คนไทยนิยม ‘อาหารเสริม’ มากสุดในโลก

คนไทยนิยม ‘อาหารเสริม’ มากสุดในโลก
• อาหาร
เชื่อ! ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันโรค

จากผลของการสำรวจออนไลน์ใน 52 ประเทศทั่วโลกล่าสุดของนีลเส็น เกี่ยวกับการรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม พบว่าผู้บริโภคชาวไทยสนใจการรับประทานวิตามินและอาหารเสริมมากที่สุดในโลก และครึ่งหนึ่งของผู้ที่รับประทานเปิดเผยว่าตนรับประทานประจำทุกวัน

การสำรวจถูกจัดทำขึ้นทางออนไลน์ในปลายเดือน ก.ย. 2551 ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการสำรวจที่นีลเส็นจัดทำขึ้นเป็นประจำปีละ 2 ครั้ง เพื่อติดตามแนวโน้มของผู้บริโภคทั่วโลก โดยในประเทศไทยผลการสำรวจมาจากการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างชายและหญิงที่ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวน 500 คน อายุ 15 ปีขึ้นไป

การสำรวจครั้งนี้จัดทำเกี่ยวกับระดับการรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม รวมถึงความถี่ เหตุผลที่รับประทาน และเหตุผลที่ไม่รับประทาน

สำหรับประเทศที่พบคนรับประทานวิตามินและหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมมากที่สุดในโลก คือ ประเทศไทยและฟิลิปปินส์ในอัตรา 66% อันดับรองลงมา คือ ลิทัวเนีย 59% ไต้หวัน และสหรัฐ 56% ตามลำดับ

หากเปรียบเทียบจากผลการสำรวจในแต่ละทวีป ผลการวิจัยพบความนิยมในการรับประทานอย่างแพร่หลายในประเทศแถบอเมริกาเหนือและเอเชีย มากกว่าประเทศในแถบยุโรปและละตินอเมริกา

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะพบผู้บริโภคชาวไทยจำนวนมากเป็นอันดับหนึ่งของโลก ที่สนใจการรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม แต่เมื่อถามถึงความถี่ในการรับประทาน พบว่ามีผู้บริโภค เพียง 30% ที่ตอบว่ารับประทาน “ทุกวันเป็นประจำ” ในขณะที่อีก 16% ตอบว่า “รับประทานประมาณ 2-6 ครั้งต่อสัปดาห์” และ “น้อยกว่า 1 ครั้งต่อเดือน” ส่วนอีก 30% บอกว่า “รับประทานประมาณ 1 ครั้งต่อสัปดาห์” และ “2-3 ครั้งต่อเดือน”

คนออสเตรเลียรับประทานประจำทุกวัน…

หากเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศเอเชียแปซิฟิก ผู้บริโภคที่รับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมเป็นประจำทุกวัน ได้แก่ ผู้บริโภคในประเทศออสเตรเลียสัดส่วน 73% นิวซีแลนด์และสิงคโปร์ 67% ตามลำดับ

และหากเปรียบเทียบจาก 52 ประเทศทั่วโลกแล้ว ประเทศเดนมาร์กจัดอยู่ในลำดับแรกของโลกที่กล่าวว่า รับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม เป็นประจำทุกวัน ด้วยสัดส่วนที่มากถึง 81% ลำดับรองลงมาอย่างใกล้เคียงกันมาก คือ นอร์เวย์ 80% และสหรัฐอเมริกา 79%

สุรีรัตน์ วงษ์ตระหง่าน ผู้อำนวยการบริหารฝ่ายวิจัยข้อมูลผู้บริโภค กล่าวว่า พฤติกรรมการรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจะแตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค หากเปรียบเทียบในกลุ่มผู้รับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนั้น ก็จะเห็นอย่างชัดเจนว่าประเทศในกลุ่มที่มีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ เช่น ประเทศในแถบยุโรปตะวันตกและอเมริกาเหนือจะมีความถี่ในการรับประทานที่สูงกว่าประเทศในกลุ่มเอเชียและประเทศในแถบตะวันออกกลาง

รับประทานเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันโรค…

ขณะที่เหตุผลหลักในการรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมนั้น เหตุผลแรกที่ผู้บริโภคทั่วโลกคาดหวังจากการรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม คือ “เพื่อช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรค” โดยพบผู้บริโภคกว่า 60% ทั่วโลก เลือกเหตุผลนี้เป็นเหตุผลหลักในการรับประทาน

นอกจากนี้ จาก 52 ประเทศที่ทำการสำรวจ ยังพบว่า 39 ประเทศเลือกเหตุผลนี้เป็นเหตุผลแรกเช่นกัน ซึ่งประเทศไทย ก็เป็นหนึ่งในประเทศดังกล่าวที่เชื่อว่าการรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมจะช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันโรคให้ เพิ่มขึ้นได้ ในสัดส่วน 52% ส่วนเหตุผล ที่สองคือ “เพื่อช่วยเสริมความไม่สมบูรณ์ของการรับประทานอาหาร” อยู่ที่ 50% และ “เพื่อให้แน่ใจว่าการรับประทานของพวกเขามีความสมดุล” สัดส่วน 43% ตามลำดับ

ส่วนปัจจัยอื่นๆ ที่มีส่วนกระตุ้นให้ผู้บริโภครับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม อาทิ “คำแนะนำของแพทย์ หรือเภสัชกรตามร้านขายยาและร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพ” เป็นผู้แนะนำนั้น ค่อนข้างจะมีบทบาทน้อยมากต่อผู้บริโภค เนื่องจากมีผู้บริโภคเพียง 4% ที่รับประทานวิตามินและอาหารเสริมเนื่องจากร้านขายยาหรือร้านขายอาหารเพื่อสุขภาพเป็น ผู้แนะนำ และเพียง 9% ที่รับประทานเพราะแพทย์แนะนำ

ผลการวิจัยพบสิ่งที่น่าสนใจอีกหนึ่งประการก็คือ เหตุผลหลักของผู้บริโภคในสหรัฐอเมริกาหรือสัดส่วน 62% ที่เลือกรับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริมก็คือ “เพื่อให้แน่ใจว่าการรับประทานของเรามีความสมดุล”

จากเหตุผลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นลักษณะการบริโภคในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่มีการส่งเสริมทางการตลาดอย่างหนัก เกี่ยวกับผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้ โดยชาวอเมริกันนิยมรับประทานวิตามิน และอาหารเสริมเพื่อชดเชยนิสัยการบริโภคอาหารที่ไม่ดีของพวกเขา ส่วนอีกประเทศที่มีผู้บริโภคเลือกเหตุผลข้อนี้เป็นข้อแรกมากถึง 60% คือ ประเทศญี่ปุ่น

ไม่รับประทานเพราะไม่จำเป็น…

นีลเส็นยังถามต่อถึงเหตุผลของการไม่รับประทานวิตามินหรือผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โดยพบว่ากว่าครึ่งของผู้บริโภคชาวไทยหรือประมาณ 56% ไม่รับประทานเพราะ “ไม่เห็นความจำเป็นในการรับประทาน” ส่วนอีกเกือบครึ่งหรือ 49% เชื่อว่า “การรับประทานของพวกเขามีความสมดุลเพียงพอแล้ว” และ “สินค้ามีราคาแพงเกินไป”

ที่มา: หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *