สุขภาพ : โรคความดันสูงอันตราย

สุขภาพ : โรคความดันสูงอันตราย

ความดันสูงไม่ใช่แค่ความดัน ยังให้เกิด อัมพฤกษ์อัมพาต เส้นเลือดแตก หัวใจวาย ไตวาย ตามมา ความดันโลหิตสูง คือ แรงดันของเลือดที่กระทำต่อผนังหลอดเลือด ซึ่งจะมีค่ามากหรือน้อยขึ้นกับแรงบีบตัวของหัวใจของแต่ละคน

ค่าความดันโลหิตที่วัดจากเครื่องวัดความดัน จะมี 2 ค่าคือ

1.ความดันโลหิตตัวบน คือ แรงดันขณะหัวใจบีบตัว
2.ความดันโลหิตตัวล่าง คือ แรงดันหัวใจขณะคลายตัว

ในคนหนึ่งคนความดันโลหิตสูงเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา แตกต่างกันไปในแต่ละช่วงเวลาของวัน ซึ่งโดยทั่วไปจะลดลงในช่วงกลางคืนและเพิ่มสูงขึ้นในตอนเช้า และปัจจัยอื่นๆ เช่น ภาวะที่มีความเครียด อารมณ์ที่เปลี่ยนแปลง การเล่นกีฬา ทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นส่วนการพักผ่อน ทำให้ความดันโลหิตลดลง

-ค่าความดันโลหิตที่ปกติ คือความดันโลหิตตัวบนและตัวล่าง น้อยกว่าหรือเท่ากับ 120/80 มม.ปรอท
-ภาวะก่อนเกิดความดันโลหิตสูง แต่ถ้าวัดความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างได้มากกว่า 120-139/80-89 มม.ปรอท
-โรคความดันโลหิตสูง ถ้าวัดความดันโลหิตตัวบนและตัวล่างได้มากกว่า 140/90 มม.ปรอท ขึ้นไป

สาเหตุ มากกว่า 90% ของผู้ป่วยความดันโลหิตสูงจะเป็นชนิดที่ไม่ทราบสาเหตุ มักพบเมื่อายุ 40 ปีขึ้นไป พบว่ามีปัจจัยบางอย่างที่มีความเกี่ยวข้อง ได้แก่ มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูงชนิดไม่ทราบสาเหตุจะมีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงมากกว่าคนที่ไม่มีประวัติดังกล่าว 3 เท่า นอกจากนี้ กรรมพันธุ์ ความอ้วน การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา ความเครียด การรับประทานอาหารรสเค็ม หรือผู้ที่ทำงานนั่งโต๊ะในสำนักงาน จะมีความเสี่ยงสูงกว่าผู้ที่ทำงานใช้กำลัง

ส่วนอีก 10% จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงแบบมีสาเหตุ มักพบในคนที่มีอายุน้อยกว่า 30 ปี สาเหตุเกิดจากโรคไต โรคคอพอกชนิดตาโปน โรคในระบบหัวใจและหลอดเลือด ผลจากการใช้ยา เช่น ยาเม็ดคุมกำเนิดบางชนิด หรีอยาลดน้ำมูกที่มีส่วนผสมของสารประกอบ pseudoephedrine

อาการ ส่วนใหญ่ความดันโลหิตสูงมักจะไม่มีอาการ อาจตรวจพบโดยบังเอิญขณะไปตรวจรักษาโรคอย่างอื่น แต่ผู้ป่วยบางรายที่มีความดันโลหิตสูงมากๆ มักมีอาการปวดทั่วศรีษะ ปวดท้ายทอย หรือวิงเวียนศรีษะร่วมด้วยได้ และผู้ป่วยบางส่วนที่มีภาวะความดันโลหิตสูงนานๆ อาจมาด้วยภาวะแทรกซ้อนจากความดันโลหิตสูงได้ เช่น หัวใจวายเฉียบพลัน ไตวาย เส้นเลือดในสมองแตกหรือตีบ

อันตราย ถ้าไม่ได้รับการตรวจวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม อาจทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อน ดังนี้

1.สมอง ทำให้เกิดหลอดเลือดสมองแตกหรือตีบเกิดเป็นอัมพฤกษ์หรืออัมพาต ซึ่งพบว่า 90% ของผู้ป่วยที่เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต มีประวัติเป็นความดันโลหิตสูงที่ควบคุมไม่ดีมาก่อนและจะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตได้อีก 4-6 เท่า หากควบคุมความดันโลหิตสูงได้ดีก็จะทำให้ลดอัตราการเกิดเส้นเลือดสมองแตกหรือตีบได้ถึง 40%

2.หัวใจ ทำให้เกิดหัวใจโตเส้นเลือดหัวใจตีบตัน และเกิดหัวใจขาดเลือดและหัวใจล้มเหลว พบว่า 90% ของผู้ป่วยที่มีหัวใจวายมีประวัติขอความดันโลหิตสูงมาก่อนเช่นกัน

ตามอุบัติการณ์แล้วในผู้ป่วยหญิงที่มีความดันโลหิตสูงมาก่อนเช่นกัน ตามอุบัติการณ์แล้วในผู้ป่วยหญิงที่มีความดันโลหิตสูงจะมีภาวะหัวใจวายเพิ่มขึ้นอีก 2 เท่า ส่วนผู้ป่วยชายที่มีความดันโลหิตสูงมีภาวะไตวาย พบว่า 80% ของผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงมีภาวะไตวายร่วมด้วย 4.ตา ทำให้เกิดเส้นเลือดในตาตีบตันหรือแตก จอประสาทตาขาดเลือด และตาบอด 5.หลอดเลือดแดง เกิดหลอดเลือดแดงตีบตันทำให้แขน-ขาส่วนปลายขาดเลือดและเกิดเนื้อตายได้การดูแลรักษา เมื่อมีความดันโลหิตสูง

1.การรักษาโดยการไม่ใช้ยา สามารถทำได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารและการดำรงชีวิต ได้แก่
-หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสเค็ม เช่น อาหารจำพวกปลาเค็ม ไข่เค็ม น้ำพริก และเลี่ยงการเติมซีอิ๊วหรือน้ำปลา โดยเกลือไม่ควรเกิน 1 ช้อนชาต่อวัน
-รับประทานอาหารที่มีไขมันต่ำ โดยเน้นอาหารพวกธัญพืช ปลา นมที่ไขมันต่ำ หลีกเลี่ยงเนื้อแดงน้ำตาลและเครื่องดื่มที่มีรสหวาน
-รับประทานผัก ผลไม้เพิ่มมากขึ้น
-ออกกำลังกาย อย่างน้อยวันละครึ่งชั่วโมง 3-5 ครั้งต่อสัปดาห์ เช่น การเดินเร็ว วิ่งเหยาะๆ ว่ายน้ำ ขี่จักรยาน
-ลดความอ้วน งดสูบบุหรี่ และงดดื่มสุรา

2.การรักษาโดยการใช้ยา ควรจะเริ่มเมื่อผู้ป่วยอยู่ในภาวะก่อนเกิดความดันโลหิตสูง หรือในผู้ป่วยที่มีโรคเบาหวาน โรคไตอยู่แล้ว ซึ่งยาลดความดันโลหิตสูงนั้นมีอยู่หลายกลุ่ม การเลือกใช้ยาจึงต้องพิจารณาเป็นรายๆไป ตามดุลพินิจของแพทย์ ซึ่งจะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละคน

ที่มา: เว็บไซต์คมชัดลึก

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *