การแปรรูปกิจการของรัฐ

การแปรรูปกิจการของรัฐ

วิลาศ เตชะไพบูลย์ *

ไม่นานนี้เอง สถาบันราชภัฎสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นของเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 15 ปี จำนวน 1,648 คน พบว่า เด็กส่วนใหญ่ไม่ทราบว่า ไอเอ็มเอฟ คืออะไร เพียง 25% ที่รู้ว่า ไอเอ็มเอฟ คือ องค์การการเงินระหว่างประเทศ เด็กประมาณ 30% เข้าใจว่า ไอเอ็มเอฟคือจานบิน แม้จะไม่ถูกต้องก็ตาม แต่ในแง่มุมหนึ่ง ทั้งไอเอ็มเอฟและจานบิน ก็ล้วนมีความลึกลับซ่อนอยู่เบื้องหลังเช่นเดียวกัน ในวันนี้ที่ดูเหมือนภาพของไอเอ็มเอฟได้เลือนหายไปจากสังคมไทย ด้วยเหตุนี้ จึงไม่จำเป็นที่ประชาชนชาวไทย จะต้องรู้อะไรเกี่ยวกับองค์การนี้อีกต่อไป แท้ที่จริงแล้ว ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก ในฐานะองค์การฝาแฝด ก็ยังคงมีอิทธิพลในการกำหนดนโยบายของชาติดังเช่นเดิม ทั้งยังคงเป็นองค์ประกอบที่ขาดมิได้ ในกลไกเครือข่ายผลประโยชน์ ทั้งในและนอกประเทศ ที่อยู่เบื้องหลังการทุจริตในระดับนโยบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายแปรรูปกิจการของรัฐ

วันที่ 14 กุมภาพันธ์ วันแห่งความรักที่ผ่านมานี้ ปรากฎข่าวที่เกี่ยวข้องกับองค์การปิโตรเลียมแห่งประเทศไทย (ปตท.) 2 ข่าว ข่าวหนึ่งคือ การแห่งเก็งกำไรใบหุ้น ปตท. จากนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ รับข่าวดีว่า บริษัทจะมีรายได้สิ้นปี 2544 สูงกว่าที่ประมาณการ รวมทั้งข่าวแผนการลงทุนในธุรกิจขุดเจาะน้ำมันในประเทศเวียดนาม อีกข่าวหนึ่ง เป็นข่าวที่กรมศุลกากรเตรียมแจ้งดำเนินคดีกับผู้บริหารของ ปตท. ว่า ลักลอบค้าน้ำมันเถื่อน และเลี่ยงภาษีเป็นเงิน 166.5 ล้านบาท

ก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน ก็มีข่าวอื้อฉาวเกี่ยวกับ ปตท. เกี่ยวเนื่องกับ กระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจแห่งนี้ ที่ 20 อันดับแรก ของผู้ได้รับจัดสรรหุ้นมากที่สุด เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับรัฐมนตรีและนักการเมืองในพรรครัฐบาลทั้งสิ้น และทำให้สื่อตั้งข้อสังเกตว่า ความไม่ชอบมาพากลนี้ เริ่มต้นตั้งแต่การคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาทางการเงินในการแปรรูป ปตท. คือ บ.เมอร์ริล ลินช์ ภัทร และ บ.เครดิตสวิส เฟิร์สท์ บอสตัน ที่ผู้บริหารระดับสูงจากทั้ง 2 บริษัทมีตำแหน่งและมีความสัมพันธ์กับรัฐมนตรี

จากข่าวทั้ง 3 ข่าวนี้ เมื่อประมวลรวมกันแล้ว ก็ทำให้เห็นถึงเค้าโครงการทุจริตเบื้องหลังการแปรรูปกิจการของรัฐ ที่มีผู้ได้รับประโยชน์มากมายทั้งในและนอกประเทศ ปรากฎการณ์นี้มีให้เห็นทั่วไปในแทบทุกประเทศทั่วโลก ที่มีการแปรรูปกิจการของรัฐ และนับวันจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว พร้อมๆ กับกระแสทุนนิยมเสรีโลกาภิวัฒน์ ท่ามกลางข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหล่านี้ ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกก็ยังยืนยันทฤษฎีที่ว่า การปฏิรูปเศรษฐกิจตามแนวคิดการค้าเสรี มีผลให้การทุจริตคอรัปชั่นลดลง

นโยบายการเลือกปฏิบัติ (ดับเบิลสแตนดาร์ด) ระหว่างประเทศ

ในรายงาน “การส่งออกคอร์รัปชั่น : การแปรรูปกิจการของรัฐ บรรษัทข้ามชาติและการติดสินบน” ซึ่งเป็นเอกสารเสนอในที่ประชุมองค์การความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ปี 2540 ระบุว่า บรรษัทข้ามชาติจากตะวันตกใช้เงินในการติดสินบนในประเทศโลกที่สามราว 3.5 ล้านล้านบาทต่อปี เป็นจำนวนเงินใกล้เคียงกับที่องค์การสหประชาชาติคาดว่า พอเพียงต่อการใช้จำกัดปัญหาความยากจนของโลก

รายงานนี้สรุปว่า “การแปรรูปกิจการของรัฐอย่างเร่งรีบเป็นปัจจัยสำคัญ อันทำให้การทุจริตคอร์รัปชั่นเพิ่มขึ้นทั่วโลก” หลักเกณฑ์และวิธีการในการแปรรูปที่เจ้าหนี้ต่างประเทศและรัฐบาลของประเทศผู้นำอุตสาหกรรมใช้บังคับประเทศลูกหนี้ เป็นช่องทางให้บรรษัทข้ามชาติกระทำทุจริตได้โดยไม่ต้องรับผิด…”
“การวิเคราะห์ประเด็นการทุจริตคอร์รัปชั่นถูกจำกัดแต่ในประเทศกำลังพัฒนา เสมือนว่า ไม่มีความเกี่ยวกันกับประเทศผู้นำอุตสาหกรรม และเน้นไปที่การทุจริตย่อยๆ ในระดับข้าราชการชั้นผู้น้อย ไม่ใช่การทุจริตขนาดยักษ์ที่กระทำโดยบรรษัทข้ามชาติ” รายงานระบุ

สาเหตุหลักที่ทางการของประเทศกำลังพัฒนาไม่กล้าดำเนินคดี หรือแม้แต่พาดพิงถึงการติดสินบนโดยบรรษัทข้ามชาติ ก็เนื่องมาจากความกลัวที่จะไม่ได้รับเงินกู้ยืมจากธนาคารโลกและไอเอ็มเอฟ เพราะว่าภายในสินเชื่อจำนวนกว่า 1 ล้านล้านบาทต่อปีที่ทางธนาคารโลกให้กู้ยืม 55% ของเงินจำนวนนี้ เป็นการให้กู้โดยตรงไปยังประเทศลูกหนี้ แต่อีก 45% ธนาคารกระจายผ่านบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งมาจากประเทศกลุ่มผู้นำ กลุ่มอุตสาหกรรมเกือบทั้งสิ้น 10% ของเงินกู้ยืมนี้ หรือกว่า 1 แสนล้านบาท ถูกหักเป็นค่าใช้จ่ายให้กับบริษัทที่ปรึกษาต่างๆ โดยธนาคารโลกเป็นผู้กำหนด ทั้งที่ถือเป็นภาระของประเทศลูกหนี้ ในบรรดาบริษัทที่ปรึกษาเหล่านี้ หลายแห่งเป็นบริษัทที่เป็นพันธมิตร หรือตั้งขึ้นโดยบรรษัทข้ามชาติที่ต้องการชนะประมูลโครงการ หลายแห่งเป็นบริษัทที่จัดตั้งขึ้นโดยอดีตผู้บริหารของธนาคารโลก หลายแห่งเป็นบริษัทที่มีประวัติที่มัวหมองเนื่องมาจากการทุจริต แม้แต่ในประเทศผู้นำอุตสาหกรรมเอง (ตารางที่ 1)
ตารางที่ 1 ประวัติบริษัทที่ปรึกษาที่ธนาคารโลกให้ความไว้วางใจ
บริษัท หน้าที่ในไทย ประวัติ
เครดิตสวิส เฟิร์ส บอสตัน 1 แปรรูป ปตท.,
แปรรูปบ.การบินไทย ปี 2539 เกาหลี – ทำผิดกฎหมายการค้าเงิน 2 ครั้ง
ญี่ปุ่น – ถูกสั่งปิด เพราะทำผิดกฎหมายการค้าเงิน
ออสเตรเลีย – ผิดสัญญาประกันการขายหุ้น สายการบินแควนตัส (1)
เมอริล ลินช์ (บ.แม่ของ เมอร์ริล ลินซ์ ภัทร) 2 แปรรูป ปตท.,
ที่ปรึกษารัฐบาลไทย สหรัฐอเมริกา : รัฐอิลินอยส์ – งดทำธุรกรรมด้วย หลังพบความไม่ชอบมาพากลในการขายพันธบัตรของรัฐ
รัฐแมสซาชูเสต – งดทำธุรกรรมหลังพบการลักลอบแก้อัตราดอกเบี้ยของการประปาของรัฐ
รัฐมินิโซต้า – งดทำธุรกรรม
ไพร์ซส วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ 3 ตรวจสอบบัญชี ทรัพย์สินให้ ปรส. สหรัฐอเมริกา – ก.ล.ต. ตัดสินว่าผิดจริง หลังพบ จนท. และผู้บริหาร มีหุ้นในบริษัทที่ตรวจสอบหลายพันราย
ที่มา : (1) “แฉปูม ซีเอสเอฟบี คว้าหุ้นปตท.” ข่าวเศรษฐกิจ หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 12 ก.ค. 2544
(2) www.essential.org
(3) Third World Resorcenle ฉบับเดือน ส.ค.- ก.ย. 2543 หน้า 39
การปั่นหุ้น : เป้าหมายสูงสุดในการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ
20 ปีมานี้ ธุรกิจที่สามารถทำกำไรได้สูงสุดในบรรดาธุรกิจทั้งหมดก็คือ ธุรกิจการซื้อขายหุ้นอภิมหาเศรษฐีของโลกที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ แทบทั้งหมดสร้างความร่ำรวยจากการเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้น กรณี บริษัท เอนรอน เป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดในบรรดากลุ่มธุรกิจที่การสร้างกำไรสูงสุดจากการปั่นหุ้น ผ่านการแปรรูปกิจการของรัฐทั่วโลก ภายในเวลาเพียง 15 ปี บริษัทสามารถก้าวขึ้นติดอันดับที่ 7 ในรายชื่อ 500 บริษัทที่ร่ำรวยที่สุดในโลกของนิตยสารฟอร์จูน นายเคน เลย์ ประธานบริษัทมีกำไรจากหุ้นของบริษัทเป็นเงินถึงกว่า 9,000 ล้านบาทในระยะเวลาเพียง 4 ปี

ยิ่งไปกว่านี้ การทำกำไรจากหุ้นนั้น ยังสามารถทำได้ แม้ในกรณี บริษัทต้องประสบกับภาวะกำไรถดถอย หรือกระทั่งขาดทุน ด้วยวิธีที่เรียกว่า “การขายโดยไม่มีหลักทรัพย์อยู่ในมือ (Short Selling)” ซึ่งผิดกฎหมายไทย แต่สามารถทำได้ในตลาดอื่นๆ ทั่วโลก ด้วยวิธีนี้เองที่บรรษัทข้ามชาติสามารถฉวยโอกาสทำกำไรได้อย่างมหาศาลจากวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นในประเทศต่างๆ ทั่วโลก ดังนั้นแม้แต่ในกรณีที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นอีก บรรษัทข้ามชาติและเครือข่ายผู้มีผลประโยชน์ในการแปรรูปกิจการของรัฐ ก็สามารถทำกำไรได้ด้วยวิธีการเดียวกันนี้ได้อย่างง่ายดายและถูกกฎหมาย
สูตรการแปรรูปของ ไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก : มีแต่ กำไร !
โดยสังเขป การแปรรูปกิจการของรัฐประกอบด้วย ขั้นตอนดังนี้ 1. นำรัฐวิสาหกิจที่ต้องการแปรรูปเข้าตลาดหลักทรัพย์ ทั้งในและ/หรือ ต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการซื้อขายหุ้นได้อย่างคล่องตัว 2. แบ่งกิจการของรัฐออกเป็นบริษัท เช่น บ.การไฟฟ้าจังหวัดภูเก็ต บ.การไฟฟ้าจังหวัดมุกดาหาร 3. บริษัทใดที่ขาดทุนหรือไร้ศักยภาพในการทำกำไร (ตัวอย่างเช่น บ.การไฟฟ้ามุกดาหาร) ก็จะโอนให้องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นไป โดยอ้างว่า เป็นการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น พร้อมกับยุติการรับผิดชอบค่าใช้จ่าย 4. บริษัทใดที่มีกำไรก็จะเข้าสู่กระบวนการปรับปรุงประสิทธิภาพ ตามหลักการของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก คือ การลดค่าใช้จ่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ค่าใช้จ่ายด้านบุคคลากร (Labour Flexibility) ซึ่งต้องแล้วเสร็จก่อนการขาย และการเพิ่มรายได้ให้คุ้มกับการลงทุน (Cost Recovery)
วิธีการลดค่าใช้จ่ายด้านบุคคลากรหรือที่ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกเรียกว่า “การสร้างความยืดหยุ่นในตลาดแรงงาน” กระทำโดย การลดจำนวนบุคคลากร ลดเงินเดือน แก้กฎระเบียบให้สามารถไล่พนักงานรัฐวิสาหกิจออกได้ ลดสวัสดิการ ลดบำเน็จบำนาญ เพิ่มอายุเกษียณ เพิ่มอายุงานขั้นต่ำ ที่จะมีสิทธิในการรับสวัสดิการ เพิ่มดอกเบี้ยงสมบททุนสวัสดิการ และแปรรูปกองทุนบำเน็จบำนาญและสวัสดิการของหน่วยงานรัฐนั้น
แต่สำหรับผู้บริหารของรัฐวิสาหกิจที่แปรรูปแล้วนั้น ไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก กลับเสนอให้เพิ่มผลตอบแทนและสวัสดิการ ด้วยเหตุผลว่า เพื่อป้องกันการสูญเสียทรัพยากรบุคคลที่มีค่าให้กับภาคเอกชน
ด้วยเหตุนี้ การแปรรูปกิจการของรัฐในแทบทุกกรณีทั่วโลก จึงแทบไม่มีการคัดค้านจากฝ่ายบริหารรัฐวิสาหกิจ การเพิ่มรายได้เพื่อให้คุ้มการลงทุนนั้น กระทำโดย การขึ้นค่าบริการกับประชาชน และการทำสัญญาประกันรายได้ให้กับบริษัทเอกชนผู้ลงทุน ฉะนั้น การลงทุนซื้อกิจการของรัฐ จึงเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงและปลอดความเสี่ยง

การเพิ่มขึ้นของมูลค่าหุ้น มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงหุ้นของรัฐวิสาหกิจที่ถูกแปรรูปเท่านั้น แต่ยังส่งผลให้หุ้นของบรรษัทข้ามชาติที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นบริษัทที่ปรึกษา หรือบริษัทผู้ซื้อกิจการเพิ่มขึ้นไปด้วย และการขึ้นของราคาหุ้นนี้ก็มิได้จำกัดอยู่แต่เพียงหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ภายในประเทศเท่านั้น แต่ครอบคลุมไปถึงหุ้นของบรรษัทเหล่านี้ในตลาดหุ้นหลักๆ ของโลกด้วย
พ.ร.บ.ป้องกันการฟอกเงิน หรือ พรบ.ป้องกันเงินฟอก
ภายใต้การกำกับของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก ประเทศที่ขอความช่วยเหลือต้องแก้ไขหรือพระราชบัญญัติป้องกันการฟอกเงิน ที่มีหลักการเดียวกัน คือ ให้จำกัดแต่การฟอกเงินในประเทศ และห้ามแตะต้องการฟอกเงินระหว่างประเทศ พรบ.ป้องกันการฟอกเงินของไทยที่มีผลบังคับใช้ในปี 2542 ก็เช่นกัน ระบุข้อความชัดเจนว่า ไม่ครอบคลุมถึงเงินที่โอนผ่านระบบอีเล็ก
ทรอนิกส์ระหว่างประเทศ (SWIFT) ดังนั้นจึงเป็นหนทางให้เงินจากการทุจริตคอรัปชั่น ในระดับนโยบายสามารถถูกส่งไปยังบริษัทลม ที่ตั้งอยู่ตามศูนย์การเงินนอกเขต (Offshore Financial Center) 69 แห่งทั่วโลก เพื่อทำการฟอกอีกครั้ง ก่อนที่จะเดินทางไปยังบัญชีธนาคารในประเทศตะวันตก รายงาน “การส่งออกคอร์รัปชั่น…”ประมาณว่า เงินจากการทุจริตในระดับนโยบายในประเทศกำลังพัฒนากว่า 1.8 ล้านล้านบาทต่อปี ถูกส่งไปฝากในธนาคารสหรัฐอเมริกาและยุโรป
เป็นที่ทราบกันดีว่า กระบวนการแปรรูปรัฐวิสาหกิจและการเปิดการค้าเสรีของประเทศไทยจะทวีความรวดเร็วขึ้นในปีนี้ และปีต่อๆ ไป เช่นเดียวกับในอดีต ที่จะมีกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์จำนวนมหาศาล ทั้งในและนอกประเทศ ภายใต้การกำกับของไอเอ็มเอฟและธนาคารโลก และจะเป็นเช่นนี้ไปชั่วมาตาปี ตราบใดที่สังคมไทยยังคงตั้งคำถามเดิมๆ ว่า ไม่เลือกเขาแล้วจะเลือกใคร ? ทั้งๆ ที่ในความเป็นจริง เบื้องหลังพวก “เขา” ทุกคนก็คือ กลุ่มผลประโยชน์ระดับโลกกลุ่มเดียวกันเสมอมา

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *