ควรหรือที่รัฐจะเก็บภาษีชา กาแฟ


ควรหรือที่รัฐจะเก็บภาษีชา กาแฟ
 
วันที่ : 17 มีนาคม 2552 นิตยสาร/หนังสือพิมพ์ : หนังสือพิมพ์กรุงเทพธุรกิจ
 

 

ศ.ดร..เกรียงศักดิ์ เจริญวงศ์ศักดิ์

kriengsak@kriengsak.com, http://

 

.คลัง เตรียมปรับโครงสร้างภาษีสรรพสามิตใหม่ทั้งระบบ โดยเฉพาะภาษีบาป (SIN TAX) เช่น สุรา ยาสูบ สถานประกอบการด้านบันเทิง เครื่องดื่มชูกำลัง รวมถึงชา กาแฟ ที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยในเบื้องต้นจะเก็บภาษีชาและกาแฟ ที่บรรจุอยู่ในกล่องและกระป๋อง ซึ่งปัจจุบันได้รับการยกเว้นภาษี ซึ่งคาดว่าจะทำให้รัฐมีรายได้เพิ่มขึ้นปีละ 30,000 ล้านบาท

 

ประเด็นการเก็บภาษีบาปชา กาแฟ เป็นข้อถกเถียงอย่างกว้างขวางในสังคม ถึงความเหมาะสม และสมควร เพราะประชาชนส่วนใหญ่มองว่าชา กาแฟ ไม่น่าจะอยู่ในข่ายภาษีบาป

 

ประการแรก

ประการที่สอง

อย่างไรก็ตาม ในส่วนของการเก็บภาษีชา กาแฟ รัฐบาลต้องสร้างความชัดเจนในประเด็นดังกล่าว อาทิ

การเก็บภาษีต้องมีประสิทธิผลในการลดการบริโภคสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสังคมได้จริง ต้องเก็บภาษีกับสินค้าที่ส่งผลกระทบต่อสังคม หากพิจารณาว่า รัฐควรเก็บภาษีบาปเพิ่มขึ้นหรือไม่ ผมเห็นด้วยกับการเก็บภาษีบาปมากขึ้น แต่การเพิ่มภาษีบาปมี 2 ประเด็นที่ควรคำนึงถึง คือ (negative externality) จริง ๆ เช่น ภาษีสถานประกอบการด้านบันเทิง เพราะทำให้สังคมแย่งลง หรือภาษีสิ่งแวดล้อม ที่ควรเก็บเพราะ ทำให้ประชาชนเดือดร้อน

1)

หากต้องการเก็บภาษีชา กาแฟ ต้องอธิบายให้ชัดเจนว่า ชา กาแฟเข้าข่ายสินค้าบาปอย่างไร

 

ในขณะที่ ความเข้าใจของสังคม มองว่า การเก็บภาษีชา กาแฟ เป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะหาเงินเข้าคลังเป็นวัตถุประสงค์หลัก โดยขูดรีดจากประชาชน เพราะการที่รัฐบาลมองว่า ชา กาแฟ เป็นเครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ซึ่งทำลายสุขภาพ แต่ประชาชนไม่ได้มองว่า ชา กาแฟ เป็นสินค้าบาป ที่ผ่านมา มีการโฆษณาโดยทั่วไปว่า ชาเป็นเครื่องดื่มที่บำรุงสุขภาพ และรัฐบาลไม่เคยมีมาตรการควบคุมการบริโภคกาแฟ และมีงานวิจัยออกมาว่า กาแฟมีผลดีสามารถรักษาโรคร้ายบางโรคได้ ในขณะที่กาแฟบางชนิดไม่มีคาเฟอีน หรือการที่มีสถิติว่าคนที่ดื่มเหล้าองุ่นวันละ

ดังนั้น หากรัฐบาลต้องการเก็บภาษีบาปจากชา กาแฟ ต้องอธิบายให้ได้ว่าชา กาแฟ ส่งผลเสียต่อสุขภาพ หรือสังคมอย่างไร โดยอ้างอิงผลการวิจัยที่เชื่อถือได้ มีการส่งสัญญาณอย่างชัดเจนว่า รัฐไม่สนับสนุนการบริโภคชา กาแฟ และรัฐจะนำเงินภาษีนี้มาใช้เพื่อวัตถุประสงค์ใด และลดผลกระทบทางสังคมด้านใด รายได้จากภาษีควรใช้เพื่อลดผลกระทบจากการดื่มชา กาแฟ รายได้ที่เข้าคลังเพิ่มขึ้น ควรเป็นผลพลอยได้ ไม่ใช่วัตถุประสงค์หลัก

วัตถุประสงค์หลักของการจัดเก็บภาษีบาป คือ ลดการบริโภคสินค้าบาป เพื่อลดผลกระทบต่อผู้บริโภค และผลกระทบต่อสังคม เพื่อนำรายได้จากภาษีไปป้องกันและบรรเทาผลกระทบที่เกิดจากการบริโภคสินค้าบาป เช่น การเก็บภาษีสุรา จะนำงบส่วนหนึ่งไปให้กับกองทุนสร้างสุขภาพ (สสส.) เพื่อการรณรงค์ลดการดื่มสุรา การรักษาพยาบาล และลดอุบัติภัย 1 แก้ว สามารถรป้องกันโรคหัวใจตีบได้ กรณีเหล่านี้รัฐต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ว่าจะนำมาตรฐานใดมาวัด ว่าควรเก็บภาษีหรือไม่

2)

การเพิ่มภาษีบาป รัฐบาลต้องมั่นใจว่าจะช่วยลดการบริโภคสินค้าบาปได้จริง

 

เมื่อวิเคราะห์ประสิทธิผลของการเพิ่มภาษีชา กาแฟ ต่อการลดการบริโภคชา กาแฟการที่รัฐบาลเก็บภาษีเฉพาะชา กาแฟในรูปกล่องและกระป๋องเท่านั้น อาจทำให้ผู้บริโภคหันไปดื่มชา กาแฟแบบชงมากขึ้น เช่น กาแฟสด กาแฟโบราณ เพราะเป็นสินค้าที่สามารถทดแทนกันได้ อาจทำให้มาตรการนี้ไม่มีประสิทธิผลในการลดการบริโภคชา กาแฟ ได้มากนัก และทำให้รัฐจัดเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าที่ตั้งไว้

หากวิเคราะห์ในเชิงเศรษฐศาสตร์ การเพิ่มภาษีแก่สินค้าบาป จะทำให้ราคาสินค้าดังกล่าวเพิ่มขึ้นส่งผลทำให้ผู้บริโภคลดการบริโภคสินค้านั้น แต่หากขึ้นภาษีมากเกินไปอาจจะส่งผลทำให้เกิดปัญหาตลาดมืด เช่น หากขึ้นภาษีสุรามากเกินไป จะจูงใจให้เกิดการผลิตและขายเหล้าเถื่อนมากขึ้น อาจไม่ทำให้ผู้บริโภคไม่ลดการดื่มสุรา

 

ดังนั้น หากรัฐบาลเชื่อว่า ชา กาแฟ เป็นสินค้าบาป รัฐบาลควรเก็บภาษีชา กาแฟ ทั้งระบบ กล่าวคือ ต้องเก็บภาษีจาก ใบชา เมล็ดกาแฟ ที่นำมาชงด้วยเพื่อทำให้ราคาของชา กาแฟ ทุกประเภทเพิ่มขึ้นทั้งหมด

 

ผลการศึกษา

วัตถุประสงค์ของการเก็บภาษี เพื่อให้ผู้ก่อมลภาวะต้องรับภาระต้นทุนที่ก่อขึ้น เพื่อนำรายได้จากภาษีมาเป็นค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม โดยอัตราภาษีขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ อาทิ ระดับปัญหามลภาวะของแต่ละพื้นที่ ขนาดของโรงงาน พลังงานที่ใช้ คุณสมบัติของเครื่องจักรที่ใช้ผลิต อายุของเครื่องจักร และระยะเวลาในการเดินเครื่อง

เท่าที่ผมทราบ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

การพิจารณาการเก็บภาษีของรัฐบาล ไม่ควรคิดแต่ว่าเพื่อจะทำให้รายได้มากขึ้น แต่ต้องคิดทั้งระบบว่า หากดำเนินการแล้ว ไม่เพียงแต่ทำให้รัฐรายได้มากขึ้น แต่มีผลต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนของประเทศด้วย หากทำอะไรเพียงฉาบฉวย จมีผลร้ายต่อประเทศและประชาชนในระยะยาวได้

นอกจากนี้ ผมเห็นว่ารัฐบาลควรพิจารณาเก็บภาษีจากกิจกรรมอื่น ๆ ที่มีผลกระทบต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเก็บภาษีสิ่งแวดล้อม โดยจัดเก็บจากผู้ที่ก่อมลพิษ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม ผู้ขับขี่ยานพาหนะ เป็นต้น (TDRI) พบว่าความเสียหายจากมลพิษในประเทศไทยสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเพิ่มจาก ประมาณ 8,000 ล้านบาทต่อปีในปี 2520 มาเป็น ประมาณ 17,000 ล้านบาทต่อปี ในปี 2543 แลปัญหามลพิษที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทยได้แก่มลพิษทางอากาศ (สศค.) ได้ศึกษาและจัดเตรียมร่างกฎหมายที่เกี่ยวกับภาษีสิ่งแวดล้อมอยู่แล้วชื่อว่า พรบ. เครื่องมือทางเศรษฐศาสตร์เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม พ.. ……” หากผลักดันกฎหมายนี้ ย่อมเป็นประโยชน์ต่อสังคม และสามารถเพิ่มรายได้ให้กับรัฐ

 

จากการที่ รมชwww.kriengsak.com


You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *