ข้อเสนอเชิงนโยบาย และมาตรการในการลดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์

ข้อเสนอเชิงนโยบาย และมาตรการในการลดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์

รถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่ได้รับความนิยมในหลายประเทศทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นเพื่อการสัญจรหรือเพื่อการสันทนาการ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาอุบัติเหตุที่เกิดจากรถจักรยานยนต์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเกือบทุกประเทศ สวนทางกับการเกิดอุบัติเหตุของรถยนต์ที่มีแนวโน้มลดลง ทั้งนี้สาเหตุหลักของอุบัติเหตุที่เกิดกับรถจักรยานยนต์ก็มีลักษณะเดียวกับรถประเภทอื่นคือ ความผิดพลาดของผู้ขับขี่ ดังนั้นการรณรงค์สร้างวินัยและการฝึกอบรม การขับขี่ปลอดภัย จึงเป็นแนวทางการแก้ปัญหาหลักที่ใช้กันเกือบทุกประเทศ
อย่างไรก็ตามงานวิจัยเรื่อง “การศึกษาประสบการณ์ต่างประเทศในการจัดการการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ และสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย และมาตรการในการลดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์สำหรับประเทศไทย” ซึ่งจัดทำโดย ผศ.ดร.เทอดศักดิ์ รองวิริยะพานิช สนับสนุนโดย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ ยังพบด้วยว่า การที่อุบัติเหตุรถจักรยานยนต์ในประเทศไทยและประเทศในแถบเอเชียที่เพิ่มสูงขึ้นนั้น ประเด็นสำคัญนั้นเกิดจากการที่ประเทศแถบนี้มีปริมาณการใช้รถจักรยานยนต์มากที่สุดในโลกด้วย ทำให้เกิดสภาพจราจรที่มีรถจักรยานยนต์ปะปนกับยานพาหนะอื่นๆ สูง ซึ่งส่งผลให้เกิดสภาพการขับขี่รถจักรยานยนต์ที่เสี่ยงอันตรายมาก ดังนั้นงานวิจัยชิ้นนี้จึงได้จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อแยกกระแสจราจรของรถจักรยานยนต์ออกจากพาหนะอื่นๆ พร้อมๆ ไปกับการใช้มาตรการที่ครอบคลุมทั้งในด้านยานพาหนะ ผู้ขับขี่ และถนน ซึ่งสรุปเป็นมาตรการต่างๆ ดังนี้
มาตรการด้านยานพาหนะ เพิ่มอุปกรณ์ความปลอดภัยให้เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน สำหรับรถจักรยานยนต์ทุกรุ่น เช่น การแถมหมวกกันน็อกและเสื้อหนังที่ได้มาตรฐาน หรือการติดตั้ง ระบบเบรก ABS และการเผยแพร่ความรู้เบื้องต้นในการตรวจเช็คสภาพรถแก่ผู้ขับขี่
มาตรการด้านผู้ขับขี่ ได้แก่ การพัฒนาระบบการสอบใบขับขี่ให้ทันสมัยมากขึ้น เพื่อให้ผู้ขับขี่ได้ทดสอบการรับมือกับสถานการณ์ที่เสี่ยงอันตราย, การให้ใบอนุญาตขับขี่แบบ Graduated licensing เช่น อาจให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ขับขี่เฉพาะตอนกลางวัน หรือขับขี่รถที่มีขนาดกระบอกสูบต่ำกว่า 100 cc เป็นต้น, การรณรงค์ความปลอดภัยในการขับขี่ของนักเรียน, การให้แรงจูงใจในการเข้ารับการอบรมการขับขี่ปลอดภัย เช่น การลดเบี้ย พ.ร.บ. การลดค่าต่อทะเบียนรถ หรือการให้ศูนย์ฝึกอบรมที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน สามารถจัดสอบใบอนุญาตขับขี่ได้, การมีส่วนร่วมของภาคเอกชน ไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรถจักรยานยนต์หรือชิ้นส่วนในการพัฒนาความสามารถในการขับขี่, การจัดตั้งองค์กร หรือมูลนิธิเพื่อการพัฒนาความปลอดภัยของการเดินทาง หรือการรณรงค์ โครงการ เมาไม่ขับ และมีมาตรการอย่างต่อเนื่อง
มาตรการด้านถนน เช่น การสร้างช่องทางสำหรับรถจักรยานยนต์ เช่น ในไต้หวันทำในเขตกลางเมือง และมาเลเซียสร้างในเขตทางด่วน ในกรณีของประเทศไทยนั้นน่าจะพิจารณาทำเป็นโครงการนำร่องในจังหวัดสมุทรปราการ เนื่องจากเป็นพื้นที่ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมจำนวนมาก ทำให้มีปริมาณจราจรของรถจักรยานยนต์มาก และยังมีการปะปนของรถบรรทุกสูงด้วย นอกจากนี้ยังอาจพิจารณาการจัดช่องทางรถจักรยานยนต์บนถนนสายรอง ซึ่งมีปริมาณจราจรของรถจักรยานยนต์และการเกิดอุบัติเหตุสูงกว่าถนนสายหลัก เช่น ถนนเทพารักษ์ หรือถนนกิ่งแก้ว เป็นโครงการนำร่องด้วย
นอกจากนี้ งานวิจัยชิ้นนี้ ผู้วิจัยยังได้จัดทำข้อเสนอเป็น มาตรการการจัดการรถจักรยานยนต์ในระยะเร่งด่วน ได้แก่
1. การกำหนดช่องทางเดินรถจักรยานยนต์ ซึ่งการประยุกต์ใช้มาตรการการกำหนดช่องทางรถจักรยานยนต์นั้น ผู้วิจัยเสนอว่า ในขั้นแรกควรมีการสำรวจและคัดเลือกพื้นที่ศึกษาที่เหมาะสม ซึ่งอาจพิจารณาใน 3 ประเด็นคือ ลักษณะทางกายภาพ ปริมาณจราจร และสถิติอุบัติเหตุของพื้นที่ เมื่อได้พื้นที่ที่เหมาะสมแล้ว จึงทำการประชาคมโครงการเพื่อระดมความคิดเห็นของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องให้มั่นใจว่ารูปแบบของโครงการจะตอบสนองความต้องการใช้งานของประชาชนอย่างแท้จริง
เมื่อได้กำหนดรูปแบบของโครงการแล้ว ทางหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ก็จะทำการออกแบบและก่อสร้างช่องทางเดินรถจักรยานยนต์ และทำการประชาสัมพันธ์โครงการเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในพื้นที่ จากนั้นจึงมอบหมายให้หน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการบังคับใช้กฎหมายกวดขันวินัยจราจรต่อไป
2. การออกใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์แบบแบ่งขั้น (Graduated Licensing) ตามกฎหมายของประเทศไทย ผู้มีอายุไม่ต่ำกว่า 15 ปีบริบูรณ์สามารถขอรับใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์ได้ โดยรถจักรยานยนต์จะต้องมีขนาดกระบอกสูบไม่เกิน 110 cc อย่างไรก็ตาม จากการวิจัยในสหรัฐอเมริกาและยุโรปพบว่า ผู้ขับขี่ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี มีอัตราการเกิดอุบัติเหตุและเสียชีวิตสูงมากกว่าผู้ขับขี่ที่มีอายุระหว่าง 25-64 ปีถึง 4 เท่าตัว ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเพิ่มมาตรการควบคุมพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ขับขี่เหล่านี้ โดยในต่างประเทศได้กำหนดมาตรการการจำกัดการขับขี่ของผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อยใน 2 ลักษณะคือ
การควบคุมเชิงเวลา โดยการจำกัดช่วงเวลาที่อนุญาตให้ผู้ขับขี่ที่ได้ใบอนุญาตขับขี่ในช่วง 1 ปีแรกได้เฉพาะช่วงเวลา 6:00-21:00 เท่านั้น หากมีความจำเป็นต้องขับขี่นอกช่วงเวลาดังกล่าว ผู้ขับขี่จะต้องมีผู้ปกครองควบคุมมาด้วยเท่านั้น
การควบคุมความเร็ว โดยการกำหนดจำกัดความเร็วในการขับขี่ของผู้ขับขี่ที่มีอายุน้อย ซึ่งความเร็วที่อนุญาตให้ขับขี่จะต่ำกว่าความเร็วที่อนุญาตผู้ขับขี่ที่มีใบอนุญาตแบบเต็มขั้น ซึ่งมาตรการดังกล่าวจะเป็นการช่วยลดความเสี่ยงของผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ที่มีอายุน้อย ซึ่งยังมีประสบการณ์ในการขับขี่น้อย และมักจะมีพฤติกรรมเสี่ยง ซึ่งผลการศึกษาประสิทธิผลของมาตรการนี้ในสหรัฐอเมริกาพบว่าสามารถลดจำนวนอุบัติเหตุที่เกิดกับผู้ขับขี่วัยรุ่นได้ถึงร้อยละ 25
3. การส่งเสริมการอบรมขับขี่ปลอดภัย ในปัจจุบันการขอใบอนุญาตขับขี่รถจักรยานยนต์นั้น ผู้ขับขี่จะต้องผ่านการทดสอบภาคทฤษฎีและปฏิบัติของกรมการขนส่งทางบก อย่างไรก็ตามการขับขี่ในสนามสอบของกรมฯนั้นเป็นเพียงการทดสอบความสามารถในการขับขี่ขั้นพื้นฐาน ซึ่งยังไม่เพียงพอที่จะรับประกันความสามารถในการป้องกันอุบัติเหตุที่จะเกิดจากสถานการณ์เฉพาะหน้าได้ ในต่างประเทศจึงได้มีการนำเอาเทคโนโลยีเครื่องจำลองสภาพการขับขี่ (Riding Simulator) มาใช้เพื่อช่วยเสริมสร้างความสามารถในการรับมือกับสถานการณ์เสี่ยงอันตรายแก่ผู้ขับขี่ ทั้งนี้การอบรมในส่วนนี้อาจเป็นไปตามความสมัครใจของผู้ขับขี่ แต่ภาครัฐก็สามารถใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์เพื่อจูงใจให้ผู้ขับขี่เข้ารับการอบรม เช่น การลดเบี้ยประกัน หรือ พ.ร.บ. ให้แก่ผู้ขับขี่ที่ผ่านการอบรมดังกล่าว เป็นต้น

เรียบเรียงจาก : รายงาน “การศึกษาประสบการณ์ต่างประเทศในการจัดการการเดินทางด้วยรถจักรยานยนต์ และสังเคราะห์ข้อเสนอเชิงนโยบาย และมาตรการในการลดอุบัติเหตุรถจักรยานยนต์สำหรับประเทศไทย” จัดทำโดย ผศ.ดร.เทอดศักดิ์ รองวิริยะพานิชสนับสนุนโดย มูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ และสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ

ที่มา : ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *