ข้อคิดจากประวัติศาสตร์ ว่าด้วยธุรกิจแบบโมโนโปลี

ข้อคิดจากประวัติศาสตร์ ว่าด้วยธุรกิจแบบโมโนโปลี
คอลัมน์ ดุลยภาพ ดุลยพินิจ โดย นวพร เรืองสกุล มติชนรายวัน วันที่ 07 กรกฎาคม พ.ศ. 2547 ปีที่ 27 ฉบับที่ 9615
ต้นปี 2544 ประเทศไทยอยู่ระหว่างช่วงต่อของสองนายกรัฐมนตรี คนหนึ่งยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ แต่ว่าอีกคนหนึ่งก็พร้อมเป็น เพราะได้รับเลือกตั้งเข้ามาแล้ว รอเพียงการปฏิบัติตามขั้นตอนต่างๆ ของกฎหมาย
ผู้เขียนบังเอิญไปประชุมโต๊ะกลมช่วงฤดูหนาวในมลรัฐแคลิฟอร์เนียร่วมกับนักลงทุนสถาบันต่างๆ ของสหรัฐ(ฝั่งแปซิฟิก) และมีผู้จัดการกองทุนรวมทั้งผู้อยู่ในธุรกิจของตลาดทุนมาร่วมประชุมอยู่ไม่น้อย
ในช่วงการสัมมนาตอนหนึ่ง ฝรั่งผู้ชำนาญการเกี่ยวกับประเทศไทยเป็นผู้ร่วมอภิปราย เขาได้กล่าวว่า การเมืองของประเทศไทยมีปัญหา เขากล่าวถึงปัญหาคอร์รัปชั่น ซึ่งผู้เขียนไม่อาจนำมาเขียนถ่ายทอดต่อได้ เพราะเฉียดฉิวกับการหมิ่นประมาท ผู้ที่คาดว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรียังร่ำรวยมหาศาลจากธุรกิจสัมปทาน และการเลือกตั้งมีการซื้อขายเสียงกัน
ผู้ร่วมอภิปรายที่เป็นคนไทยทักท้วงแล้วส่งเรื่องมาให้ผู้เขียนที่ร่วมฟังอยู่เป็นผู้ตอบ
ในโอกาสนั้น เป็นเวลาที่ต้องชี้แจงเพื่อประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของผู้นำรัฐบาลคนใดในวันนั้นผู้เขียนชี้แจงว่า เรื่องนี้ขอตอบเป็นสามประเด็น
ประเด็นแรก ใครจะคอร์รัปชั่นหรือไม่ ไม่ใช่เรื่องที่เราท่านแต่ละคนจะชี้นิ้วกล่าวหากันได้ หลักกฎหมายถือว่าคนเราทุกคนยังไม่ผิด เพราะศาลยังไม่ได้พิจารณา ยังไม่ได้ตัดสิน และผู้อภิปรายก็ไม่ได้รับการคุ้มครองด้วยสิทธิการอภิปรายในสภา ควรระมัดระวังไม่ให้เป็นการกล่าวหาลอยๆ
ประเด็นที่สอง ความรวยเสียหายด้วยหรือ และธุรกิจสัมปทานเสียหายอะไร ทำยังกับว่าในสหรัฐอเมริกาไม่มีธุรกิจขนาดใหญ่ และนักธุรกิจร่ำรวยล้นฟ้า
ดูกันเฉพาะในเมืองไทย ในเวลานี้เรามีสังคมสามยุคซ้อนกันอยู่ คนส่วนมากของเรายังอยู่ในสังคมเกษตร คนอีกส่วนหนึ่งก้าวไปอยู่ในยุคอุตสาหกรรมแล้ว และยังมียุคเทคโนโลยีแบบใหม่เริ่มเกิดซ้อนเข้ามาอีก
ในประวัติศาสตร์ชาติอเมริกัน ก็คงจำกันได้ว่า ยุคอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ เป็นยุคที่ใครมีประสิทธิภาพ มีเทคโนโลยี หรือมีส่วนได้เปรียบทางหนึ่งทางใดจะกลายเป็นผู้ครองตลาดเกือบจะสิ้นเชิง ให้นึกถึงเรื่องราวของผู้คนที่ได้ฉายาว่า Robber Barons ธุรกิจช่วงปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 ของประเทศสหรัฐอเมริกา ขนาดว่าประเทศกว้างใหญ่เพียงนั้น และสมัยนั้นการสื่อสารคมนาคมยังไม่สะดวกก็ยังมีโมโนโปลีได้ นับประสาอะไรกับประเทศไทยที่ขนาดเท่ามลรัฐใหญ่ๆ สักรัฐเดียวกระมัง จะให้กิจการโทรคมนาคมแข่งกันได้กี่ราย รายเดียวก็ยังเล็กกระจิ๋ว และอาจจะไม่ได้ประโยชน์เต็มที่จากขนาดเงินลงทุน เมื่อเทียบกับบริษัทนานาชาติอื่นๆ
สรุปก็คือ อย่ากล่าวหากันเรื่องสัมปทานไปเลย(ใครได้สัมปทานก็รวยทั้งนั้น) ดูกันดีกว่าว่าได้สัมปทานมาจากการเป็นนายกรัฐมนตรีหรือมีตำแหน่งทางการเมืองโดยตรงหรือโดยอ้อมหรือเปล่า
ประเด็นที่สามว่าด้วยเรื่องซื้อเสียงขายเสียง เท่าที่เคยอ่านๆ ดู ที่ไหนๆ ก็มีทั้งนั้น เพียงแต่ว่าเปิดเผย ซุ่มซ่าม หรือว่าแนบเนียน กลมกลืนจนมองไม่ออก
เรื่องนี้ผู้เขียนได้พูดรายละเอียดด้วย แต่จะยาวเกินบทความนี้ไป จึงขอยกไว้ไม่กล่าวถึง
เรื่องมหาเศรษฐีอเมริกันสมัยปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 เป็นยุคที่ผู้เขียนสนใจมาก และเรื่องนี้อยู่ในใจเสมอมา และพยายามนึกว่าประเทศของเราจะหาทางออกอย่างไร ให้มีธุรกิจขนาดใหญ่ที่แข่งกับชาวโลก และในขณะเดียวกันก็ไม่ใหญ่คับฟ้าจนรังแกผู้บริโภคคนไทยที่ไม่มีทางเลือก
เรามาดูความเป็นมาของเศรษฐีที่เกิดขึ้นมาจากอุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ของในสหรัฐอเมริกา ในศตวรรษที่ 19 กันก่อนพอสังเขป
ในที่นี้จะขอยกเรื่องของบุคคลสองคนมาเป็นตัวอย่าง
จอห์น ดี ร้อกกี้เฟลเลอร์ 1839 (2382)-1937 (2480)
จากเสมียนคนหนึ่งในนิวยอร์ก จอห์น ดี ร้อกกี้เฟลเลอร์ ย้ายไปอยู่คลีฟแลนด์ มลรัฐโอโฮโอ และตั้งบริษัท สแตนดาร์ด ออยล์ ออฟ โอไฮโอ ในปี 1870 (2413)
การทำงานอย่างประหยัดได้ประสิทธิภาพ และการขยายกิจการโดยการควบรวมกับผู้อื่นและการสร้างข้อตกลงต่างๆ กับคู่แข่งที่เก่งพอๆ กัน และบทขยี้คู่แข่งที่อ่อนแอกว่าอย่างไม่ปรานีต่อรองสุดความสามารถกับบริษัทที่เป็นคู่กัน เช่น บริษัทรถไฟ
บริษัทมีกำไรจำนวนมาก และสะสมเงินทุนไว้ได้มาก กิจการก็ยิ่งขยายออกไป ในไม่ช้าบริษัทก็เป็นผู้คุมท่อส่งน้ำมันที่กลั่นแล้ว จนสามารถคุมธุรกิจน้ำมันในสหรัฐไว้ในกำมือได้ สถานะของบริษัท สแตนดาร์ด ออยล์ ออฟ โอไฮโอ ใกล้กับการเป็นผู้ขายรายเดียว(โมโนโปลี)ตลาด
ปี 1882 (2425) จอห์น ดี ร้อกกี้เฟลเลอร์ รวมกิจการทั้งหมดเข้าเป็น สแตนดาร์ด ออยล์ ทรัสต์ พอศาลสั่งให้ปิดทรัสต์ ก็ตั้ง สแตนดาร์ด ออยล์ ออฟ นิวเจอร์ซี ขึ้นมาเป็นบริษัทโฮลดิ้งแทน จนศาลต้องสั่งปิดบริษัทโฮลดิ้งอีกในปี 1911 (2454) ระหว่างเวลาที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ จอห์น ดี ร้อกกี้เฟลเลอร์ เป็นผู้กุมอำนาจการตัดสินใจของกิจการ และเป็นเจ้าพ่อธุรกิจน้ำมันแต่เพียงลำพังผู้เดียวและร่ำรวยมหาศาล
นอกจากธุรกิจน้ำมัน กิจการยังแผ่ขยายครอบคลุมไปอีกหลายธุรกิจ เช่น เป็นกรรมการในบริษัท ยู เอส สตีล ที่ตั้งเมื่อปี 1901 (2444) เป็นเจ้าของกิจกรรมไฟบางสาย และมีธนาคารพาณิชย์ด้วย ความยิ่งใหญ่ทางด้านการเงินของร้อกกี้เฟลเลอร์ เป็นรองก็แต่เจ พี มอร์แกน เท่านั้น
นี่คือชีวิตในซีกของความเป็นนักธุรกิจผู้ไม่เคยยอมใคร เป็นผู้สมัครและกุมอำนาจทางธุรกิจ ที่นำความมั่งคั่งมาสู่ตนอย่างล้นเหลือ
ชีวิตอีกซีกหนึ่งคือความเป็นนักทำบุญ จอห์น ดี ร้อกกี้เฟลเลอร์ เป็นคริสเตียนที่ไปวัด(โบสถ์)สม่ำเสมอ บริจาคเงินให้กับองค์กรคริสเตียน(YMCA) จำนวนมาก และยังมีองค์กรสาธารณกุศลอื่นๆ อีกที่ได้รับเงินบริจาคของเขา มรดกที่เขามอบให้ต่อสังคมทางด้านการอุดมศึกษาก็คือ มหาวิทยาลัยแห่งชิคาโก ซึ่งตั้งขึ้นเมื่อปี 1892 (2435)
พ่อลูกจากสกุล มอร์แกน
จูเนียส สเปนเซอร์ มอร์แกน 1813 (2356)-1890 (2433)
เขาเป็นวาณิชธนากรผู้ยิ่งใหญ่ จากเสมียนขายของในมหานครนิวยอร์ก เขาเข้าทำงานที่บริษัทหลักทรัพย์แห่งหนึ่ง จนถึงปี 1854 (2397) ย้ายไปอยู่ลอนดอน ตั้งกิจการขึ้นโดยมีหุ้นส่วน แต่สิบปีต่อมา เจ เอส มอร์แกน ก็เป็นผู้คุมกิจการทั้งหมด เป็นผู้บริหารเงินลงทุนของสหราชอาณาจักร(อังกฤษ)ในสหรัฐอเมริกา
ผลงานที่ลือชื่อเรื่องหนึ่งในสมัยนั้นคือการจัดหาเงินกู้แบบซินดิเคทจากผู้ให้กู้หลายๆ ราย ให้รัฐบาลฝรั่งเศส
จอห์น เปียร์ปองต์ มอร์แกน 1837 (2380)-1913 (2456)
เจ พี มอร์แกน เป็นนักธุรกิจร่วมยุคกับจอห์น ดี ร้อกกี้ เฟลเลอร์ เขาคือผู้สร้างธุรกิจครอบครัวจนเป็นอาณาจักรอุตสาหกรรมและการเงินยักษ์ใหญ่ของสหรัฐอเมริกา เจ พี มอร์แกน เรียนหนังสือมาจากต่างประเทศ และกลับมาพำนักที่มหานครนิวยอร์กในปี 1857 (2400) อีกสามปีต่อมาเขาก็เป็นเอเยนต์ประจำนิวยอร์กให้กับบริษัทของบิดา เมื่อบิดาถึงแก่กรรมก็รับช่วงดูแลธุรกิจทั้งหมดต่อมา
ในปี 1901 (2444) บริษัททำธุรกิจการเงินของเขาในลอนดอนในเวลานั้นคือ บริษัท มอร์แกน เกรนเฟล จำกัด เจ พี มอร์แกน ต่อสู้ในสมรภูมิการเงินอย่างดุเดือด และใช้เครื่องมือทางการเงินแผ่เข้าไปยึดธุรกิจอื่นๆ เช่น ยึดอำนาจใน บริษัทรถไฟสายอัลบานี และซัสเกอฮานนา(ในมลรัฐนิวยอร์ก) มาจากเจย์ กูลด์ และจิม ฟิสก์ จัดระบบการหาเงินทุนเสียใหม่จนสามารถที่ทลายปราการผลประโยชน์ที่ผู้ประกอบการรายเดิมเคยได้เงินอุดหนุนของรัฐบาล มาเป็นข้อได้เปรียบเหนือคู่แข่ง เขาเป็นเจ้าของกิจการรถไฟหลายสาย และสร้างอาณาจักรการเดินรถไฟของเขาด้วยการปรับรื้อโครงสร้าง และรวมกิจการทั่วสหรัฐอเมริกา
ในด้านอุตสาหกรรมในปี 1901 (2444) เขาจัดตั้งบริษัท ยู เอส สตีล เป็นบริษัทพันล้านเหรียญแห่งแรกของโลก เขาเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินแก่อุตสาหกรรมการผลิตและเหมืองแร่ เป็นผู้ครองตลาดด้านกิจการธนาคาร บริษัทประกันภัย สายเดินเรือ และระบบสื่อสาร
กิจกรรมทางการเงินของมอร์แกนพ่อลูก มีส่วนดึงเงินลงทุนจากอังกฤษและยุโรปมาสู่สหรัฐอเมริกาอย่างมหาศาล ในยุคที่สหรัฐอเมริกากำลังเริ่มพัฒนาประเทศ และต้องการเงินลงทุนจากต่างประเทศมาเพื่อสร้างทุนทางกายภาพขึ้นมาในประเทศ
เจ พี มอร์แกน ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างมากเรื่องขายปืนล้าสมัยจำนวนหนึ่งให้กับกองทัพและเก็งกำไรค่าของทองคำ ในระหว่างที่รัฐบาลกำลังทำสงครามกลางเมืองระหว่างฝ่ายเหนือกับฝ่ายใต้ ตั้งเงื่อนไขสุดโหดในการให้กู้ทองคำกับรัฐบาลในช่วงวิกฤตการณ์ปี 1895 (2438) ในการเป็นผู้กุมตลาดการเงินในช่วงแตกตื่นปี 1907 (2450) และทำให้บริษัทรถไฟสาย นิวยอร์ก นิวฮาเว่น และฮาร์ทฟอร์ด(ปริมณฑลของมหานครนิวยอร์ก)ประสบปัญหา แต่เขาก็ยังทำธุรกิจต่อไปโดยไม่ใส่ใจกับคำวิจารณ์ทั้งหลายทั้งปวง
ในปี 1912 (2455) เขาปรากฏตัวต่อสาธารณะเพื่อชี้แจงและอธิบายต่อคณะกรรมาธิการในรัฐสภา ซึ่งสอบสวนกรณีทรัสต์ทางการเงิน ที่ตั้งใจจะเล่นงานเขาเป็นการเฉพาะ
นี่คือชีวิตในซีกธุรกิจของเขา ที่ให้เงินเป็นเครื่องมือเพื่อขยายกิจการ โดยยึดหลักใครดีใครอยู่
ในซีกชีวิตอีกด้านหนึ่งของเขา เขาเป็นนักกีฬา เรือยอชต์ของเขาเคยเข้าแข่งระดับนานาชาติหลายครั้ง เขาเป็นผู้นำฝ่ายฆราวาสในคริสต์ศาสนานิกายที่เขานับถือ บริจาคเงินให้กับองค์กรการกุศลมากมาย เป็นนักสะสมภาพ เป็นประธานของพิพิธภัณฑ์ศิลปะของมหานคร(Metropolitan Museum)
เมื่อเขาถึงแก่กรรม พิพิธภัณฑ์นี้ได้รับภาพเป็นจำนวนมาก ซึ่งตั้งแสดงอยู่ในปีกที่ชื่อว่า ปีกเปียร์ปองต์ มอร์แกน
นี่เป็นประวัติของนักธุรกิจมหาเศรษฐีของคนของสหรัฐอเมริกาในยุคที่ธุรกิจครองประเทศที่คัดลอกและย่อมาเล่าสู่กันฟัง
ชีวิตสองด้านของเหล่านักธุรกิจเหล่านี้น่าสนใจ แต่ที่ผู้เขียนมักจะถามตนเองก็คือ รัฐมีวิธีจัดการอย่างไร ที่จะดูแลให้ธุรกิจขนาดใหญ่เหล่านี้ตั้งราคา และให้บริการอย่างเป็นธรรมต่อผู้บริโภค และแก้ปัญหาเรื่องการกระจายรายได้อย่างไร เมื่อธุรกิจขนาดเล็กขนาดกลางประสบปัญหา ถ้าแข่งไม่ได้จนล้มหายไป ก็ถูกซื้อกิจการไปเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทยักษ์ใหญ่ ถ้าปล่อยไว้นานๆ เข้าเหตุการณ์จะเป็นไรแน่ อะไรในระบบของสหรัฐอเมริกาที่ทำให้เหตุการณ์เช่นนั้นไม่เกิดขึ้น
ส่วนหนึ่งของปัญหาคงจะได้รับการแก้ไขจากทางด้านกระบวนการนิติบัญญัติและตุลาการ ดังที่เป็นกรณีที่เสนอให้ศาลตัดสิน หรือการออกกฎหมายต่างๆ เพราะนักธุรกิจเหล่านี้ไม่ได้เล่นการเมือง ไม่ได้เข้าควบคุมหรือครอบครองอำนาจบริหารประเทศโดยตรง แต่ว่ากระบวนการแก้ไขก็ต้องใช้เวลา และบุคคลเหล่านี้ก็ได้สะสมความมั่งคั่งอย่ามหาศาลไปแล้วด้วยความสามารถในการบริหารจัดการธุรกิจของตน
แล้วยังมีการเคลื่อนไหวทางสังคมเพื่อต่อสู้กับความไม่เป็นธรรมหลายๆ ประการที่เกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกาในช่วงต้นของคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งเป็นเรื่องที่น่าสนใจอีกเรื่องหนึ่ง
อีกประการหนึ่ง ก็มีข้อสังเกตว่า มหาเศรษฐีเหล่านี้สนับสนุนการศึกษา และการให้การศึกษากับประชาชนอย่างดีและทั่วถึงอยู่ในปรัชญาการบริหารปกครองสหรัฐอเมริกาเสมอมา
หันกลับมามองประเทศไทยบ้าง เราคงต้องคิดกันให้หนักๆ ว่าเรากำลังจะไปทางไหนแน่ และจุดที่จะสร้างความพอดี และความอยู่ได้ในสังคมไทยนั้น อยู่ตรงไหน
หน้า 6

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *