ก้าวข้ามสังคมองคุลิมาล

ปุจฉา
ก้าวข้ามสังคมองคุลิมาล

วิสัชนา
ก้าวข้ามสังคมองคุลิมาล

เอ่ยชื่อ “องคุลิมาล” ชาวพุทธทุกคนคงรู้จัก เพราะท่านเป็นคนดังหรือเซเลบแถวหน้าในสมัยพุทธกาล เดิมนั้น องคุลิมาลชื่อ “อหิงสกะ” แต่พอออกจากบ้านไปเรียนหนังสือที่มหาวิทยาลัยตักสิลา ถูกครู “วางยา” ให้ไปล่านิ้วมือคน จึงได้ชื่อใหม่เป็น “องคุลิมาล” แปลว่า “ผู้มีนิ้วมือเป็นพวงมาลัย”
เรื่องของเรื่องมีอยู่ว่า อหิงสกะเป็นนักเรียนประเภทเกียรตินิยมเหรียญทอง เรียนอะไรก็ได้ที่หนึ่ง เพื่อนๆ จึง “ริษยา” อาการสืบเนื่องของโรคริษยาก็คือ “เห็นคนอื่นได้ดีแล้วทนอยู่ไม่ได้” เมื่อทนอยู่ไม่ได้ก็ต้องหาทาง “ทำลาย” บรรดาศิษย์ร่วมสำนักที่ป่วยด้วยโรคริษยา หาทุกวิถีทางมาทำลายอหิงสกะ แต่ไม่เป็นผล ในที่สุดจึงใช้หมัดเด็ด แบ่งกันเป็นคณะทยอยเข้าพบอาจารย์ใหญ่ ใส่ไฟว่า อหิงสกะแอบ “ตีท้ายครัว” อาจารย์ พออาจารย์ถูกเป่าบ่อยๆ ในที่สุดก็ปลิวตามคำเขาว่า จึงคิดยุทธศาสตร์ขึ้นมาว่า จะฆ่าอหิงสกะเอง ก็คงไม่สง่างาม จึงออกอุบายให้อหิงสกะไปตัดนิ้วมือคนให้ได้พันนิ้ว เพื่อนำมาเป็นเครื่องบูชาครูสำหรับวิชาขั้นสุดท้าย ถ้าอหิงสกะทำได้ก็เป็นอันสำเร็จการศึกษา อหิงสกะอิดออด ไม่อยากทำ อาจารย์ก็เป่าว่า ถ้าไม่ทำ ก็เลิกหวังว่าจะสำเร็จการศึกษา อหิงสกะอยากเรียนจบเสียเต็มประดา มองไม่เห็นว่า ถ้าไม่ทำตามที่อาจารย์บอก ก็คงได้แก่ตายคามหาวิทยาลัยแน่ จึงตัดสินใจเข้าป่าไป เจอคนที่ไหน ก็ฆ่าที่นั่น ฆ่าแล้วก็ตัดเอานิ้วมือมาร้อยเป็นพวงมาลัย เมื่อแรกฆ่าคน ก็ปอดๆ ใจคอไม่สบาย แต่พอฆ่าไปเรื่อยๆ ก็เห็นเป็นเรื่องธรรมดา ฆ่าไปฆ่ามารวบรวมนิ้วได้ ๙๙๙ นิ้ว เหลือนิ้วสุดท้าย จึงตั้งใจรอเหยื่อรายนี้ด้วยใจจดจ่อ เช้าวันนั้นเอง เหยื่อรายสุดท้ายหาใช่ใครอื่นไม่ หากแต่เป็นแม่ของตัวเอง ที่ออกตามหาลูกชาย หมายจะส่งข่าวว่า หากลูกชายไม่เลิกพฤติกรรมเป็นมหาโจร หน่วยเฉพาะกิจของพระเจ้าปเสนทิโกศล จะยาตราทัพมาจัดการขั้นเด็ดขาดในเร็ววันนี้ แต่ทันทีที่แม่โผล่เข้าสู่วิถีทางของตนเอง องคุลิมาลก็ถูกความโลภบังตา ดีใจเสียนักหนา มองเห็นแต่ “มือ” ของแม่แกว่งอยู่ไหวๆ ทว่าไม่เห็นแม่ทั้งคนที่กำลังเดินมาด้วยความห่วงลูกสุดใจ องคิลุมาลวิ่งไปพร้อมเงื้อดาบขึ้นสุดแขน แต่ก่อนที่จะลงดาบนั่นเอง พระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เสด็จมาขวางทางไว้เสียก่อน ทรงตรัสเตือนให้องคุลิมาลได้สติ จนยอมทิ้งดาบ หันหน้าเข้ามาบวชเป็นพระ ปฏิบัติธรรมไปสักพักใหญ่ก็ได้เป็นพระอรหันต์ ก่อเกิดตำนานโจรกลับใจให้คนทั้งหลายได้ยึดเป็นเยี่ยงอย่างมาจนทุกวันนี้
ชีวิตขององคุลิมาล มีบทเรียนหลายเรื่องที่น่าจะนำมา “อ่าน” ความเป็นไปของสังคมไทยในวันนี้ เช่น
(๑) คนเก่ง ทุกยุคทุกสมัย มักถูกริษยา และเพราะความริษยานี่เอง คนเก่งจึงถูกทำหมันเสียผู้เสียคนไปมากต่อมาก หลวงวิจิตรวาทการ คงจะเข้าใจสัจธรรมข้อนี้ดีจึงเขียนเตือนเอาไว้ว่า
“อันที่จริงคนเขาใคร่ให้เราดี
แต่พอเด่นขึ้นทุกทีเขาหมั่นใส้
จงทำดีแต่อย่าเด่นจะเป็นภัย
ไม่มีใครอยากเห็นเราเด่นเกิน”
ความริษยา แม้เป็นธรรมดาของปุถุชน แต่ก็เป็นธรรมดาเฉพาะปุถุชนที่ยังด้อยการศึกษาเท่านั้น สำหรับคนมีการศึกษา มีปัญญาที่แท้แล้ว เมื่อเห็นคนเก่งจริง ดีจริง แทนที่จะริษยา เขาจะลุกขึ้นมาช่วยกันส่งเสริม อุ้มชู ให้ได้พัฒนาศักยภาพอย่างเต็มที่ จนกลายเป็นคนดีคนเด่นที่สำคัญของประเทศชาติบ้านเมือง ในวัฒนธรรมตะวันตกส่วนใหญ่ที่กลายเป็นประเทศพัฒนาแล้ว หากเห็นคนเก่ง เขาจะช่วยกัน “ดัน” แต่ในสังคมไทยของเราเอง หากเห็นคนเก่ง เรากลับมีแนวโน้มที่จะช่วยกัน “ดึง” มากกว่า กล่าวอีกนัยหนึ่งว่า ในตะวันตกเขาจะมีท่าทีต่อคนเก่งในลักษณะ “ดี เด่น ดัน” แต่ในเมืองไทยนั้นเรามักจะมีท่าทีแบบ “ดี เด่น ดึง” สังคมไทยจึงใช้คนดีเปลืองเป็นอันมาก โดยเฉพาะคนดีระดับผู้นำประเทศ ใครขึ้นมาเป็นผู้นำประเทศ มักถูกดึงเสียจนไม่เป็นอันทำงาน ดึงธรรมดาถ้าไม่ลง ก็หาทาง “ดับ” จนเสียผู้เสียคน บางรายก็ถึงกับระหกกระเหินไปเสียชีวิตในต่างแดนอย่างน่าสมเพช
“ความริษยา” เป็นโรคติดต่อร้ายแรงอย่างหนึ่งของสังคมไทย ที่เราน่าจะช่วยกันหาวิถีถ่ายถอนออกไปให้ได้ คนเก่ง คนดี จะได้ไม่ป่วยด้วยโรคสมองไหล ย้ายไปอยู่อเมริกาหรือยุโรปกันเสียหมด
(๒) ความริษยานั้น มีอาการข้างเคียงก็คือ ทำให้ “รวมกันไม่ติด” หรือ “แตกสามัคคี” ริษยากันมากๆ ก็แตกสามัคคีใหญ่หลวง ถึงขนาดปล่อยให้บ้านเมืองแตกกระจายเป็นผงคลีธุลีดินเหมือนในสมัยกรุงศรีอยุธยาก็เคยมีบทเรียนให้เห็นมาแล้ว ในเมืองไทย มากมายไปด้วยคนเก่ง คนดี แต่เพราะเราไม่สามารถขยายขนาดของหัวใจให้ยอมรับคนเก่ง คนดี ด้วยจิตโมทนาสาธุการเหมือนดอกบัวโมทนาต่อแสงอาทิตย์ด้วยการแย้มบานอย่างบริสุทธิ์ใจ ด้วยเหตุนั้น เราจึงปล่อยให้คนเก่ง คนดี ในแต่ละวงการว้าเหว่ เดียวดาย ลุยทำงานไปคนเดียว หรือแบกภาระแทบทุกอย่างเหมือนเป็นซูเปอร์แมน กระทั่งในที่สุดทนแบกไม่ไหว ก็ลาออกจากวงการไปทำอะไรที่เป็นเรื่องส่วนตัว หันหลังให้สังคมหรือประเทศชาติบ้านเมืองอย่างสิ้นเชิง เมื่อคนเก่ง คนดี ตัวจริง ถอยหลังลาวงการไป คนสุกๆ ดิบๆ กระดำกระด่าง ไร้ยางอาย ใจกล้าหน้าทน ช่างสอพลอ รอประจบ คบคนเลว ก็ขึ้นมากุมอำนาจรัฐ หรืออำนาจขององค์กรต่างๆ ในระดับผู้บริหาร แต่เป็นเพราะมีแต่ “ความอยาก” หากแต่ขาด “ความรู้ความสามารถ” ก็นำไปได้ไม่ตลอด ยิ่งบริหาร ก็ยิ่งทำให้กิจการของรัฐ ขององค์กรยุ่งเหยิงวุ่นวาย ตกต่ำ ขาดทุน เสียหาย เหมือนรัฐวิสาหกิจใหญ่ๆ บางแห่งในเมืองไทยเวลานี้ที่ทำอย่างไรก็ขาดทุนซ้ำแล้วซ้ำเล่า
(๓) อาจารย์ขององคุลิมาลนั้น โดยสถานภาพต้องเป็น “กัลยาณมิตร” แต่เพราะได้ข้อมูลที่ผิดจากศิษย์ประเภทลูกขุนพลอยพยัก จากกัลยาณมิตร (เพื่อนแท้ทางจิตวิญญาณ) เลยกลายเป็น “ปาปมิตร” (เพื่อนเลว) จึงคิดทำลายศิษย์ด้วยความเขลา โดยหารู้ไม่ว่า ศิษย์อย่างองคุลิมาลนั้นเป็นบุคคลประเภท “มหาบุรุษ” คนหนึ่ง พออาจารย์อ่านลูกศิษย์ไม่ทะลุ ก็เลยยุให้ลูกศิษย์ไปตาย ในแวดวงการศึกษาไทยก็เช่นกัน ครูบาอาจารย์จำนวนมาก ได้หลงลืมบทบาทของกัลยาณมิตร ก้าวไปทำหน้าที่ของปาปมิตรทำให้ศิษย์เสียผู้เสียคนไปก็มาก การปฏิรูปการศึกษาจึงไม่คืบหน้า เพราะครูยังไม่รู้ว่า การเป็นครูนั้นต้องเป็นอะไรระหว่างปาปมิตร ที่เห็นลูกศิษย์เป็น “กลุ่มเป้าหมายทางธุรกิจ” กับเป็นกัลยาณมิตร ที่เห็นลูกศิษย์เป็นลูกหลานของตัวเองที่ต้องฟูมฟักรักษา อบรมบ่มเพาะเพื่อให้เติบโตขึ้นมาเป็นทรัพยากรบุคคลที่ทรงคุณค่าที่สุด
(๔) องคุลิมาลโจร เป็นบุคคลประเภท “ประโยชน์นิยม”ที่มองเห็นแต่ “ความต้องการของตัวเองเป็นสำคัญ” กล่าวอีกอย่างหนึ่งว่า เป็นบุคคลประเภท “เห็นแก่ตัว จนไม่เห็นหัวคนอื่น” เพื่อความสมหวังของตัวเองแล้ว จึงยินดีฆ่าใครก็ได้ทั้งนั้นที่ขวางทางปืน ผลก็คือ เขาได้กลายเป็นอาชญากรชื่อกระฉ่อน ที่ใช้อัจฉริยภาพของตัวเองไปในทางทำลายอย่างน่าเศร้าใจเป็นที่สุด ในสังคมไทยของเรา ยังมีคนเก่ง คนเปี่ยมอัจฉริยภาพประเภทนี้อีกเป็นจำนวนมาก ที่ใช้ความเก่งไปในทางเสียหาย วันๆ เฝ้าถามแต่ว่า “ฉันจะได้อะไร” โดยไม่เคยสนใจว่าในขณะที่ตัวเองได้อะไรนั้น ประเทศชาติและประชาชนต้องเสียอะไรไปบ้าง เขาจึงทำทุกอย่างเพื่อให้ตัวเองสมหวัง โดยไม่สนใจว่าจะทำให้ใครผิดหวัง
(๕) แต่ไม่ว่าจะผิดพลาดมาอย่างไรก็ตาม พอได้พบกัลยาณมิตรอย่างพระพุทธเจ้าแล้ว ศักยภาพพื้นฐานขององคุลิมาล คือ การเป็นคนดี (ซึ่งศักยภาพนี้มีอยู่ในเราทุกคน) ก็ถูกรื้อฟื้นขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง และดังนั้น เขาจึงกลับตัวได้ จากอาชญากรใหญ่จึงกลายเป็นพระอริยบุคคลระดับพระอรหันต์ สามารถปล่อยวางความโกรธ เกลียด ชิงชัง การเข่นฆ่าราวี ได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด แม้ภายหลังบวชแล้ว ได้รับการกระทำจากประชาชนที่โกรธแค้นถึงเลือดตกยางออก แต่ท่านก็ปล่อยวาง ยกใจไว้ในฐานะอันสูง จนให้อภัยทุกคนที่มุ่งร้ายหมายขวัญได้อย่างหมดใจ
องคุลิมาล คือ แบบอย่างของคนที่รู้จัก “ถอยหลัง” เพื่อ “ก้าวไปข้างหน้า” ที่ควรสรรเสริญโดยแท้ การถอยหลังเพื่อตั้งต้นใหม่ ไม่ใช่สิ่งที่สายเกินไป และการยอมแพ้แก่คนอื่น แต่ชนะกิเลสในใจตน ก็เป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่เสียยิ่งกว่าการพยายามเอาชนะคนอื่นอย่างไม่มีทางเทียบกันได้
ความริษยา การแตกสามัคคี กัลยาณมิตร ความเห็นแก่ตัว การให้อภัย การถอยหลังเพื่อตั้งต้นใหม่ นับเป็น “ถ้อยคำมหัศจรรย์” ที่เราคนไทย น่าจะได้ให้เวลาหันมาเรียนรู้ร่วมกันให้มาก บางที ด้วยการทำความเข้าใจถ้อยคำเหล่านี้อย่างลึกซึ้ง วิกฤติของประเทศที่ยืดเยื้อเรื้อรัง อาจผ่อนเพลาเบาบางลงไปได้โดยที่ไม่ต้องมีการบาดเจ็บล้มตายเหมือนในอดีตที่ผ่านมา.

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *