คดีปางแดง

คดีปางแดง
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ชาวบ้านปางแดงนอก ต.เชียงดาว อ.เชียงดาว จ.เชียงใหม่ จำนวน 48 คน ถูกจับกุมโดยเจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจประกอบด้วยหน่วยงาน 11 หน่วย อาทิ เจ้าหน้าที่ฝ่ายปกครอง อ.เชียงดาว ทหารจากกองกำลังผาเมือง ตำรวจจาก สภ.อ.เชียงดาว ตำรวจตระเวนชายแดนที่ 335 กำกับ ตชด.33 เจ้าหน้าที่ป่าไม้จากสำนักบริหารจัดการในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ 16 ฯลฯ ในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติเชียงดาว แม้ว่าสภาทนายความจะประกันตัวผู้ต้องหาทั้งหมดแล้ว แต่ก็ยังมีความไม่แน่นอนว่าหน่วยงานภาครัฐจะมีแนวทางแก้ปัญหาปางแดงอย่างไร กันแน่ จะให้อยู่หรือไม่ให้อยู่ในพื้นที่ดังกล่าวหรือไม่
ชาวบ้านปางแดงนอกซึ่งส่วนใหญ่เป็นชาวเขา มีฐานะยากจนมีให้เลือกไม่มากนัก ที่ผ่านมาตัวแทนชาวบ้านจำนวนหนึ่งเดินทางลงสู่กรุงเทพฯเพื่อยื่นหนังสือถึง หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้อง เช่น กรรมมาธิการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ คณะกรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ สภาทนายความ รวมทั้งตู้รับเรื่องราวร้องทุกข์หน้าบ้านพิษณุโลก เพื่อให้มีการตรวจสอบปัญหาที่เกิดขึ้นด้วยความเชื่อและความหวังที่ว่าผู้ถูก จับกุมทั้งหมดเป็นผู้บริสุทธิ์ เพราะตั้งถิ่นฐานบริเวณดังกล่าวมาตั้งแต่ปี 2527 บางส่วนมีเอกสารสิทธิ์ในการถือครองที่ดิน ในหมู่บ้านมีโรงเรียน มีถนนลาดยางตัดผ่านกลางหมู่บ้าน นอกจากนี้ กระบวนการจับกุมของเจ้าหน้าที่ก็ไม่มีความชอบธรรมเพราะขณะจับกุมไม่มีหมาย จับ ไม่เป็นความผิดซึ่งหน้า รวมทั้งไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาแต่กลับบอกชาวบ้านว่าเชิญตัวไปให้ปากคำที่ สภ.อ.เชียงดาว แล้วจะปล่อยตัวกลับ
กรณีการจับกุมชาวบ้านปางแดงนอกครั้งนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์กันในวงกว้าง เพราะนอกจากเป็นการจับกุมครั้งที่ 3 (ครั้งแรกปี 2532 ครั้งที่ 2 ปี 2541) และการจับกุมทั้ง 3 ครั้งเป็นข้อหาเดียวกันแล้ว จะเห็นว่ากระบวนการจับกุมรวมทั้งบริบท ที่มาในปัญหาดังกล่าวถือว่ามีความเป็นธรรมกับชาวปางแดงทั้งยังไม่ชอบมาพากล หลายประเด็นด้วยกัน
กล่าวคือ ช่วง ปี 2524 กรมป่าไม้มีนโยบายปลูกป่าในพื้นที่สวนป่าเขตพื้นที่บ้านปางแดง โดยทำการอพยพชาวเขาเผ่าปะหล่องจากบ้านนอแล และหมู่บ้านใกล้เคียง อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ มาเป็นแรงงานในการปลูกป่าเพราะเป็นแรงงานราคาถูกกว่าการจ้างคนพื้นราบ ครั้นเมื่อหมดโครงการปลูกป่า กรมป่าไม้มิได้ส่งแรงงานเหล่านี้กลับถิ่นฐานเดิมเป็นผลให้ชาวบ้านทั้งหมด ต้องตั้งถิ่นฐานที่บ้านปางแดงนอกตั้งแต่นั้นมา
ต่อมา ช่วงปี 2532 จากปัญหาน้ำท่วมครั้งใหญ่ที่ ต.กระทูน อ.พิปูน จ.นครศรีธรรมราช รัฐบาลจึงประกาศปิดป่า และแล้วโศกนาฏกรรมครั้งแรกก็เกิดขึ้นกับชาวปางแดง
26 ม.ค.2532 ชาว บ้านปางแดงจำนวน 29 คน ถูกเจ้าหน้าที่ป่าไม้ ซึ่งเป็นหน่วยงานที่เคยว่าจ้างให้ลงมาปลูกป่าในพื้นที่แต่มิได้ส่งกลับภูมิ ลำเนาจับกุมในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายศาล สั่งตัดสินจำคุกคนละ 5 ปี 9 เดือน
26 มี.ค.2541 ชาว ปางแดงก็ตกเป็นเหยื่อของรัฐครั้งที่สอง เมื่อเจ้าหน้าที่ป่าไม้และ อส.จับกุมชาวบ้านไป 56 คนในข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย สถานการณ์การจับกุมชาวปางแดงหลังปี 2541 ได้สร้างกระแสการต่อสู้ด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชาวเขารวมทั้งปัญหา ป่าไม้ทั้งในระดับประเทศและนานาชาติกันอย่างกว้างขวาง
กรณี ที่เกิดขึ้นเป็นผลให้กรมป่าไม้ยอมรับการอยู่ร่วมกันของคนกับป่าที่บ้านปาง แดง ดังจะเห็นได้จากช่วงปี 2542 มีการกำหนดโครงสร้างบริหารและผู้รับผิดชอบปฏิบัติงานโครงการอนุรักษ์และ ฟื้นฟูป่าสงวนแห่งชาติป่าเชียงดาว(บ้านปางแดง) ลุ่มน้ำแม่เตาะโดย การมีส่วนร่วมของประชาชน ทว่าการแก้ไขปัญหาตามแนวทางดังกล่าวล้มเหลวอย่างสิ้นเชิง เพราะไม่มีการดำเนินการอย่างต่อเนื่อง ซ้ำยังไม่เปิดโอกาสให้ชาวปางแดงมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง รวมทั้งความไม่แน่นอนทางนโยบายและทัศนคติของเจ้าหน้าที่รัฐที่มีต่อชุมชนจึง เป็นเหตุให้การจับกุมชาวบ้านปางแดงครั้งที่ 3 จึงเกิดขึ้น
นอกจากนี้ ยัง มีข้อสังเกตพบว่าช่วงปี 2541 พื้นที่บริเวณดังกล่าว บางส่วนมีการประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินเพื่อเตรียมจัดสรรให้เกษตรกรไร้ ที่ดินทำกิน ดังนั้นหากมีการประกาศเป็นเขตปฏิรูปที่ดินพื้นที่แห่งนั้นก็จะหมดสภาพความ เป็นป่าสงวน ขณะเดียวกันนโยบายแก้ไขปัญหาความยากจนของรัฐบาลในการลงทะเบียน ‘คนจน’ กรณีคนไร้ที่ดินนั้นมีการเตรียมจัดสรร ที่ดินให้เกษตรกรโดยการนำพื้นที่ของ สปก.และพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติมาจัดสรรให้อยู่แล้ว แต่การจับกุมชาวบ้านยังคงเกิดขึ้น
ขณะเดียวกัน พื้นที่บริเวณรอบๆบ้านปางแดงมีการออกโฉนด น.ส.3 กันเต็มพื้นที่และคนที่ถือครองก็มิใช่เป็นชาวบ้านบริเวณนั้นซึ่งที่ผ่านมา หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เคยเข้าไปตรวจสอบการได้มาซึ่งเอกสารสิทธิ์รวมทั้ง การถือครองที่ดินแม้แต่น้อย อย่างไรก็ตาม สำหรับป่าสงวนแห่งชาติป่าเชียงดาว เนื้อที่ประมาณ 15,000 ไร่ ครอบคลุม 23 หมู่บ้านใน 3 ตำบล คือ ต.แม่นะ ต.เชียงดาว และ ต.ปิงโค้ง อ.เชียงดาว ดังนั้น เหตุใด เจ้าหน้าที่จึงเลือกจับกุมชาวบ้านในข้อหาบุกรุกป่าสงวนเฉพาะหมู่บ้านปางแดง
กรณีดังกล่าว นำมาซึ่งการตั้งคำถาม กรณีการเลือกปฏิบัติรวมทั้งความชอบธรรมในการดำเนินการของเจ้าหน้าที่กัน อย่างกว้างขวางจากความไม่คืบหน้าใดๆในหนทางแก้ปัญหา ดังนั้นหนทางสุดท้ายในการต่อสู้เพื่อเรียกหาความเป็นธรรมของชาวปางแดงจึง เกิดขึ้น
นาย คริสมัน เรืองโลกาวิวัฒน์ ชาว บ้านปางแดงนอก กล่าวว่า กรณีที่เกิดขึ้นถือว่าเจ้าหน้าที่ทำไม่ถูกต้องเพราะหากจะแจ้งข้อหาว่าชาว บ้านบุกรุกป่านั้นก็ต้องแจ้งตั้งแต่ปี 2527 ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวบ้านเข้ามาอยู่ใหม่ๆ ไม่ใช่ปล่อยให้ชาวบ้านอยู่มา 20 ปีแล้วมาแจ้งข้อหา นอกจากนี้ ปัจจุบันชาวปางแดงกำลังมีความเดือดร้อนเพราะผู้ถูกจับกุมส่วนใหญ่เป็นหัว หน้าครอบครัว ทำให้ในครอบครัวเหลือเพียงภรรยา เด็ก คนชรา ซึ่งไม่สามารถทำมาหากินได้อย่างเต็มที่ ขณะที่อาหารเครื่องอุปโภคบริโภคเริ่มหมด อีกทั้งสมาชิกในหมู่บ้านไม่มีใครกล้าออกไปทำนาทำไร่ รวมทั้งเก็บเกี่ยวผลผลิตพืชผักที่ปลูกไว้เพราะกลัวถูกเจ้าหน้าที่เข้าจับกุม อีก
ดร.ชยันต์ วรรธณะภูติ นัก วิชาการ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า การจับกุมของเจ้าหน้าที่ครั้งนี้ มิได้คำนึงถึงสิทธิขั้นพื้นฐานและมิได้ใช้กฎหมายอย่างรอบคอบ เนื่องเพราะรัฐมองไม่เห็นชาวบ้านในฐานะประชาชนที่มีสิทธิขั้นพื้นฐานและที่ สำคัญมองว่าคนเหล่านี้มิได้เป็นสมาชิกในรัฐชาติ แม้กรณีที่เกิดขึ้นมิได้รุนแรงอย่างปัญหา 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้แต่กรณีที่เกิดขึ้นก็ทำให้เห็นว่าวิธีคิด วิธีปฏิบัติต่อชนกลุ่มน้อยของรัฐมิได้มองปัญหาอย่างเชื่อมโยงและรอบด้าน
นายพิศาล วสุวานิชย์ ผอ. สำนักบริหารจัดการพื้นที่ป่าอนุรักษ์ที่ 16 กล่าวว่า ช่วงปี 2542 พื้นที่หมู่บ้านปางแดงนอกนั้น ทางป่าไม้เขต(เดิม)มีโครงการอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรป่าไม้โดยการมีส่วน ร่วมของประชาชนซึ่งเป็นโครงการที่สำนักงานป่าไม้เขต จ.เชียงใหม่ ทดลองนำมาใช้เพื่อการจัดการทรัพยากรป่าไม้ในพื้นที่ที่มีปัญหาการบุกรุก พื้นที่ป่า
นายพิศาล กล่าว ต่อว่า โครงการนี้อยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติเชียงดาวซึ่งให้ชาวบ้านเข้ามามีส่วนร่วม ในการฟื้นฟูนั้น ในการใช้ประโยชน์ให้ชาวบ้านสามารถเก็บกินได้เพราะการฟื้นฟูเราเน้นการปลูก ไม้กินได้แต่ไม่ได้ให้ชาวบ้านอยู่อาศัยหรือทำกินในพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งกรณีพื้นที่บ้านปางแดงนั้นที่ผ่านมามีการร่วมมือกันฟื้นฟู ปลูกป่าแต่ยังไม่ทันเป็นป่าก็มีคนเข้ามาบุกรุกซึ่งทางป่าไม้จำเป็นต้อง จัดการกว่า 3 ปีแล้วที่ชาวบ้านปางแดงถูกปลุกขึ้นมาเมื่อเวลาประมาณ 05.00 น. ของวันที่ 23 กรกฎาคม 2547 พวกเขาถูกจับทั้งหมด 48 คน เป็นชาย 34 คน หญิง 14 คน ชาติพันธุ์ 4 เผ่า ประกอบด้วย ปะหล่อง ลาหู่ ลีซู และคนเมือง การจับกุมครั้งนี้ไม่ต่างอะไรกับการจับกุมครั้งแรก (26 มกราคม 2532 ถูกจับ 27 คน เป็นชายทั้งหมด โดยถูกแจ้งข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติและลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย) และครั้งที่ 2 (ในเวลาเช้าตรู่ของวันที่ 26 มีนาคม 2541 ผู้ถูกจับทั้งหมด 56 คน)
ส่วนการจับกุมในครั้งที่ 3 นี้ จับทั้งผู้หญิง คนใบ้ คนพิการด้วย ข้อหาที่ถูกยัดเยียดให้ก็เหมือนเดิมคือข้อหาบุกรุกพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าเชียงดาว รวม 54 คดี ซึ่งวิธีการที่จะล่อลวงให้ชาวบ้านเข้าในห้องขัง มีหลายเหตุผลด้วยกัน เช่น ไปประชุม แจกผ้าห่ม ฝึกอบรม ไปสอบปากคำที่อำเภอ
การจับกุมซ้ำซากในพื้นที่ที่รัฐอ้างว่าเป็นป่าสงวนฯ แต่ไม่มีสภาพดังกล่าว ชุมชนปางแดงมิใช่เป็นชุมชนโดดเดี่ยวในบริเวณนี้ รอบๆ ชุมชนมีหมู่บ้านหรือกลุ่มบ้านขนาดเล็กอีก 3-4 แห่ง ซึ่งเชื่อมโยงถึงกันโดยถนนลำลองขนาดเล็ก ตัดผ่านเนินเขาและลำห้วยต้าน ทิศเหนือของชุมชนปางแดง เป็นบ้านลีซอห้วยนำริน ด้านตะวันออก เป็นบ้านห้วยอีโก๋ ซึ่งมีชาวอาข่าและชาวลีซู อาศัยอยู่ประมาณ 100 หลังคาเรือน เลยไปอีกเล็กน้อยเป็นบ้านผาลาย ซึ่งเป็นบ้านปะกาเกอญอ ส่วนทิศใต้มีบ้านท่าขี้เหล็ก เป็นหมู่บ้านชาวปะกาเกอญอ ประมาณ 30 หลังคาเรือน ตั้งบ้านเรือนมานานเกือบ 65 ปี ขณะที่ทิศตะวันตก ห่างจากปางแดงนอกประมาณ 4 กิโลเมตร เป็นบ้านทุ่งหลุก แม่ยะ แม่เต๊าะ และสบอ้อ ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวไทยพื้นราบ ชาวบ้านจากหมู่บ้านเหล่านี้หลายคนได้เคยเข้ามาบุกเบิกที่ทำกินและทำสวน มะม่วง สวนกล้วยในบริเวณรอบๆ ชุมชนบ้านปางแดง ชุมชนปางแดงมีโรงเรียนประถมศึกษา 1 แห่ง ได้รับงบประมาณสนับสนุนจากทางราชการ และเงินอุดหนุนจากชุมชนรอบๆ รวมทั้งจากช่วยเหลือโดยการทอดผ้าป่า การบริจาคจากคนนอกและมีการพัฒนาจนเป็นที่ยอมรับ ในบริเวณนี้ยังมีสำนักสงฆ์ (วัดพระพุทธบาทปางแดง) ซึ่งมีเจดีย์ขนาดเล็กสวมทับรอยพระพุทธบาท ชุมชนปางแดงมีระบบประปาใช้ทั้งหมู่บ้าน โดยการสนับสนุนจากองค์กรทางศาสนาและองค์กรพัฒนาเอกชน นอกจากนี้ หน่วยงานของรัฐยังให้การสนับสนุนการท่องเที่ยวเชิงนิเวศพาทัวร์นักท่อง เที่ยวลงมาในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง หลายๆ ครั้งที่อำเภอได้ขอให้พวกเขามาช่วยงานวัฒนธรรมรับแขกบ้านแขกเมือง น่าแปลกที่เรื่องราวเหล่านี้ไม่ได้มีการสื่อสารออกมาสู่โลกข้างนอกเท่าที่ ควร ทุกครั้งที่มีการจับกุมดำเนินคดี จะมีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นมาแก้ไขปัญหา ครั้งนี้ก็เช่นกัน ในคราวการประชุมคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ศูนย์อำนวยการขจัดความยากจนและพัฒนาชนบทตามปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (ศจพ.) เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน 2550 มีการนำเสนอกรณีปัญหาบ้านปางแดงเพื่อขอให้มีการพิจารณาเป็นกรณีเร่งด่วน
ที่ประชุมมีมติให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ ดำเนินการตรวจสอบและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเรื่องสัญชาติและ พื้นที่ราษฎรอยู่อาศัย โดยให้กรมป่าไม้ตรวจสอบพื้นที่ที่ราษฎรอยู่เป็นพื้นที่ป่าอนุรักษ์หรือไม่ และร่วมกับจังหวัดพิจารณาแก้ไขปัญหาต่อไป พร้อมทั้งให้สถาบันพัฒนาองค์กรชุมชนประสานงานกับจังหวัดเพื่อพิจารณาดำเนิน การเกี่ยวกับการพัฒนาพื้นที่อาศัยให้เหมาะสม เมื่อดำเนินแล้วเสร็จให้นำมาเสนอกับคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดินและ จังหวัดเพื่อการพิจารณาเพื่อให้เกิดแก้ไขปัญหาต่อไป ต่อมา พล.อ.สุรินทร์ พิกุลทอง ประธานอนุกรรมการแก้ไขปัญหาที่ดิน ศจพ. ได้ลงไปในพื้นที่บ้านปางแดง เพื่อรับทราบข้อมูลและติดตามการแก้ไขปัญหา
คณะทำงานสำรวจพัฒนาข้อมูลและแก้ไขปัญหาราษฎรบ้านปางแดง ได้จัดประชุมเมื่อวันที่ 5 กันยายน 2550 และมีมติเห็นชอบกรอบหลักการแก้ไขปัญหา 4 ประการ โดยมอบหมายให้แต่คณะทำงานส่วนต่างๆ รับผิดชอบในการตรวจสอบและจัดทำข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประกอบการพิจารณาตามที่ ประชุมมอบหมาย ต่อมาในการประชุมคณะทำงานสำรวจพัฒนาข้อมูลและแก้ไขปัญหาราษฎรบ้านปางแดง เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2551 ได้ข้อสรุปว่า
1.ผลการปฏิบัติงานการสำรวจรังวัดข้อมูลการถือครองที่ดินของราษฎรบ้านปางแดง ข้อมูลการใช้ประโยชน์ที่ดินของราษฎรเฉพาะพื้นที่ที่ถูกดำเนินคดีมีจำนวน 57 ราย 95 แปลง เนื้อที่ 289-3-98 ไร่ อยู่ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ป่าสงวนทุกราย ทุกแปลง และอยู่ในที่กำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำชั้น 3,4,5 ทุกราย, ทุกแปลง
2.พื้นที่บ้านปางแดงตามเงื่อนไขการกำหนดชั้นคุณภาพลุ่มน้ำนี้ รัฐสามารถนำมาจัดเป็นที่ทำกินที่อยู่อาศัยให้แก่ราษฎรในรูปแบบสิทธิทำกิน หรือ สทก.ได้ โดยป่าไม้ชี้แจงว่าจะนำเอาพื้นที่ดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการแก้ไขปัญหาตามมติ คณะรัฐมนตรีให้แล้วเสร็จ ภายในปีงบประมาณ 2551
3.อำเภอเชียงดาว ได้แจ้งผลการตรวจสอบสถานะข้อมูลทางทะเบียนราษฎรของราษฎรกลุ่มเป้าหมายจาก ห้องทะเบียนประวัติประชากรหมู่ที่ 9 ต.เชียงดาว ว่ามีจำนวนประชากร 1,713 คน สัญชาติจีน 4 คน สัญชาติไทย 1,353 คน และสัญชาติอื่นๆ 365 คน และจากการสำรวจพบว่ามีชนเผ่าลาหู่ 201 คนได้รับสัญชาติไทยแล้ว 178 คน ไม่มีสัญชาติไทย 23 คน ในขณะที่ชนเผ่าปะหล่องมีจำนวน 726 คน ได้รับสัญชาติไทยแล้ว 215 คน ไม่มีสัญชาติไทย 511 คน
4.ข้อมูลประชากรที่โดนคดีมีจำนวน 116 ครอบครัว 533 คน ได้รับสัญชาติไทย 203 คน ถือสถานะต่างด้าว 38 คน และไม่มีสัญชาติ 311 คน ซึ่งที่ประชุมเสนอว่า ในกรณีบุคคลยังไม่ได้รับสัญชาติไทย กระบวนการแก้ไขปัญหาให้มีหน่วยงานระดับท้องถิ่น หรือองค์กรนิติบุคคล เสนอโครงงานหรือแผนงานเพื่อแก้ไขปัญหาที่ดินที่อยู่อาศัยและที่ทำกินต่อ หน่วยงานที่รับผิดชอบต่อไป
5.ที่ประชุมได้พิจารณาสรุปผลการทำงานของคณะทำงาน ตามภารกิจที่ได้รับมอบหมาย เห็นชอบให้นำผลสรุปในการประชุมครั้งนี้เพื่อเสนอต่อผู้ว่าฯเชียงใหม่ และคณะอนุกรรมการแก้ไขปัญหา ศจพ.พิจารณาดำเนินการต่อไป ซึ่งผลความคืบหน้ายังคงต้องติดตามกันต่อไป

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *