธีการทำงานนั้นถ้าพิจารณาดูให้ดีเป็นสิ่งที่ซับซ้อน ยกตัวอย่างโดยใช้บุคคลที่เป็น CEO จริงๆ แล้วมีหนังสือมากมายที่อธิบายหนทางการเป็น CEO ที่ประสบความสำเร็จ สิ่งที่ท่านต้องการหาอยู่จริงๆ แล้วนั้นคือ best practice หรือวิธีการปฏิบัติงานที่ดีที่สุด ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าสิ่งที่สอนกันในโรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัยนั้น มีความรู้ในเชิงทฤษฎีอยู่เยอะเป็นความรู้ที่หาอ่านได้จากหนังสือหรือเป็น explicit knowledge แต่เมื่อจบออกมาทำงานโดยเฉพาะสำหรับท่านที่เป็น CEO ต้องบอกว่าสถานการณ์ที่เข้ามาในชีวิต อาจจะแตกต่างกับสิ่งที่อาจารย์เคยสอนไว้อย่างสิ้นเชิง
องค์กรแต่ละองค์กรต่างก็มีวัฒนธรรมมีรูปแบบการทำงานที่แตกต่างกัน เพราะฉะนั้นในการบริหารจัดการนั้นคนที่เป็น CEO นั้นได้เรียนรู้ควบคู่ไปกับความพยายามในการบริหารจัดการไปในตัวตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในองค์กรซึ่งเข้าหลักของ situated learning องค์ความรู้ที่ ก่อตัวขึ้นจากการที่บริหารงานสำเร็จถือเป็น best practice ท่านสามารถกล่าวได้ว่า องค์ความรู้ที่ก่อตัวขึ้นนี้คือหลักปฏิบัติงานในฐานะ CEO ที่ดีที่สุดสำหรับท่าน เพราะท่านได้ค้นพบ และทดลองใช้มาแล้วกับองค์กรของท่านหรือจากประสบการณ์ของท่านที่ได้ทำงานเป็น CEO และท่านค้นพบว่าวิธีการปฏิบัติงานดังกล่าวก่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดี ฉะนั้น best practice ในกรณีนี้ถือเป็นองค์ความรู้ที่อยู่ในรูปของ tacit knowledge ที่ควรจะถูกจัดการอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็ควรจะถูกเก็บรักษาไว้ให้ดีและแบ่งปันให้กับ CEO ในรุ่นหลัง
นอกจากความรู้ที่เป็น best practice ซึ่งเป็นการแนะนำว่าควรจะทำเช่นนี้เพื่อทำให้งานของท่านเกิดเป็นความสำเร็จแล้ว ความรู้ประเภทที่เกี่ยวกับข้อไม่ควรพึงกระทำ ซึ่งถือเป็นส่วนหนี่งของวิธีการปฏิบัติงาน ก็ควรจะเป็นประเภทของความรู้ที่ต้องจัดการเช่นกัน อาทิ จากประสบการณ์ของ ผู้จัดการแผนกขายท่านหนึ่ง เห็นว่า สินค้าบางประเภทไม่ควรขายผ่านทางอินเทอร์เน็ต เพราะจะทำให้ลูกค้าไม่เห็นรูปลักษณ์ของสินค้าที่ชัดเจน ส่งผลทำให้ลูกค้าเข้าใจผิดในแง่ของคุณภาพของสินค้าและส่งผลต่อภาพลักษณ์ของบริษัทโดยรวม เหล่านี้เป็นความรู้ประเภทเงื่อนไขต่างๆ เป็นความรู้ประเภทความเป็นเหตุเป็นผล ซึ่งท่านสามารถเรียนรู้ได้จากประสบการณ์การทำงานของท่าน
เมื่อท่านทำงานไปท่านจะรู้ว่าอะไรเป็นต้นเหตุของอะไร ทำไมปัญหาถึงได้เกิดขึ้น สาเหตุที่แท้จริงคืออะไร ถ้าแก้ปัญหาโดยแก้ที่ปลายเหตุแล้วจะเกิดผลเสียอะไรบ้าง อะไรที่ควรทำ อะไรที่ไม่ควรทำ สิ่งต่างๆ เหล่านี้เป็นความรู้ทั้งนั้น และ ส่วนใหญ่เป็น tacit knowledge คือรู้อยู่ ในใจ บางทีก็ไม่ได้ไปบอกเล่าให้ใครฟัง ถ้าไม่มีใครถาม มิใช่ว่าหวงแต่เป็นเพียงแค่ความรู้สึก เช่น ท่านในฐานะ CEO ของบริษัทตัดสินใจไม่อนุมัติในสิ่งที่ลูกน้องของท่านนำเสนอมา เพราะท่านมีความรู้สึกว่า ถ้าทำไปแล้วจะเป็นผลเสียต่อบริษัท ในกรณีนี้ความรู้สึกที่ใช้ในการตัดสินใจนั้นถือเป็นองค์ความรู้ (ประเภท tacit) ที่น่าจะนำมาทำการจัดการ
อีกหนึ่งแนวคิดที่อยากจะอ้างถึงเพื่อให้เห็นความทรงคุณค่า ก็คือ ความมหัศจรรย์อีกประการหนึ่งของทรัพยากรประเภทความรู้ ที่มิอาจพบได้ง่ายๆ ในทรัพยากร ประเภทอื่นๆ คือ ความรู้เป็นทรัพยากรที่ยิ่งใช้ยิ่งดี ยิ่งใช้ยิ่งเกิดคุณค่า และไม่มีวันหมดไป ไม่เหมือนทรัพยากรประเภทอื่นๆ อาทิ ในองค์กรมีเงินทุนเมื่อใช้เงินทุนเงินก็หมดไป ในองค์กรมีทรัพยากรบุคคล คนเราก็มี อายุขัย ทำงานมานาน อายุมากขึ้น ร่างกายก็เสื่อมโทรม ซึ่งก็แก้ปัญหาโดยมีข้อบังคับในเรื่องของการเกษียณจากการทำงานเมื่ออายุ 60 ปี หรือแม้กระทั่งทรัพยากรที่ท่านอาจจะมองว่าเป็นสินทรัพย์เช่น อาคาร สิ่งปลูกสร้าง เครื่องใช้สำนักงาน คอมพิวเตอร์ เหล่านี้ถ้ากล่าวกันในทางบัญชีมักมีค่าใช้จ่ายประเภทค่าเสื่อมราคาสะสมอยู่ด้วยนั้นหมายความว่าสิ่งต่างๆ เหล่านี้ยิ่งใช้ยิ่งทำให้ค่าลดลงเรื่อยๆ อันเกิดจากความเก่าความเสื่อมโทรมลงเรื่อยๆ ตามอายุขัยของการใช้งาน
แตกต่างจากความรู้ กล่าวคือเป็นทรัพยากรที่ไม่มีค่าเสื่อมราคาสะสม ยิ่งใช้มากยิ่งก็ให้เกิดคุณค่ามากขึ้น ยกตัวอย่างง่ายๆ กล่าวคือ ผมเป็นอาจารย์สอนทางด้าน LO และ KM ผมใช้ความรู้ในเรื่อง LO และ KM แทบจะทุกวันไม่ว่าจะเป็นงานสอน งานวิจัย งานที่ปรึกษา หรือแม้กระทั่งในการเขียนคอลัมน์นี้ ผมแบ่งปันความรู้ในเรื่อง LO และ KM ไปให้คนอื่นๆ ตลอดเวลาเพื่อให้ทุกคนช่วยกันนำไปประยุกต์ใช้ สิ่งนี้ก่อให้เกิดประโยชน์มากมายสำหรับทุกๆ คน และที่สำคัญการที่ผมได้ใช้ความรู้เรื่อง LO และ KM มันยิ่งทำให้ผมมีเข้าใจเรื่อง LO และ KM มากขึ้น ทำให้ผมมีความรู้เรื่องนี้มากขึ้น นั้นหมายความว่าองค์ความรู้เรื่อง LO และ KM ของผมนั้นขยายขึ้นเรื่อยๆ ไม่มีวันจบ ตราบใดที่ผมยังใช้ความรู้ดังกล่าวอยู่
ณ จุดนี้ผมหวังว่าท่านผู้อ่านคงจะตระหนักได้บ้างถึงความสำคัญของทรัพยากรประเภทความรู้ และเข้าใจพอสมควรว่าทำไมเรื่องของ LO และ KM จึงเป็นที่กล่าวขวัญกันในหลายต่อหลายองค์กร และผมขอถือโอกาสนี้กล่าวสวัสดีปีใหม่ไทยย้อนหลังแด่ท่านผู้อ่านทุกท่าน
หน้า 42

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *