ความรู้เรื่องน้ำมัน

ความรู้เรื่องน้ำมัน
ส่องกล้องเศรษฐกิจ : ดร.อาภรณ์ ชีวะเกรียงไกร กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 14 สิงหาคม พ.ศ. 2551

มาตรการในการลดภาษีสรรพสามิตของกระทรวงการคลัง ที่เริ่มตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคมนั้น แม้ว่าจะมีผลดีต่อผู้ใช้น้ำมันโดยรวม ที่ประชาชนชื่นชอบ ซึ่งแน่นอนว่า ทุกคนก็ชอบที่จะได้ใช้น้ำมันราคาถูก แต่ดังที่เคยพูดเอาไว้มาโดยตลอดว่าไม่มีของฟรีในโลกนี้ เพราะประเด็นที่จะต้องคำนึงถึง คือ ผลกระทบข้างเคียงที่จะเกิดตามมาของมาตรการดังกล่าว และจะต้องมีคนที่ต้องรับภาระจ่ายเงินอุดหนุนต่อมาตรการดังกล่าว

ประการแรก เงินที่นำมาชดเชยการปรับลดภาษีน้ำมันให้กับผู้ค้าน้ำมันดังกล่าว ซึ่งหมายถึงน้ำมันที่อยู่ในสต็อกของผู้ค้าน้ำมัน ณ คืนวันที่ 25 กรกฎาคม ซึ่งจากการเปิดเผยของผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพบว่า กองทุนน้ำมันต้องจ่ายเงินชดเชยให้กับบรรดาผู้ค้าน้ำมันสูงถึง 3,072 ล้านบาท ซึ่งเป็นวงเงินที่สูงกว่าการประเมินไว้ก่อนหน้านี้ (ในการศึกษามาตรการลดภาษีสรรพสามิต) ที่คาดว่าจะใช้เงินไม่เกิน 600 ล้านบาท ซึ่งการชดเชยจริงนั้นสูงกว่าตัวเลขที่ประเมินไว้ถึงประมาณ 5 เท่า สะท้อนถึงความสามารถในการประเมินของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าใกล้เคียงกับความเป็นจริงเท่าไร ทำให้มีข้อสงสัยถึงความถูกต้องของการประเมินผลดีของมาตรการลดภาษีดังกล่าวว่าจะสามารถเชื่อถือได้มากน้อยเพียงไร

การมองโลกในแง่ที่ดีว่าเป็นการประเมินที่ผิดพลาดเป็นการไม่เจตนา แต่ก็อาจจะมองอีกมุมหนึ่งได้เช่นกันว่าส่วนต่างที่เกิดจากการประเมินที่ผิดพลาดอีกประมาณ 2,500 ล้านบาทนั้น ผู้ใดได้รับผลประโยชน์ ซึ่งข้อเท็จจริงในเรื่องนี้คือกองทุนน้ำมันจะเป็นผู้จ่ายเงินชดเชยค่าภาษีให้กับผู้ค้าน้ำมันที่มีน้ำมันในสต็อก ณ คืนวันที่ 25 ไปก่อนล่วงหน้า และเมื่อครบ 6 เดือนแล้ว (ต้นเดือนก.พ.) รัฐบาลเองก็จะต้องจ่ายเงินชดเชยคืนให้กับกองทุนน้ำมัน ซึ่งเงินดังกล่าวก็มาจากเงินภาษีของประชาชนนั่นเอง

ประการที่สอง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับอัตราเงินเฟ้อในเดือนกรกฎาคม 2552 ภายหลังครบกำหนดระยะเวลา 6 เดือน หมายถึงว่าภาษีสรรพสามิตก็อาจจะปรับตัวสูงขึ้นประมาณ 4.0-4.50 บาทต่อลิตร (ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกในขณะนั้น ที่เมื่อแปลงเป็นราคาขายปลีกในประเทศจะเป็นเท่าไร) ซึ่งน่าจะคิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นในส่วนของภาษีสรรพสามิตนี้อยู่ประมาณ 8-12% ซึ่งก็จะทำให้อัตราเงินเฟ้อในเดือนกุมภาพันธ์ 2552 จะเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดดได้อีกรอบ จะเพิ่มมากน้อยเท่าไรก็คงขึ้นอยู่กับว่า ในขณะนั้นราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก จะเป็นอย่างไร หากโชคดีราคาดิบในตลาดโลกอ่อนตัวลงเงินเฟ้อก็จะไม่กระโดดแรง แต่หากโชคร้ายราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก สูงขึ้นเงินเฟ้อก็จะเพิ่มสูงแบบกระโดดตามไปด้วย ดังนั้น มาตรการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน จึงเป็นเพียงการดึง หรือชะลออัตราเงินเฟ้อในช่วงครึ่งหลังไม่ให้ขึ้นสู่เลขสองหลัก ตามที่หลายๆ ฝ่ายได้คาดการณ์เอาไว้ แต่เป็นการประวิงปัญหาออกไปข้างหน้าหวังโชคช่วย หรือ อาจจะหวังผลักภาระนี้ไปสู่รัฐบาลใหม่ก็ได้

ดังนั้น การลดภาษีสรรพสามิตจึงเป็นการถ่วงหรือยืดปัญหาออกไปเท่านั้นเอง แต่ปัญหาที่แท้จริงไม่ได้หายไปไหนเลย เพียงแต่ว่าประชาชนจะรับปัญหานั้นเมื่อไรเท่านั้นเอง

สิ่งที่รัฐควรจะดำเนินอย่างจริง คือ นโยบายพลังงานของประเทศ ซึ่งที่สำคัญ ได้แก่

หนึ่ง การแก้ไขปัญหาที่โครงสร้างของราคาของพลังงานในประเทศ ที่การกำหนดราคาที่สำคัญๆ คือ ราคาน้ำมันที่มีการอ้างอิงกับราคาของประเทศสิงคโปร์ ค่าการกลั่น และค่าการตลาดที่เป็นธรรมกับประชาชน ที่อยากจะฝากให้มีการดูแล คือ ราคาน้ำมันที่ใช้อ้างอิงของสิงคโปร์นั้น

สอง การรณรงค์ให้มีการประหยัดพลังงานซึ่งต้องทำอย่างต่อเนื่องจริงจัง เพราะประเทศไทยยังต้องนำเข้าน้ำมันดิบประมาณ 90% ของการใช้น้ำมันทั้งหมด ซึ่งแม้ระดับราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะลดลงมาอย่างต่อเนื่องจากระดับสูงสุดที่ 147 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคมลงมาอยู่ในระดับ 125 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลในปัจจุบัน แต่ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนสูง

สาม การพัฒนาพลังงานทดแทน ไม่ว่าจะเป็นการใช้ก๊าซโซฮอล์ หรืออีเทอร์นัล หรืออาจจะต้องมองในระยะยาว ถึงโอกาสของพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์ หรือก๊าซธรรมชาติเหลว ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพหรือมีทรัพยากรที่เป็นของตนเอง รวมถึงการให้มีความชัดเจนในนโยบายพลังงานว่าจะให้ประชาชนใช้พลังงานประเภทใด ตัวอย่างที่ชัดเจนที่เดิมเคยสนับสนุนให้รถแท็กซี่หันมาเติมก๊าซที่มีการขยายสถานีก๊าซ (LPG) ไปอย่างแพร่หลาย แต่ในปัจจุบันกลับทิศของนโยบายที่จะให้มีการปรับเปลี่ยนมาใช้ (NGV) ซึ่งทำให้เกิดความสับสนของผู้ใช้พลังงาน ดังจะเห็นว่าความพร้อมของการดำเนินการว่าจะต้องมีการจองคิว และสถานีจำหน่าย NPG ว่า มีความพร้อมมากน้อยเพียงใดด้วย

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *