ความพอเพียงกับความเพียงพอ

ความพอเพียงกับความเพียงพอ
บ้านเขาเมืองเรา : ไสว บุญมา กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2549
กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ในช่วงสองสัปดาห์ที่ผ่านมานี้มีการพูดถึงการนำแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง มาเป็นฐานของการพัฒนา และนโยบายเศรษฐกิจอย่างกว้างขวาง แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันจะบริหารประเทศเพียงปีเดียว
การปรับฐานของการพัฒนาจากการแสวงหาความมั่งคั่งผ่านการขยายตัวทางเศรษฐกิจแบบสุดโต่งไปสู่ฐานใหม่ ซึ่งคนไทยยังไม่ค่อยเข้าใจนักคงทำได้ไม่มากนอกจากรัฐบาลชุดต่อๆ ไปจะสืบสานสิ่งที่รัฐบาลชุดนี้ จะเริ่มต้นไว้อย่างต่อเนื่องเท่านั้น เนื่องจากนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ที่พูดถึงแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงมานาน การปรับเปลี่ยนฐานไปสู่เศรษฐกิจพอเพียง จึงน่าจะเริ่มด้วยกรอบและส่วนประกอบที่เหมาะสมอย่างเป็นรูปธรรม มิใช่เป็นการพูดแต่ปากโดยปราศจากการปฏิบัติอย่างจริงจังดังที่ผ่านมา
เนื่องจากแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงเป็นทั้งปรัชญาสำหรับพัฒนาประเทศและสำหรับดำเนินชีวิตของบุคคล ฉะนั้นการพัฒนาประเทศจะประสบความสำเร็จไม่ได้ หากประชาชนส่วนใหญ่ไม่ยึดแนวคิดนี้เป็นหลักปฏิบัติ ประชาชนอาจตัดสินใจดำเนินชีวิตตามแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียงด้วยตัวเอง เพราะความเข้าใจในความถูกต้องของมัน ในขณะเดียวกันรัฐบาลก็ควรมีนโยบายสำหรับสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนดำเนินชีวิตตามแนวคิดนั้นพร้อมๆ กันด้วย
จะดำเนินชีวิตอย่างไรจึงจะเรียกว่ากระทำตามแนวคิดเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง เป็นคำถามที่ผมพยายามหาคำตอบ และพบว่าถ้าผมพิจารณาทั้งความ “เพียงพอ” และ “พอเพียง” พร้อมๆ กันไปผมจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น ผมกำหนดเอาความ “เพียงพอ” เป็นเรื่องของร่างกาย ส่วนความ “พอเพียง” เป็นเรื่องของความรู้สึกนึกคิด ซึ่งหมายความว่าผมควรหมั่นแสวงหาให้ได้มา ซึ่งสิ่งที่ร่างกายต้องการด้วยวิธีที่สังคมยอมรับ เมื่อได้มาครบถ้วนหรือ “เพียงพอ” แล้วก็มีความรู้สึกพอใจ และไม่กระเสือกกระสนที่จะแสวงหามาเพิ่มด้วยความโลภ ไม่ว่าจะเป็นเพื่อบริโภคอย่างเมามัน หรือเพื่อแข่งขันและอวดอ้างความมั่งมีกับผู้อื่น
ในระดับพื้นฐานความต้องการของร่างกายถูกกำหนดขึ้นโดยธรรมชาติ ว่าจะต้องมีอย่างน้อยปัจจัยสี่อันได้แก่ อาหาร เครื่องนุ่งห่ม ที่อยู่อาศัย และยารักษาโรค สิ่งเหล่านี้ทุกคนจะต้องมีอย่างครบถ้วน ตามที่ธรรมชาติกำหนดมาจึงจะเรียกได้ว่ามีอย่าง “เพียงพอ” อาทิเช่นเรื่องอาหาร
จริงอยู่ผมอาจไม่รู้อย่างละเอียดว่าร่างกายต้องการอะไรบ้าง แต่การศึกษาเบื้องต้นบอกว่าถ้าผมรับประทานอาหารหลากหลาย และให้ครบทุกหมวดหมู่โอกาสที่ร่างกายของผมจะได้รับทุกอย่างครบถ้วนมีอยู่สูง นั่นหมายความว่าถ้าผมมีทางเลือก ผมจะต้องมีทั้งความเข้าใจและวินัยที่จะเลือกรับประทานอาหารที่มีคุณค่าทางอาหารสูงในปริมาณพอควร ไม่มากเกินไปจนก่อให้เกิดความอ้วน และไม่เลือกรับประทานอาหารเพราะความทันสมัยโดยไม่คิดถึงคุณค่า
เกี่ยวกับประเด็นนี้ผมมีเรื่องให้นึกถึงเสมอ นั่นคือ เพื่อนคนหนึ่งเล่าให้ฟังว่าเขามีถิ่นฐานบ้านเกิดในแถบอยุธยา ซึ่งอุดมสมบูรณ์ไปด้วยปลาและพืชผักพื้นเมือง เวลาเขาไปเยี่ยมบ้านเขาจะรับประทานอาหาร ซึ่งทำด้วยส่วนประกอบเหล่านั้น ด้วยความสุขใจ แต่หลานชายของเขาบอกว่ามันเป็นอาหารไม่ทันสมัย หนุ่มน้อยคนนั้นจึงมักรับประทานอาหารที่เขาบอกว่า ทันสมัยกว่าซึ่งได้แก่มาม่านั่นเอง เพื่อนอีกคนเล่าว่าเวลาเขาพาหลานไปรับประทานอาหารนอกบ้าน หลานจะเลือกไปรับประทานไก่ทอดเคเอฟซีทั้งที่ไก่ย่าง ส้มตำและข้าวเหนียวก็มีขายในย่านเดียวกัน
แม้ผมจะไม่มีข้อมูลที่แยกแยะคุณค่าของอาหารเหล่านั้นอย่างละเอียด แต่ข้อมูลที่พอมีอยู่บ้างบ่งว่ามาม่า มีคุณค่าน้อยกว่าอาหารพื้นเมืองของชาวอยุธยา ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริกผักต้มหรือแกงส้มผักกระเฉดที่รับประทานกับข้าวสวย ส่วนไก่และมันฝรั่งทอดจิ้มซอสมะเขือเทศมีคุณค่าต่ำกว่าไก่ย่าง ส้มตำและข้าวเหนียว การได้รับประทานอาหารจำพวกมาม่า และไก่ทอดเคเอฟซีเป็นประจำ อาจทำให้เกิดความรู้สึกพอใจ แต่นั่นไม่ได้หมายความว่า ผู้รับประทานจะดำเนินชีวิต ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง เพราะเขาอาจไม่ตระหนักเลยว่ามันไม่ให้คุณค่าทางอาหารอย่างครบถ้วน ตามความต้องการของร่างกาย
เรื่องเหล่านี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการศึกษา รัฐบาลจึงควรมีนโยบายในด้านให้การศึกษาแก่ประชาชน ถึงคุณค่าของอาหารชนิดต่างๆ อย่างเข้มข้นและต่อเนื่อง นอกจากนั้นรัฐบาลควรมีนโยบายสำหรับจูงใจ ให้เกิดการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าสูงมากขึ้นพร้อมๆ กับให้เกิดการบริโภคอาหารที่มีคุณค่าต่ำน้อยลง
เนื่องจากเมืองไทยอาศัยกลไกตลาดเป็นหลักในการบริหารเศรษฐกิจ และประชาชนมีสิทธิ ที่จะเลือกซื้ออาหารรับประทานได้โดยอิสระ ฉะนั้นรัฐบาลคงจะใช้นโยบายห้ามขายอาหารที่มีคุณค่าต่ำไม่ได้ แต่รัฐบาลอาจใช้มาตรการอื่น เช่น มาตรการทางภาษีในแนวเดียวกันกับที่เก็บจากบุหรี่และสุรา มีอาหารมากมายที่ให้คุณค่าต่ำและซ้ำร้ายอาจแฝงอันตรายไว้ด้วย เช่น ของขบเคี้ยวที่มุ่งขายให้แก่เด็กๆ อาหารจำพวกนี้ควรจะต้องถูกเก็บภาษีในแนวเดียวกับบุหรี่และสุรา เพื่อให้ราคาสูงจนผู้จะซื้อต้องฉุกคิดว่ามันคุ้มค่าของเงินหรือไม่
หลักการพิจารณาไม่แตกต่างออกไปสำหรับปัจจัยพื้นฐานอีกสามอย่าง และปัจจัยอื่นที่จำเป็น สำหรับการดำเนินชีวิตในยุคปัจจุบัน เช่น เครื่องมือสื่อสารและการขนส่ง ทุกจะคนต้องแสวงหามาให้เพียงพอแก่ความจำเป็น เมื่อได้มาแล้วก็มีความพอใจ ไม่กระเสือกกระสนแสวงหามาเพื่อสะสมหรือเพื่อแข่งขันกับผู้อื่น เช่น การมีบ้านใหญ่โต มีเครื่องแต่งกายพร้อมเครื่องประดับหรูหราสารพัด โทรศัพท์มือถือรุ่นล่าสุดและรถยนต์ราคาแพงสุด
ทางฝ่ายรัฐบาลก็ควรมุ่งเน้นการให้การศึกษาอย่างเข้มข้น โดยเฉพาะข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพ พร้อมกันนั้น ควรมีการเก็บภาษีแบบก้าวหน้าตามราคาของบ้าน เครื่องแต่งกาย เครื่องประดับ โทรศัพท์มือถือ รถยนต์และสินค้าฟุ่มเฟือยซึ่งผู้มีรายได้ดีอาจมีไว้ใช้ แต่ต้องยอมเสียภาษีในอัตราที่สูงขึ้น
การแยกพิจารณาความเพียงพอกับพอเพียงเป็นวิธีคิดแบบง่ายๆ ที่ทำให้ผมเข้าใจหลักการดำเนินชีวิต ตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงในระดับหนึ่ง เนื่องจากแนวคิดนี้เป็นปรัชญาใหม่ที่มีความลึกซึ้ง จึงจำเป็นสำหรับผู้ที่จะมีบทบาทในการปรับฐานการพัฒนา และคุมนโยบายของประเทศ ที่จะต้องศึกษาหาความเข้าใจให้ถ่องแท้ รวมทั้งวิธีการที่จะนำมันไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมกับชี้แจงให้ประชาชนเข้าใจ และปฏิบัติตนให้เป็นตัวอย่างด้วย

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *