การแพทย์ : ‘ศิริราช’ เปิดตัว! หุ่นยนต์ผ่าตัด ตัวที่2

การแพทย์ : ‘ศิริราช’ เปิดตัว! หุ่นยนต์ผ่าตัด ตัวที่2

‘ศิริราช’ เปิดตัวหุ่นยนต์ผ่าตัดตัวที่ 2 มูลค่า 120 ล้านบาท หลังใช้หุ่นยนต์ตัวแรกช่วยรักษาผู้ป่วยสำเร็จกว่า 1,000 ราย แถมเป็น รพ.ที่ใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดช่วยผู้ป่วยมากที่สุดในภูมิภาคอาเซียน พร้อมทั้งขอเวลาฉีดสีดูเส้นเลือดและเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ดูอวัยวะแฝดสยามก่อนผ่าตัดแยกร่าง คาดศุกร์นี้ได้ข้อมูลทั้งหมด

1 ต.ค. 55 ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นประธานงานแถลงข่าว “ศิริราชเปิดตัวหุ่นยนต์ผ่าตัดตัวที่ 2 หลังใช้หุ่นยนต์ตัวแรกสำเร็จกว่า 1,000 ราย” โดยมี ศ.คลินิก นพ.อภิรักษ์ ช่วงสุวนิช รองหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ รศ.นพ.ไชยยงค์ นวลยง หัวหน้าสาขาวิชาระบบทางเดินปัสสาวะ ผศ.นพ.ธัญเดช นิมมานวุฒิพงษ์ หัวหน้าสาขาวิชาศัลยศาสตร์ทั่วไป และ รศ.นพ.กรกฎ ศิริมัย รองหัวหน้าสาขาวิชาการใช้กล้องเพื่อส่องตรวจและรักษาทางนรีเวชวิทยา ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา

ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวว่า เมื่อ 5 ปีก่อน คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลได้นำหุ่นยนต์ผ่าตัดมาผ่าตัดให้คนไข้กว่า 1,000 ราย สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ดังนั้นจึงได้จัดซื้อหุ่นยนต์ผ่าตัดตัวที่ 2 ราคา 120 ล้านบาท มาผ่าตัดให้กับคนไข้ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการรักษาพยาบาลให้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้การผ่าตัดคนไข้นอกจากใช้หุ่นยนต์แล้วยังมีการผ่าตัดด้วยวิธีเปิดแผล และส่องกล้อง โดยจะพิจารณาว่าคนไข้แต่ละคนเหมาะสมใช้วิธีการใด

ศ.คลินิก นพ.อภิรักษ์ ช่วงสุวนิช รองหัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ กล่าวว่า สำหรับ ผู้ป่วยเข้ารับการผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ตัวแรกกว่า 1,000 ราย ประกอบด้วยการผ่าตัดศัลยกรรมระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ มะเร็งต่อมลูกหมาก 860 ราย มะเร็งไต 35 ราย มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ 5 ราย ศัลยกรรมทั่วไป ได้แก่ มะเร็งลำไส้ใหญ่ มะเร็งตับ มะเร็งตับอ่อน หลอดอาหารตีบ โรคกรดไหลย้อน 106 ราย รวมถึงโรคทางด้านนรีเวช ได้แก่ มะเร็งปากมดลูก และมะเร็งเยื่อบุโพรงมดลูก 10 ราย ในปีนี้ภาควิชา ศัลยศาสตร์จึงได้นำหุ่นยนต์ตัวที่ 2 เข้ามาใช้รักษาผู้ป่วยทีนับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นนอกจากนี้ยังใช้ในการศึกษาฝึกสอนแพทย์ให้เกิดทักษะการใช้งานยิ่งขึ้นซึ่งหวังว่าเป้าหมายต่อไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนในการให้บริการทางการแพทย์ก็คือ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลจะเป็นศูนย์กลางการใช้หุ่นยนต์ผ่าตัดในภูมิภาคนี้

รศ.นพ.ไชยยงค์ นวลยง หัวหน้าสาขาวิชาระบบทางเดินปัสสาวะ กล่าวถึงหุ่นยนต์ สำหรับหุ่นยนต์ตัวที่ 2 นี้ มีความพิเศษอยู่ที่ ชุดควบคุมการผ่าตัดภายนอกตัวหุ่นยนต์ มีอยู่ 2 ชุด ต่างจากตัวแรกที่มีอยู่ ชุดเดียว ส่วนตัวหุ่นยนต์ ยังเหมือนตัวแรกคือ มีแขน 4 แขน แต่ละแขนมีเส้นผ่าศูนย์กลางเพียง 0.5 – 0.8 เซนติเมตร แขนที่ 1 ทำหน้าที่เป็นกล้องคุณภาพสูง ช่วยให้มองเห็นภาพเป็น 3 มิติ มีเทคโนโลยีลดการสั่นไหวของภาพ และมีกำลังขยายถึง 10 เท่า ซึ่งศัลยแพทย์พร้อมผู้ช่วยสามารถทำผ่าตัดไปพร้อมกัน

“จะมีคันบังคับ ที่ชุดควบคุม มองผ่านภาพ 3 มิติ และถ่ายทอดสัญญาณไปยังแขนหุ่นยนต์ 3 แขน ที่มีขนาดเล็กยาวผ่านรูช่องท้อง และทำการผ่าตัดคล้ายมือคน โดยที่ชุดควบคุมชุดแรก อาจบังคับเพียงแขนเดียว ส่วนอีก 2 แขน เป็นหน้าที่ของชุด ควบคุมชุดที่ 2 ซึ่งทั้ง 2 ชุดจะทำงานสอดประสานกันอย่างกลมกลืนตามคำสั่งกรีด ตัด เย็บเนื้อเยื่อ และผูกปม โดยที่การเคลื่อนไหวของมือสามารถหมุนได้รอบทิศทาง แม้กระทั่งเข้าไปซอกซอนในที่แคบๆ หรือช่องผ่าตัดเล็กๆ ทำให้ การผ่าตัดมีความถูกต้อง แม่นยำสูงยิ่งขึ้น เจ็บน้อย ผู้ป่วยสามารถฟื้นตัวได้เร็ว และยังลดภาวะแทรกซ้อนด้วยโดยเฉพาะการผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก เมื่อใช้หุ่นยนต์ผ่าตัด ร่วมกับความชำนาญของศัลยแพทย์ จะช่วยเพิ่มขีดความ สามารถในการตัด เลาะ แยกเก็บเส้นประสาทที่ควบคุมการกลั้นปัสสาวะและการแข็งตัวขององคชาต โดยที่ผลของ การควบคุมมะเร็งยังดีอยู่ ” รศ.นพ.ไชยยงค์ กล่าว

รศ.นพ.ไชยยงค์ กล่าวต่อว่า คาดว่าภายใน 5 ปีหุ่นตัวยนต์ตัวที่ 2 จะผ่าตัดคนไข้ได้ไม่น้อยกว่าตัวแรก ส่วนเรื่องราคานั้นต้องมีความค่าเสื่อมของแขนกลที่ใช้ได้แค่ 10 ครั้ง และค่าบำรุงรักษาปีละหลายสิบล้าน ถ้าเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายผ่าตัดปกติราคาประมาณ 1 แสนบาท แต่ถ้าผ่าตัดด้วยหุ่นยนต์ราคาประมาณ 3-3.5 แสนบาท โดยเมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศแล้วยังถูกกว่า ทั้งนี้ในประเทศๆไทยมีหุ่นยนต์ผ่าตัดทั้งหมด 6 ตัว โดยอยู่ที่ รพ.ศิริราช 2 ตัว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่างการแถลงข่าวได้มีการถ่ายทอดสดหุ่นยนต์ช่วยผ่าตัดพร้อมกันทั้ง 2 ตัว ตัวแรก ผ่าตัดมะเร็งต่อมลูกหมาก โดย รศ.นพ.สุนัย ลีวันแสงทอง ตัวที่สอง เป็นการผ่าตัดมะเร็งลำไส้ใหญ่ โดย อ.นพ.วิทูร ชินสว่างวัฒนกุล และมี รศ.นพ.ไชยยงค์ นวลยง ดำเนินการบรรยายพร้อมซักถามไปยังแพทย์ผู้ทำการผ่าตัด.

ฉีดสีดูเส้นเลือดดูอวัยวะแฝดสยามก่อนผ่าตัดแยกร่าง

นพ.อุดม กล่าวว่า เด็กแฝดสยามเพศหญิงทั้ง 2 คนภาวะทั่วไปอยู่ในเกณฑ์ปกติ โดยเด็กมีลำตัวติดกัน หน้าอกติดกัน สาเหตุที่มีการส่งต่อมาเนื่องจากพ่อแม่ต้องการให้ผ่าตัดแยกเด็กออกจากกัน ดังนั้นทางทีมแพทย์ รพ.ศิริราชคงจะประชุมกันว่าสามารถทำได้ หรือไม่ ปัญหาคือแฝดที่ตัวติดกันอาจใช้อวัยวะบางอย่างร่วมกัน เช่น หัวใจ ปอด ตับ ดังนั้นจึงต้องสืบค้นเพื่อประเมินว่าใช้อวัยวะใดร่วมกันบ้าง และอวัยวะที่ใช้ร่วมกันนั้นสามารถผ่าตัดแยกออกเป็น 2 ส่วนได้หรือไม่ ดังนั้นต้องสืบค้นอย่างละเอียดที่สำคัญต้องประเมินเส้นเลือดอย่างละเอียดด้วย เพราะผ่าตัดแล้วต้องแยกเส้นเลือดเป็น 2 ชุดไปเลี้ยงอวัยวะได้เหมือนกัน ตรงนี้มีความสำคัญ

“ส่งที่เราต้องประเมินคือ 1. สามารถแยกอวัยวะให้เป็น 2 ชุดได้สำหรับเด็ก 2 คนหรือไม่ 2.ทำแล้วต้องมีความปลอดภัยดพราะอย่างที่ทราบกันว่า แฝดสยามในโลกนี้ก็มีเยอะพอสมควร แม้จะไม่ผ่าตัดก็สามารถมีอายุได้จนเป็นผู้ใหญ่ อายุ 40-50 ปีก็มีรายงานในต่างประเทศ เพียงแต่เขาจะอยู่ด้วยความยากลำบากหน่อยเพราะตัวติดกันก็จริง บางทีต้องยอมรับว่าสมอง 2 คนคิดไม่เหมือนกันแม้จะเติบโตมาด้วยกัน”ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าว

ศ.คลินิก นพ.อุดม กล่าวต่อว่า เมื่อประเมินแล้วถ้ามีความเสี่ยงมาก ๆ คิดว่าไม่ควรทำ คือ ความเสี่ยงมีแน่ แต่ถ้าเป็นความเสี่ยงที่ยอมรับได้ คือ ในทางเทคนิคสามารถแบ่งอวัยวะเป็น 2 ชุดได้ เราก็จะผ่าตัดรักษาให้ คาดว่าภายในวันศุกร์ที่ 5 ต.ค.นี้น่าจะรู้ทุกอย่าง เพราะต้องมีการฉีดสีดูเส้นเลือดทั้งหมด และเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ดูทุกอวัยวะอย่างละเอียด แล้วมาประเมินว่า จะแบ่งอย่างไรเพราะคาดว่าต้องมีอวัยวะบางอย่างที่ใช้ร่วมกัน.

ที่มา : คมชัดลึก

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *