ความน่าจะเป็นบนเส้นทางธรรม

ปุจฉา
ความน่าจะเป็นบนเส้นทางธรรม
ในพุทธประวัติเวลาเล่าถึงตอนที่สาวกหรือแม้แต่คนธรรมดาที่ได้ฟังโอวาทของพระพุทธเจ้าแล้วเข้าใจแจ่มแจ้ง มักจะใช้คำพูดว่าเกิดดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระอรหันต์ในทันที ดิฉันสงสัยว่า การเกิดดวงตาเห็นธรรม สำเร็จเป็นพระอรหันต์มันเป็นความรู้สึกที่สามารถเปรียบได้กับความรู้สึกแบบไหนในทางโลก และที่ว่าดวงตาเห็นธรรมนั้นเห็นเท่ากับที่พระพุทธองค์ตรัสรู้เลยหรืออย่างไร เคยอ่านว่าคนเหล่านั้นอาจเกิดมาแล้วหลายชาติ แต่บางคนก็ไม่ใช่ทำไมถึงได้บรรลุกันง่ายดายขนาดนั้นคะ

วิสัชนา
วิสัชนา
“ดวงตาเห็นธรรม” เป็นคำเรียกผู้ที่บรรลุ “โสดาปัตติผล” เป็นพระ “โสดาบัน” (ผู้แรกหยั่งลงสู่กระแสพระนิพพาน) ซึ่งถือเป็นพระอริยบุคคลขั้นต้นในสี่ขั้น กล่าวคือ
(๑) พระโสดาบัน
(๒) พระสกทาคามี
(๓) พระอนาคามี
(๔) พระอรหันต์
การบรรลุโสดาบันที่ถือว่าเป็นการได้ดวงตาเห็นธรรมนั้น จะเกิดขึ้นกับผู้ที่ปฏิบัติธรรมตามแนวอริยมรรคมีองค์ ๘ หรือเจริญสติปัฏฐาน ๔ (ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน แต่ต่างชื่อเท่านั้น) เมื่อเกิดอาการเช่นว่านั้น จิตจะสว่างกระจ่างแจ้ง เข้าใจในสัจธรรมพื้นฐานของรูปและนามอย่างชัดเจนว่าเป็นเพียงสิ่งปรุงแต่งที่เกิดขึ้น ดำรงอยู่ และแตกดับไปตามธรรมดา ข้อความที่ท่านยกขึ้นมาเป็นบทอ้างอิงประกอบการอธิบายอาการของผู้เกิดดวงตาเห็นธรรมก็คือ จิตจะเกิดการตื่นรู้ว่า
“ยงฺกิญฺจิ สมุทยธมฺมํ, สพฺพนฺตํ นิโรธธมฺมํ”
“สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งนั้นทั้งหมดล้วนมีความดับไปเป็นธรรมดา”
การได้ดวงตาเห็นธรรมก็คือการเห็น “ไตรลักษณ์” นั่นเอง ที่ว่า “เห็น” นั้น ไม่ใช่การเห็นด้วยตาเนื้อ เห็นด้วยความเข้าใจในระดับเหตุผล แต่เป็นการเห็นด้วยตาคือปัญญาของจิตที่อบรม ฝึก หัด พัฒนาจนสุกงอมถึงที่สุดแล้ว อาการได้ดวงตาเห็นธรรมนั้น เปรียบง่ายๆ เหมือนคนที่หยิบพริกขี้หนูขึ้นมาเม็ดหนึ่งแล้วกัดกร้วมลงไป พอรู้ว่า “เผ็ด” เท่านั้น ก็จะจำไปจนตาย รสชาติของพริกที่ “เผ็ด” นั้น จะกลายเป็นประสบการณ์ที่ฝังอยู่ในความรู้สึกไปตราบนานเท่านานโดยไม่ต้องการคำอธิบาย หากแต่เป็น “ประสบการณ์ตรง” ที่ระบบประสาททั้งหมดสัมผัสได้เองโดยตรง หรือเหมือนกับคนที่ถูกใครสักคนเอาปืนจ่อหัวพร้อมลั่นไก จู่ๆ นาทีนั้น โดยไม่ต้องอ้างเหตุผล ความหวาดกลัวก็จะเกิดขึ้นมา เหงื่อเม็ดโป้งๆ ก็จะซึมออกมาเองโดยธรรมชาติ คนที่ถูกปืนจ่อหัวนั้นจะปล่อยวางทุกสิ่งทุกอย่างเองโดยอัตโนมัติ โดยไม่ต้องการให้ใครมาเสี้ยมสอนแม้แต่น้อย ประสบการณ์การบรรลุธรรม เป็นเรื่องเหนือ “สมอง” เป็นเรื่องพ้น “ตรรกะ” อย่างสิ้นเชิง การบรรลุธรรม เป็นประสบการณ์ตรงของ “จิต” ล้วนๆ พูดอีกนัยหนึ่งตามสำนวนนักปฏิบัติก็คือ เป็นเรื่อง “เหนือคิด” หรือ “นอกเหตุเหนือผล” ต้องหยั่งรู้หยั่งเห็นด้วยตนจึงจะเข้าใจ เพราะการบรรลุธรรมเป็นเรื่องเข้าใจยาก จึงเมื่อมีคนมาถามพระพุทธองค์ หรือพุทธสาวกคนสำคัญๆ ว่าภาวะหลังการบรรลุธรรมเป็นอย่างไร ท่านเหล่านั้นจึงตอบด้วยการ “นิ่ง” การตอบด้วยการนิ่งเป็นรูปแบบหนึ่งของการตอบปัญหาที่เรียกว่า “ฐปนียปัญหา” คือ “ตอบด้วยการไม่ตอบ” นั่นเอง
การที่คนสมัยพุทธกาลบรรลุธรรมกันง่ายๆ นั้นเป็นเพราะเรา “มองชั้นเดียว” แต่หากมองตามเหตุปัจจัยหลายชั้น ก็จะพบว่า สาวกแต่ละคนล้วนแล้วแต่ได้บำเพ็ญบารมีมาแล้วทั้งสิ้น เช่น พระยสกุลบุตรที่เพียงแต่ได้นั่งฟังธรรมจากพระพุทธเจ้าว่าด้วยเรื่อง “ทาน สีล สวรรค์ กาม และการหลีกออจากกาม” ก็สามารถบรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ออกบวช หรือแม้แต่สำเร็จเป็นพระอรหันต์ก็ยังไม่ได้ออกบวชเช่นกัน นั่นเป็นเพราะว่า ในหลายชาติภพมาแล้ว ท่านได้สั่งสมเหตุปัจจัยมาพอสมควร
เช่น ในชาตินี้ที่ท่านเบื่อ “กามารมณ์” จนมองเห็นสาวสรรค์กำนัลในว่าเป็นดั่งซากศพ ก็เพราะว่า ในชาติที่ผ่านมาท่านได้อุทิศตนทำงานอาสาสมัครร่วมกันเก็บศพไม่มีญาติไปเผายังฌาปนสถาน เมื่อท่านเห็นซากศพมาจนชินในชาติที่แล้ว จิตจึงเกิดการเบื่อหน่ายคลายความกำหนัด มาในชาตินี้ จิตที่เบื่อมาแล้วระดับหนึ่ง ถูกตอกย้ำด้วยสภาพแวดล้อมเดิมๆ จึงเบื่อเต็มกลืน ถึงขนาดอุทานออกมาว่า
“ที่นี่วุ่นวายหนอ ที่นี่ขัดข้องหนอ”
พระพุทธองค์ได้ทรงสดับดังนั้นจึงตรัสตอบว่า
“ที่ไม่วุ่นวายหนอ ที่นี่ไม่ขัดข้องหนอ”
ข้อความที่ “ตรงกันข้าม” อย่างสิ้นเชิงเช่นนี้ มีพลังดึงดูดให้ยสกุลบุตรพุ่งตรงเข้าไปหาต้นเสียงคือพระพุทธเจ้าทันที เมื่อน้ำแห่งโพธิปัญญานั้นเต็มปรี่มาแล้วระดับหนึ่ง จึงเมื่อน้ำหยดสุดท้ายจากปรีชาญาณของพระพุทธองค์หยดลงไปเติมเป็นหยุดสุดท้าย น้ำในแก้วนั้นก็พลันล้นทะลักออกมาเป็น “ดวงตาเห็นธรรม” อย่างง่ายดาย
กรณีของพระยสะคือสิ่งที่พิสูจน์ให้เห็นว่า ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ เลย ที่เราเห็นว่าง่ายเพราะเรามองแต่ “ยอด” ทว่าไม่เห็น “ราก” และองค์ประกอบอื่นอีกมากมายต่างหาก
ใช่หรือไม่ว่า เราทุกคน ต่างเคยมี “ชาติที่แล้ว” มาด้วยกันแทบทั้งนั้น และนั่น จึงทำให้เราสันนิษฐานได้ว่า บางที ชาตินี้ อาจเป็นชาติที่เรากำลังจะเต็มเปี่ยมก็เป็นได้ เราทุกคน จึงเป็นผู้มีสิทธิ์ที่จะเห็นธรรมด้วยกันทั้งนั้น ไม่มีใครได้เปรียบใคร หรือไม่มีใครด้อยกว่าใคร ทุกคนล้วนดำเนินอยู่บนวิถีแห่ง “ความน่าจะเป็น” บนเส้นทางธรรมเสมอกัน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *