ความท้าทายของการจัดการความต้องการในอุตสาหกรรมอาหาร

ความท้าทายของการจัดการความต้องการในอุตสาหกรรมอาหาร
Source: ผศ.ดร. สถาพร อมรสวัสดิ์วัฒนา

โซ่อุปทานของอุตสาหกรรมอาหาร ในส่วนของผู้แทนจำหน่ายอาหาร (Food Trader) มีความสำคัญโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความต้องการ (Demand Management) ผ่านการพยากรณ์ (Forecast) และการส่งเสริมการขาย (Promotion)

ผู้แทนจำหน่ายสินค้าประเภทอาหารนั้น จะไม่มีกระบวนการผลิตเป็นของตนเอง ดังนั้นความสามารถในการแข่งขันขององค์กร จะขึ้นอยู่กับความสามารถในการจัดการโซ่อุปทาน ซึ่งโดยปกติแล้วจะมีปัญหาที่เกิดขึ้นการที่ปริมาณความต้องการสินค้าและปริมาณในการจัดจำหน่ายนั้นไม่ตรงกัน ในบางครั้งสินค้าจะไม่เพียงพอ หรือต้องมีการลดราคาสินค้าเพื่อระบายสินค้าออกไปในกรณีที่มีสินค้าคงคลังเกินความต้องการ นอกจากนี้ยังมีปัญหาที่เกิดจากค่าใช้จ่ายในการกำจัดสินค้าที่หมดอายุ

ดังนั้นการจัดการความต้องการที่มีประสิทธิภาพในโซ่อุปทานของอาหารจะสามารถลดความสูญเสียจากสิ่งเหล่านี้ได้ การพยากรณ์เป็นกระบวนการในการบริหารความต้องการของสินค้าที่สำคัญเนื่องจากความผิดพลาดของการพยากรณ์จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงต่อประสิทธิภาพของโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในอุตสาหกรรมอาหาร ซึ่งการปรับปรุงการพยากรณ์ที่ดีขึ้น จะส่งผลต่อประสิทธิภาพของโซ่อุปทานที่ดียิ่งขึ้นด้วย

นอกจากนี้ในใช้กลยุทธ์ในการส่งเสริมการขายในอุตสาหกรรมอาหารได้เพิ่มความยุ่งยากในการบริหารความต้องการของสินค้า โดยส่วนใหญ่กิจกรรมส่งเสริมการขายเป็นการกระตุ้นความต้องการของสินค้าผ่านรูปแบบต่างๆ เช่น การลดราคาสินค้า การใช้คูปองส่วนลด การออกบัตรสมาชิก การแจกตัวอย่างสินค้า เป็นต้น ซึ่งการส่งเสริมการขายได้สร้างความยุ่งยากในการผลิต

ปริมาณสินค้าคงคลังที่ขาดแคลน หรือเกินความจำเป็นหรือแม้แต่การบริการลูกค้าที่แย่ลง
อุตสาหกรรมอาหารในประเทศอังกฤษ
อุตสาหกรรมอาหารในประเทศอังกฤษ เป็นธุรกิจที่มีการแข่งขันอย่างรุนแรงโดยที่มีผู้ค้าปลีกรายใหญ่ 4 ราย ที่ควบคุมผู้เล่นหลักและกำหนดพฤติกรรมของผู้อื่นในโซ่อุปทานและผู้ค้าปลีก 4 รายนี้มีแนวโน้มที่จะดำเนินธุรกิจกับซัพพลายเออร์รายใหญ่จำนวนน้อยราย

ดังนั้นผู้ค้าปลีกมีอิทธิพลในการขับเคลื่อนประสิทธิภาพในโซ่อุปทานและเกิดปัญหาในการสร้างความสมดุลในความสัมพันธ์ระหว่างซัพพลายเออร์ และผู้ค้าปลีกคุณลักษณะที่สำคัญของโซ่อุปทานอาหารที่มีประสิทธิภาพ ได้แก่ ความยืดหยุ่นและความร่วมมือกันในโซ่อุปทาน

โดยที่ความยืดหยุ่นในโซ่อุปทานสะท้อนถีงประสิทธิภาพของการตอบสนองต่อการหยุดชะงักหรือการเปลี่ยนแปลงของความต้องการสินค้าในโซ่อุปทาน โดยไม่กระทบต่อระดับการบริการ (Service level) ในขณะที่ความร่วมมือกันระหว่างคู่ค้าในโซ่อุปทานจะสร้างประโยชน์ให้กับโซ่อุปทานในด้านต่างๆ อาทิ มีระดับของการบริการที่ดีขึ้น และลดต้นทุนในโซ่อุปทานได้
กรณีศึกษาของผู้แทนจำหน่ายอาหารในประเทศอังกฤษ
ผู้แทนจำหน่ายอาหารทำหน้าที่เป็นนายหน้าระหว่างผู้ผลิตและผู้ค้าปลีก โดยที่ผู้ผลิตอาหารหลักจากประเทศที่กำลังพัฒนาปฎิเสธที่จะเก็บสินค้าคงคลังของวัตถุดิบ และสินค้าสำเร็จรูปไว้ และจะรับจ้างผลิตตามคำสั่งซื้อเท่านั้น ซึ่งส่งผลให้เกิดระยะเวลาในการสั่งซื้อที่นาน ในขณะที่ผู้ค้าปลีกต้องการระยะเวลาในการส่งมอบสินค้าที่รวดเร็ว เนื่องจากไม่ต้องการมีสต๊อกของสินค้าที่มาก แต่สามารถรองรับความต้องการของลูกค้าได้

ความไม่สมดุลกันระหว่างความต้องการของลูกค้าและปริมาณสินค้าที่จำหน่ายจะสามารถแก้ไขได้ด้วยระบบการผลิตที่ยืดหยุ่น ซึ่งองค์กรที่มีลักษณะเป็นนายหน้านี้ไม่สามารถทำได้

โซ่อุปทานของกรณีศึกษาผู้แทนจำหน่ายอาหารในประเทศอังกฤษ

ที่มา: บทความเรื่อง Understanding demand management challenges in intermediary food trading: a case study ในวารสาร Supply Chain Management : An International Journal ฉบับที่ 14 เล่มที่ 3 ปี 2009 หน้า 224-233 โดย Dotun Adebanjo
จากรูป จะเห็นว่าผู้แทนจำหน่ายมีอิทธิพลในการต่อรองต่ำ เนื่องจากไม่สามารถจะเปลี่ยนผู้ผลิตทดแทนได้ เนื่องจากสินค้ามีแหล่งผลิตที่จำกัด ในขณะที่ผู้ค้าปลีกสามารถหันไปหาผู้แทนจำหน่ายรายอื่นได้ง่าย เนื่องจากในปัจจุบันได้สั่งซื้อสินค้าผ่านผู้แทนจำหน่ายรายอื่นด้วย

ดังนั้นผู้แทนจำหน่ายต้องปรับปรุงโซ่อุปทานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ซึ่งสามารถกระทำได้โดย

– กำหนดให้ผู้ค้าปลีกส่งผ่านข้อมูลในรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยพัฒนาความร่วมมือร่วมกันในระยะยาว
– ขยายฐานการผลิตของซัพพลายเออร์คต้นน้ำ เพื่อสร้างความยืดหยุ่นให้กับตนเองมากขึ้น ทั้งนี้หาแหล่งวัตถุดิบและผลิตสินค้าใหม่ ถึงแม้สินค้าที่ได้จากแหล่งอื่นจะมีราคาที่สูงกว่า แต่เมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้าคงคลังแล้วอาจจะคุ้มค่ามากกว่า
– ปรับปรุงกระบวนการพยากรณ์และการส่งเสริมการขายเพื่อลดความไม่สมดุลระหว่างโซ่อุปทานต้นน้ำและปลายน้ำ
– ผู้แทนจำหน่ายต้องสร้างอำนาจการต่อรองให้มากขึ้น โดยหากลุ่มตลาดใหม่ที่สามารถจำน่ายสินค้าได้นอกเหนือไปจากผู้ค้าปลีกรายเดิม เช่น นำเสนอสินค้าให้ผู้ค้าปลีกรายย่อยในประเทศอื่น อาทิ ฝรั่งเศส เยอรมัน สเปนที่มีความต้องการสินค้าประเภทนี้
– จัดหาพันธมิตรทางธุรกิจเพิ่มขึ้น ทั้งนี้อาจจะร่วมมือกับผู้แทนจำหน่ายรายอื่นเพื่อเพิ่มอำนาจการต่อรองให้กับธุรกิจมากขึ้น
ที่มา: บทความเรื่อง Understanding demand management challenges in intermediary food trading: a case study ในวารสาร Supply Chain Management: An International Journal ฉบับที่ 14 เล่มที่ 3 ปี 2009 หน้า 224-233 โดย Dotun Adebanjo

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *