ครอบครัวไทยเสริม “ความอดทน”ด่วน พบสัมพันธ์ “พ่อแม่ลูก” ห่างเหิน

ครอบครัวไทยเสริม “ความอดทน”ด่วน พบสัมพันธ์ “พ่อแม่ลูก” ห่างเหิน

กระตุ้นสถาบันครอบครัวฝึกทักษะ “ความอดทน” ให้สูงขึ้น หลังทีมนักวิชาการลงศึกษาสถานการณ์ในพื้นที่จริงพบปัญหาครอบครัวไทยกว่า 2.5 ล้านครอบครัวเข้าขั้นวิกฤติ ทั้งจากปัญหาการหย่าร้างที่เพิ่มสูงมากขึ้น อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกมีความห่างเหินหนัก ส่งผลให้เด็กที่เผชิญปัญหาดังกล่าวมีความเสี่ยงต่ออบายมุขสูงขึ้น รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรด้วย

โดย ASTVผู้จัดการออนไลน์ 13 กุมภาพันธ์ 2552 08:00 น.

กระตุ้นสถาบันครอบครัวฝึกทักษะ “ความอดทน” ให้สูงขึ้น หลังทีมนักวิชาการลงศึกษาสถานการณ์ในพื้นที่จริงพบปัญหาครอบครัวไทยกว่า 2.5 ล้านครอบครัวเข้าขั้นวิกฤติ ทั้งจากปัญหาการหย่าร้างที่เพิ่มสูงมากขึ้น อีกทั้งความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกมีความห่างเหินหนัก ส่งผลให้เด็กที่เผชิญปัญหาดังกล่าวมีความเสี่ยงต่ออบายมุขสูงขึ้น รวมถึงการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรด้วย

จากข้อมูลของโครงการศึกษาสถานการณ์ของครอบครัวไทย หัวข้อ “สุขภาวะครอบครัวในสังคมไทย” ซึ่งได้จัดทำโดยสถาบันแห่งชาติเพื่อการพัฒนาเด็กและครอบครัว มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว ทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวน 5,100 ตัวอย่างทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 24 -27 มกราคม 2522 ที่ผ่านมา (แบ่งเป็นกลุ่มเด็กและวัยรุ่นอายุระหว่าง 11-22 ปีจำนวน 2,550 คน และผู้ปกครองเด็กและวัยรุ่นที่มีอายุระหว่าง 11-22 ปีจำนวน 2,550 คน) พบว่าส่วนใหญ่สัมพันธภาพระหว่างเด็กและผู้ปกครองอยู่ในระดับปานกลาง แต่มีกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 11 ที่ระบุว่าสัมพันธภาพระหว่างเด็กกับผู้ปกครองไม่ค่อยดี ซึ่งกลุ่มตัวอย่างทั้งในเขตเมืองและชนบทมีผลสำรวจที่ไม่แตกต่างกัน

อาจารย์ศิวพร ปกป้อง หัวหน้าโครงการวิจัยดังกล่าวเปิดเผยว่า “ผลสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า ประเทศไทยซึ่งมีประชากร 17.9 ล้านครอบครัวในปัจจุบันนั้น มีถึง 2.5 ล้านครอบครัวที่เด็กและผู้ปกครองเผชิญปัญหาความไม่เข้าใจกัน โดยเรื่องที่เด็กเห็นไม่สอดคล้องกับผู้ปกครองมากที่สุดคือเรื่องการใช้เงิน ขณะที่ผู้ปกครองไม่พอใจเด็กมากที่สุดคือเรื่องการคบเพื่อน และสมาชิกครอบครัวร้อยละ 24 เห็นว่าความสัมพันธ์ของสมาชิกในครอบครัวแย่ลงกว่าเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา”

อาจารย์ศิวพรยังกล่าวต่อไปด้วยว่า ผลสำรวจครั้งนี้พบว่า ผู้ปกครองร้อยละ 27 เห็นว่าตนเองมีอิทธิพลน้อยถึงน้อยมากในการตัดสินใจทำสิ่งหนึ่งสิ่งใดของเด็กในปกครอง อย่างไรก็ดี เด็กร้อยละ 40 ยังเลือกที่จะยึดถือพ่อแม่เป็นแบบอย่างในการดำเนินชีวิต ซึ่งถือเป็นข้อบ่งชี้ว่า พ่อแม่ยังเป็นบุคคลใกล้ชิด และมีอิทธิพลต่อเด็กสูงสุด ดังนั้นการเพิ่มขึ้นของอัตราการหย่าร้าง และการเป็นพ่อแม่เลี้ยงเดี่ยว อาจมีผลต่อการเป็นแบบอย่างในสายตาเด็กได้

ทั้งนี้ จากรายงานของ WHO เกี่ยวกับความรุนแรงและสุขภาวะพบว่า ผู้ดูแลและสิ่งแวดล้อมในครอบครัวมีผลต่อการเลี้ยงดูเด็ก และเพิ่มความเสี่ยงในการทำร้ายเด็กให้มากขึ้น โดยเฉพาะกรณีที่พ่อแม่มีอายุน้อย เลี้ยงลูกตามลำพัง ยากจน ไม่มีงานทำ และด้อยการศึกษา รวมถึงการที่ครอบครัวอยู่กันอย่างแออัดนั้น จะเพิ่มความเสี่ยงในการทำร้ายเด็กให้มากขึ้น ซึ่งพ่อแม่ที่ทำร้ายเด็กมักเป็นคนขาดความมั่นใจในตนเอง มีปัญหาการควบคุมตนเอง-ปัญหาสุขภาพจิต และมักมีพฤติกรรมต่อต้านสังคม

นอกจากนั้น พ่อแม่ที่ทำร้ายเด็กมักมีความคาดหวังที่ไม่สมจริงกับพัฒนาการตามวัยของเด็ก โดยพ่อแม่กลุ่มนี้จะรู้สึกหงุดหงิด รำคาญกับการตอบสนองทางอารมณ์ของเด็ก เป็นพ่อแม่ที่ไม่ค่อยให้กำลังใจลูก ไม่แสดงความรู้สึกรักกับลูก มีการเล่นหยอกล้อกับเด็กน้อย มักจะจัดการด้วยวิธีควบคุมและใช้ความรุนแรง ซึ่งจากการประเมินประวัติของพ่อแม่กลุ่มนี้ในวัยเด็กพบว่า พ่อแม่มีประวัติถูกทำร้ายในวัยเด็กมีความเสี่ยงที่จะทำร้ายลูกตัวเอง และแม้ไม่มีประวัติถูกทำร้ายในวัยเด็กมาก่อนก็อาจทำร้ายลูกตัวเองได้เช่นกัน ซึ่งในส่วนนี้จะมาจากปัญหาความเครียดจากการทำงาน เป็นต้น

ด้านข้อมูลของโครงการติดตามสภาวการณ์เด็กและเยาวชน สถาบันรามจิตติ พบว่า เด็กในระดับชั้นมัธยมต้น มัธยมปลาย อาชีวศึกษา และอุดมศึกษาที่ไม่ได้อยู่ร่วมกับพ่อแม่ มีความเสี่ยงที่จะถูกชักจูงเข้าไปข้องเกี่ยวกับอบายมุขสูงกว่าเด็กที่อาศัยอยู่กับพ่อแม่ ทั้งเรื่องของการเที่ยวกลางคืน การสูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ดูคลิปโป๊ มีเพศสัมพันธ์ และการยอมรับการอยู่ก่อนแต่ง ทั้งนี้ โดยกลุ่มเยาวชนในระดับอุดมศึกษามีความเสี่ยงต่อปัญหาต่าง ๆ เหล่านี้สูงที่สุด

ดร.อมรวิชช์ นาครทรรพ ผู้อำนวยการสถาบันรามจิตติ หนึ่งในผู้ร่วมเสวนาบนเวทีได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับทฤษฎีคนตัวเล็กในการเข้าช่วยเหลือปัญหาที่เกิดกับ โดยระบุว่า ทฤษฎีดังกล่าวเป็นการทำงานร่วมกันของคนภายในชุมชนเป็นหลัก แทนการหวังความช่วยเหลือจากคนตัวโต หรือก็คือภาครัฐซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงทีมบริหารบ่อยครั้ง

“อยากให้มองที่กลไกของท้องถิ่น ถ้า อบต. และหน่วยงานต่าง ๆ ช่วยกัน สังคมก็จะเขยื้อนไปสู่สิ่งที่ดีขึ้นแน่นอน นอกจากนั้น ในกลไกของครอบครัว อยากฝากความรู้สามัญประจำบ้าน 5 ข้อที่ดีต่อการสร้างไอคิว อีคิวในเด็กมาก นั่นก็คือ กอด อาหาร อ่าน เล่น คุย กลุ่มพ่อแม่ที่มีลูกมีไอคิวอีคิวสูงจะทำ 5 ข้อนี้บ่อยกว่ากลุ่มพ่อแม่ที่มีลูกไอคิวต่ำมาก”

ครอบครัวไทยต้องการ RQ

ศาสตราจารย์ แพทย์หญิงชนิกา ตู้เจริญ ประธานคณะกรรมการบริหารแผนคณะที่ 4 สสส. กล่าวว่า เวลานี้ครอบครัวไทยส่วนใหญ่จำเป็นต้องฝึกทักษะด้านความอดทน (Resistance Quotient) ซึ่งก็คือความสามารถที่จะต่อสู้กับความทุกข์ และสามารถจัดการแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง รวมถึงความสามารถในการยืดหยุ่น มีพลังใจที่จะผ่านสถานการณ์เลวร้ายไปให้ได้” ซึ่งการจะผ่านปัญหาต่าง ๆ ไปได้นั้น ศ.พญ.ชนิกา ได้แนะว่า ต้องใช้หลักหยุด 4 สร้าง 4 ได้แก่ การหยุดอบายมุข หนี้สิน ความรุนแรงในครอบครัว และการนอกใจ ส่วนการสร้าง 4 นั้นได้แก่ การสื่อสารดี มีเวลา (ให้ครอบครัว) แบ่งปันใส่ใจและห่วงใยสุขภาพ

“วิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นมีผลกระทบต่อคนไทย โดยเฉพาะในครอบครัวที่ยากจนมาก ๆ ซึ่งต้องฝากให้ทุกฝ่ายช่วยกันดูแลแก้ไข เพราะวิกฤติครอบครัวครั้งนี้ คนไทยเท่านั้นที่จะช่วยกันได้ ในส่วนของจิตแพทย์มีสโลแกนง่าย ๆ ว่า อึด ฮึด สู้ อย่ายอมแพ้ อย่าท้อถอย ไม่ว่าจะมีอะไรเกิดขึ้น มันจะต้องดีขึ้นแน่นอนค่ะ” ศ.พญ.ชนิกากล่าวทิ้งท้าย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *