การเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตย

การเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตย

วรเจตน์ ภาคีรัตน์*

1. ข้อความทั่วไป
นับตั้งแต่เมื่อมนุษย์มาอยู่รวมกันเป็นสังคมซึ่งมีการจัดการปกครองเป็นระบบระเบียบ มนุษย์ได้พยายามสรรหาวิธีการต่าง ๆ ในอันที่จะให้ได้มาซึ่งตัวผู้ปกครอง เราพบรูปแบบและวิธีการสรรหาตัวผู้ปกครองหลายรูปแบบในประวัติศาสตร์ เช่น การกำหนดตัวผู้ปกครองโดยการสืบราชสันตติวงศ์ หรือการใช้กระบวนการจับฉลากคัดเลือกตัวผู้ปกครอง เป็นต้น
การเลือกตั้งเป็นกระบวนการสรรหาตัวผู้ปกครองกระบวนการหนึ่ง ในรัฐเสรีประชาธิปไตย การเลือกตั้งถือเป็นกระบวนการแต่งตั้งผู้ซึ่งจะเข้าไปดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ซึ่งถือว่าเป็นองค์กรผู้แต่งตั้งแสดงเจตนาออกเสียงลงคะแนนให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้ง คะแนนเสียงดังกล่าวจะได้รับการนับและนำมาคำนวณเพื่อให้ได้ผลว่าบุคคลใด จะเป็นผู้ได้รับแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง การเลือกตั้งเป็นวิธีการหนึ่งในหลายวิธีการในการที่จะให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางการเมืองเคียงคู่ไปกับวิธีการอื่นๆ เช่น การให้ประชาชนมาออกเสียงแสดงประชามติในการตัดสินใจทางการเมืองที่สำคัญ เป็นต้น
ในรัฐเสรีประชาธิปไตย การเลือกตั้งนับว่าเป็นเงื่อนไขขั้นพื้นฐานอันมิอาจขาดเสียได้ ประชาธิปไตยกับการเลือกตั้งมีความสัมพันธ์ต่อกันอย่างแน่นแฟ้น การเลือกตั้งมีผลทำให้อำนาจรัฐมีความชอบธรรม อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยจะประสบความสำเร็จได้ก็แต่โดยพื้นฐานความเชื่อมั่นของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคม ซึ่งจะต้องยอมรับหลักเสียงข้างมากซึ่งเป็นหลักการเบื้องแรกที่ใช้ในการตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ในสังคมการเมือง กลุ่มผลประโยชน์ที่เป็นเสียงข้างน้อยจะต้องยอมรับการตัดสินใจโดยเสียงข้างมากนั้น ในขณะเดียวกันเพื่อไม่ให้การเลือกตั้งนำไปสู่ความเป็นเผด็จการเสียงข้างมาก จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจทางการเมือง จะถูกตัดออกไปจากกระบวนการดังกล่าวไม่ได้
นอกจากการเลือกตั้งจะเป็นเครื่องแสดงออกซึ่งความสัมพันธ์ระหว่างหลักเสียงข้างมากกับหลักการคุ้มครองเสียงข้างน้อยแล้ว การเลือกตั้งยังเป็นเครื่องแสดงออกซึ่งการปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนซึ่งเป็นการปกครองที่ได้รับความยินยอมจากประชาชนอีกด้วย ที่ว่าเป็นการปกครองที่ได้รับความยินยอมจากประชาชน ก็เนื่องจากประชาชนไม่ได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการใช้อำนาจรัฐโดยตรง แต่ประชาชนซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจแห่งรัฐให้ความยินยอมผู้แทนของตนใช้อำนาจรัฐได้ตามระยะเวลา หรือตามวาระที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในรัฐธรรมนูญ
โดยเหตุที่การเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยเป็นเครื่องแสดงออกซึ่งการปกครองแบบมีผู้แทน การเลือกตั้งจึงมีความหมายและความสำคัญอย่างยิ่ง การเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยจึงต้องตกอยู่ภายใต้หลักการสำคัญ ๆ อันแตกต่างไปจากการเลือกตั้งในรัฐรูปแบบอื่น เช่น จะต้องเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันกันอย่างเสรี

* Dr. jur. (summa cum laude) (Goettingen, Germany) ผู้ช่วยศาสตราจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

ระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งและพรรคการเมือง ทั้งนี้ เพื่อให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งได้ใช้สิทธิ “เลือกสรร” ผู้สมัคร หรือพรรคการเมืองที่ตนเห็นว่ามีแนวคิดทางการเมืองคล้ายคลึงกับตนหรือมีนโยบายที่สามารถช่วยแก้ปัญหาของตนและของประเทศได้, ต้องเปิดโอกาสให้มีการแสดงความเห็น เผยแพร่ข่าวสารข้อมูลเพื่อให้ผู้มีสิทธิ
เลือกตั้งสามารถสร้างเจตจำนงทางการเมืองของตนได้ ในแง่ของผู้เลือกตั้งรัฐต้องกำหนดให้การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นการใช้สิทธิอย่างทั่วถึงในประชาชนทุกกลุ่ม ไม่เลือกศาสนา, ฐานันดร, เพศ, ภาษา, ถิ่นกำเนิด, อาชีพ หรือความเชื่อทางการเมือง การใช้สิทธิต้องเป็นไปตามอย่างเสมอภาค ซึ่งหมายความว่าผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งต้องมีคะแนนเสียงเท่ากัน ไม่ใช่กำหนดให้ผู้มีรายได้สูง ผู้เสียภาษีให้รัฐมากหรือผู้มีการศึกษาดีมีคะแนนเสียงมากกว่าบุคคลอื่น รัฐจะต้องประกันให้การใช้สิทธิเลือกตั้งเป็นไปอย่างเสรี กล่าวคือต้องไม่ยอมให้มีการใช้อิทธิพลข่มขู่ บังคับขู่เข็ญโดยผิดกฎหมาย นอกจากนี้แล้ว การใช้สิทธิเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยจะต้องเป็นไปโดยลับ ซึ่งหมายความว่า การตัดสินใจของผู้ลงคะแนนเสียงต้องไม่สามารถูกตรวจสอบได้โดยบุคคลอื่น หลักการใช้สิทธิเลือกตั้งที่ต้องเป็นไปโดยลับนี้ ย่อมมีผลเป็นการสนับสนุนหลักการใช้สิทธิเลือกตั้งโดยเสรีด้วย
แม้ว่าหลักการพื้นฐานเกี่ยวกับการเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยจะคล้ายคลึงกันก็ตาม แต่กระบวนการและวิธีการในการเลือกตั้งกลับแตกต่างและหลากหลายอย่างยิ่ง ทั้งนี้ เนื่องจากกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นกฎหมายเทคนิค แต่ละประเทศจะกำหนดเทคนิคดังกล่าวแตกต่างกันออกไป จะอย่างไรก็ตาม “เทคนิค” เป็นเพียงเครื่องมือที่ช่วยให้เราบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการเท่านั้น ดังนั้นก่อนที่เราจะพิจารณาระบบการเลือกตั้งต่างๆ ซึ่งเป็นเทคนิคในกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง เราควรที่จะพิจารณาในชั้นต้นเสียก่อนว่า การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยมีวัตถุประสงค์หรือภารกิจอะไร

2. วัตถุประสงค์ของการเลือกตั้ง
การเลือกตั้งในรัฐเสรีประชาธิปไตยมีขึ้นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ต่าง ๆ เช่น เพื่อให้มีการแข่งขันกันในทางนโยบายระหว่างกลุ่มหรือพรรคการเมืองต่าง ๆ, เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนทางการเมืองที่ดี, เพื่อให้มีการโอนความเชื่อถือไว้วางใจของประชาชนไปยังบุคคลผู้ได้รับเลือกตั้งและพรรคการเมืองต่าง ๆ ฯลฯ อย่างไรก็ตาม เราอาจสรุปหรือจัดกลุ่มวัตถุประสงค์ของการเลือกตั้งเพื่อให้เป็นระบบและให้สะดวกแก่การวิเคราะห์ในเบื้องแรกนี้ ออกเป็น 4 กลุ่มด้วยกันคือ
1) วัตถุประสงค์เพื่อให้ได้มาซึ่งผู้แทนของประชาชน สังคมการเมืองในสมัยใหม่ ซึ่งประกอบด้วยสมาชิกจำนวนมากและมีลักษณะเป็นสังคมพหุลักษณ์ (คือ สังคมซึ่งมีความหลากหลายในแง่ของกลุ่มผลประโยชน์, ความต้องการ, ความเชื่อ, แนวคิด ฯลฯ) ไม่อาจขาดซึ่งผู้ที่ทำหน้าที่แทนตนได้ดังนั้นกลุ่มของสังคมทุกกลุ่มต้องสามารถที่จะมีส่วนร่วมทางการเมืองได้ เพื่อที่ตนจะได้มีผู้แทน อย่างไรก็ตามระบบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนนี้เรียกร้องการตัดสินใจโดยอาศัยเสียงข้างมาก
2) วัตถุประสงค์เพื่อให้เกิดการหล่อหลอมเจตจำนงและความคิดเห็นทางการเมืองของประชาชน การเลือกตั้ง คือ การลงคะแนนเสียงของผู้มีสิทธิเลือกตั้งแต่ละคนซึ่งมีเจตจำนง มีความเห็นทางการเมืองแตกต่างกันไป การเลือกตั้งจะมีผลช่วยในการหล่อหลอมความเป็นพหุลักษณ์ของสังคมไม่ให้แตกต่างกันมากนักและจะมีส่วนในการสร้าง “เจตจำนงร่วม” ทางการเมืองขึ้น การเลือกตั้งจะสามารถบรรลุวัตถุประสงค์นี้ได้หรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าประชาชนมาร่วมออกเสียงใช้สิทธิเลือกตั้งมากน้อยเท่าใด และยอมรับผลการเลือกตั้งหรือไม่ สำหรับการสร้างเจตจำนงร่วมทางการเมืองภายหลังการเลือกตั้งจะเป็นไปได้ดีเพียงใด จะได้รัฐบาลที่มั่นคงหรือไม่ คงขึ้นอยู่กับระบบการเลือกตั้งที่จะกล่าวต่อไปด้วย (1)
3) วัตถุประสงค์เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ผู้ปกครอง ในรัฐเสรีประชาธิปไตยถือว่าอำนาจรัฐมีที่มาจากประชาชน ประชาชนแสดงออกซึ่งอำนาจดังกล่าวโดยการเลือกตั้ง การเลือกตั้งจะสามารถสร้างความชอบธรรมให้แก่รัฐหรือผู้ปกครองได้ก็ต่อเมื่อเป็นไปตามเงื่อนไขพื้นฐานในการเลือกตั้ง กล่าวคือประชาชนต้องมีโอกาส “เลือกสรร” ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งแข่งขันกันอย่างเสรีโดยแท้จริง ในรัฐที่ปกครองในระบบเผด็จการหรือในระบบที่มีพรรคการเมืองพรรคเดียว แม้ว่าจะมีการเลือกตั้ง แต่ผู้สมัครรับเลือกตั้งถูกกำหนดโดยพรรคการเมืองที่คุมอำนาจรัฐเท่านั้น ในทางพฤตินัยประชาชนถูก “บังคับ” ให้ไปเลือกตั้ง การเลือกตั้งในลักษณะเช่นนี้ ย่อมจะถือว่าเป็นการเลือกตั้งเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์แห่งความชอบธรรมของผู้ปกครองไม่ได้
4) วัตถุประสงค์เพื่อควบคุมการใช้อำนาจรัฐ การควบคุมการใช้อำนาจรัฐในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทนจะเป็นไปได้ก็ต่อเมื่อประชาชนมีโอกาสไปใช้สิทธิเลือกตั้งภายในระยะเวลาอันสมควรที่กำหนดไว้ล่วงหน้า เช่น ภายใน 4 ปี หรือ 5 ปี ในกรณีนี้การเลือกตั้งย่อมเป็นเทคนิคประการหนึ่งในการควบคุมการใช้อำนาจรัฐ เนื่องจากประชาชนได้รับโอกาสในการลงคะแนนเสียงเพื่อเปลี่ยนแปลงตัวผู้แทน ซึ่งมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลที่บริหารประเทศ ถึงแม้ว่าคะแนนเสียงของผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งเพียงคะแนนเดียวอาจไม่มีผลต่อการควบคุมการใช้อำนาจรัฐโดยตรง แต่คะแนนเสียงของผู้ไปใช้สิทธิรวมกันย่อมเป็นปัจจัยชี้ขาดในการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองได้

3. ระบบการเลือกตั้ง
วัตถุประสงค์ดังกล่าว 4 ประการ จะสามารถบรรลุได้ ก็แต่โดยการที่รัฐกำหนดระบบการเลือกตั้งและกระบวนการในการเลือกตั้งให้เหมาะสม หากพิจารณากระบวนการ, ขั้นตอน และระบบการเลือกตั้งที่ใช้ในประเทศต่าง ๆ ในรายละเอียดแล้ว เราอาจแยกระบบการเลือกตั้งออกได้นับเป็นสิบหรือร้อยระบบ แต่หากพิจารณาถึงพื้นฐานแนวความคิดร่วมกันของระบบการเลือกตั้งที่ใช้บังคับอยู่จริง เราอาจแยกระบบการเลือกตั้งออกได้เป็น 2 ระบบใหญ่ ๆ คือ การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก และการเลือกตั้งระบบสัดส่วน
3.1 การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก
โดยหลักการแล้ว รัฐใดใช้ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก รัฐนั้นจะมีการแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็นหลายเขตโดยแต่ละเขตการเลือกตั้งมีขนาดใกล้เคียงกัน ผู้ที่ได้รับการเลือกตั้ง ได้แก่ ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนสูงสุดในเขตการเลือกตั้งที่ตนลงสมัคร ในกรณีที่ในเขตการเลือกตั้งนั้นมีผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งหลายคน ผู้สมัครที่ได้รับเลือกตั้งอาจได้คะแนนเสียงไม่ถึงครึ่งหนึ่งของคะแนนเสียงทั้งหมดของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เช่นได้คะแนนเพียงร้อยละสามสิบห้าของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เป็นต้น การเลือกตั้งในระบบนี้ที่เรียกกันว่าการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์ มีผลในการสร้างระบบสองพรรคการเมืองขึ้นมา ตัวอย่างของประเทศที่ใช้การเลือกตั้งในระบบนี้ ได้แก่ สหราชอาณาจักร ซึ่งมีพรรคการเมืองใหญ่ 2 พรรค คือพรรคแรงงาน (Labour) และพรรคอนุรักษ์นิยม (Conservative)

(1) Rudolf Smend นักกฎหมายรัฐธรรมนูญผู้มีชื่อเสียงของเยอรมัน เคยกล่าวไว้ว่า สิ่งที่สำคัญสำหรับการเลือกตั้ง คือ กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งจะต้องมีผลก่อให้เกิดการรวมตัวเป็นพรรคการเมืองและหลังกจากนั้นก่อให้เกิดการรวมตัวเป็นเสียงข้างมาก ไม่ใช่เพียงมีผลเป็นการสร้างผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นปัจเจกชนแต่ละคนขึ้นเท่านั้น ดู Rudolf Smend, Verfassung and Verwaltungsrecht (1928) in : Smend Staatsrechtliche Abhandlungen, 2. Auft. (1968), S. 154 f.

นอกจากการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์แล้ว ยังมีการเลือกตั้งอีกแบบหนึ่งซึ่งถือว่าอยู่ในประเภทของการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากเช่นกัน ซึ่งได้แก่ การเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากเด็ดขาด ในการเลือกตั้งระบบนี้รัฐอาจใช้เทคนิคการเลือกตั้งได้ 2 วิธีด้วยกัน วิธีแรก รัฐแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็นหลายเขตขนาดใกล้เคียงกัน แต่ละเขตมีผู้แทนได้หนึ่งคน ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีคะแนนเสียงคนละ 2 คะแนน คะแนนเสียงที่หนึ่งเป็นคะแนนเสียงแท้ ส่วนคะแนนเสียงที่สองเป็นคะแนนเสียงสำรองซึ่งจะนำมาใช้คำนวณในกรณีที่นับคะแนนเสียงที่หนึ่งแล้ว ยังไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใด ได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาด คือ เกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง เราเรียกวิธีการนี้ว่า “alternative vote system” วิธีที่สอง รัฐอาจกำหนดให้มีการเลือกตั้งรอบที่สอง ในกรณีที่ไม่ปรากฏว่ามีผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดได้คะแนนเสียงข้างมากเด็ดขาดในการเลือกตั้งรอบแรก การเลือกตั้งในรอบที่สองนี้ รัฐจะกำหนดให้เฉพาะผู้ที่ได้คะแนนสูงสุด 2 ลำดับแรกในการเลือกตั้งรอบแรก เป็นผู้มีสิทธิในการลงสมัครรับเลือกตั้งรอบที่สอง โดยเหตุดังกล่าวการเลือกตั้งในรอบที่สอง จะนำไปสู่การแบ่งกลุ่มและการต่อสู้ทางการเมืองเฉพาะผู้สมัครรับเลือกตั้ง 2 คนเท่านั้น ในกรณีนี้ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้คะแนนเสียงไม่มากพอที่จะแข่งขันได้ในรอบที่สองอาจจะหันไปสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งในรอบที่สองคนใดคนหนึ่ง และเป็นปัจจัยสำคัญในการชี้ขาดชัยชนะของผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นได้ นอกจากที่กล่าวมานี้ รัฐอาจจะกำหนดให้การเลือกตั้งรอบที่สองเป็นการแข่งขันระหว่างผู้สมัครรับเลือกตั้งมากกว่า 2 คนก็ได้ เช่น กำหนดว่าผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดที่ได้คะแนนเสียงในรอบแรกเกินกว่าร้อยละสิบห้าของจำนวนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ย่อมมีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ในการเลือกตั้งรอบที่สองได้ ในกรณีนี้การเลือกตั้งในรอบที่สอง ย่อมใช้ระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์ ผู้ที่ได้คะแนนมากที่สุดในการเลือกตั้งรอบที่สองถือว่าเป็นผู้ชนะการเลือกตั้ง การเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากเด็ดขาดได้รับการปฏิบัติโดยมีรายละเอียดเพิ่มเติมนอกเหนือจากที่กล่าวมานี้ในสาธารณรัฐฝรั่งเศส
การเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมาก มีผลเป็นการสร้างความเป็นตัวแทนหรือผู้แทนของท้องถิ่นยิ่งกว่าความเป็นผู้แทนในระดับประเทศ ในการรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งย่อมมุ่งหาเสียงกับคนในพื้นที่ที่ตนลงสมัครเป็นสำคัญ โดยเหตุดังกล่าวผู้สมัครรับเลือกตั้งในระบบนี้จะมุ่งพิจารณาผลประโยชน์ในระดับท้องถิ่นเป็นหลักยิ่งกว่าผลประโยชน์ในระดับประเทศ(2) ผู้ได้รับเลือกตั้งย่อมผูกพันกับคนในพื้นที่ยิ่งกว่าผูกพันกับพรรคการเมืองที่ส่งตนลงสมัครรับเลือกตั้ง ในระบบนี้พรรคการเมืองที่เกิดขึ้นใหม่ ซึ่งไม่มีผู้ที่เคยเป็นผู้แทนราษฎรอยู่ในสังกัดมีโอกาสไม่มากนักในการที่จะชนะการเลือกตั้ง นอกจากนี้หากพิจารณาในแง่ของน้ำหนักคะแนนเสียงที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งในที่สุดพ่ายแพ้การเลือกตั้งนั้น จะพบว่าคะแนนเสียงดังกล่าวเป็นคะแนนเสียงที่ไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาแม้แต่น้อย เราอาจกล่าวได้ว่า ในการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก เฉพาะคะแนนเสียงที่ลงให้แก่ผู้ชนะการเลือกตั้งเท่านั้น ถือว่าเป็นคะแนนเสียงแทนคะแนนอื่น ๆ ในเขตการเลือกตั้งนั้นทั้งหมด อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากมีผลทำให้วัตถุประสงค์ในการหล่อหลอมเจตจำนองและความเห็นทางการเมืองของประชาชนในเขตเลือกตั้งนั้นสำเร็จลงดียิ่งกว่าการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนที่จะกล่าวถึงต่อไป

(2) ในประเทศไทย ตัวอย่างนี้ปรากฏอย่างชัดเจน รัฐมนตรีหรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพยายามที่จะดึงเอางบประมาณมาลงในพื้นที่ที่ตนเป็นผู้แทนอยู่ ยังผลให้ในบางท้องที่หรือบางจังหวัดมีระบบสาธารณูปโภคที่ทันสมัยกว่าท้องที่อื่นเป็นอันมาก ในกรณีที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรคนใดประสบความสำเร็จในการสร้างระบบสาธารณูปโภค หรือสร้างประโยชน์ให้แก่ท้องที่ที่ตนลงสมัครรับเลือกตั้งได้มาก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นก็จะเป็น “ผู้แทนผูกขาด” ของพื้นที่นั้น

3.2 การเลือกตั้งระบบสัดส่วน
โดยหลักการแล้ว ในการเลือกตั้งระบบสัดส่วน พรรคการเมืองต้องทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งเรียงตามลำดับเสนอแก่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนพิจารณาลงคะแนนเสียงเลือกพรรคการเมืองนั้น เมื่อมีการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งแล้ว จะมีการคำนวณจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่พรรคการเมืองแต่ละพรรคจะได้รับ ทั้งนี้ ตามสัดส่วนของคะแนนเสียงที่ประชาชนออกเสียงลงคะแนนให้แก่พรรคการเมืองนั้น ๆ โดยกระบวนการนี้สภาผู้แทนราษฎรจึงเป็นเสมือน “กระจก” สะท้อนภาพของกลุ่มผลประโยชน์ต่าง ๆ ในสังคม ในการจัดการเลือกตั้งระบบสัดส่วนนี้รัฐอาจกำหนดให้พรรคการเมืองทำบัญชีรายชื่อเพียงบัญชีเดียว ทั้งนี้ โดยใช้ประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง หรืออาจกำหนดให้มีเขตการเลือกตั้งหลายเขต และให้พรรคการเมืองทำบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งตามจำนวนเขตเลือกตั้งที่กำหนดก็ได้
การเลือกตั้งในระบบสัดส่วนนี้ อาจมีผลนำไปสู่การมีพรรคการเมืองหลายพรรคในสภา และอาจส่งผลกระทบในทางลบต่อการจัดตั้งรัฐบาลหรือเสถียรภาพของรัฐบาลได้ แม้กระนั้นก็ตามก็มีผู้เห็นว่าการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนนี้ถือเป็นการเลือกตั้งในระบบประชาธิปไตยโดยแท้จริง ทั้งนี้เพราะนอกจากคะแนนเสียงทุกคะแนนที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งออกเสียงให้แก่พรรคการเมืองจะได้รับการนำมาคำนวณแล้ว สภาผู้แทนราษฎรยังสะท้อนภาพความคิดทางการเมืองของประชาชนที่ไปใช้สิทธิเลือกตั้งอย่างตรงต่อความจริงที่สุดอีกด้วย อย่างไรก็ดีหากพิจารณาในแง่วัตถุประสงค์ของการเลือกตั้งแล้ว การเลือกตั้งในระบบสัดส่วนจะยังไม่มีผลต่อการหล่อหลอมเจตจำนงและความเห็นทางการเมืองของประชาชน แต่จะสร้างความหลากหลายทางความคิดของเจตจำนงทางการเมือง อันเนื่องมาจากการที่จะมีพรรคการเมืองหลายพรรคได้รับการเลือกตั้ง การหล่อหลอมเจตจำนงทางการเมืองจะปรากฏเป็นจริงได้ก็ต่อเมื่อมีการรวมกลุ่มพรรคการเมืองที่มีแนวนโยบายคล้ายกันในสภาผู้แทนราษฎรเพื่อเป็นฝ่ายค้านหรือเพื่อจัดตั้งรัฐบาล
หากการเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากเป็นการเลือกตั้งที่มีผลให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องผูกพันตนอยู่กับประชาชนในเขตเลือกตั้งของตนยิ่งกว่าพรรคการเมืองแล้ว การเลือกตั้งในระบบสัดส่วนจะมีผลต่อเรื่องดังกล่าวในทางตรงกันข้าม กล่าวคือ การเลือกตั้งในระบบสัดส่วนจะทำให้พรรคการเมืองมีความเข้มแข็ง นอกจากนี้ผู้แทนราษฎรจะคำนึงถึงผลประโยชน์ในระดับประเทศยิ่งกว่าผลประโยชน์ท้องถิ่น อย่างไรก็ดีการที่พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งมากนั้น อาจส่งผลกระทบในทางลบต่อระบบการเมืองได้อย่างน้อย 2 ประการ ประการแรกเนื่องจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจะทำให้พรรคการเมืองเล็กมีโอกาสเข้าสู่สภาได้มาก หากพรรคการเมืองเล็กซึ่งมีความเข้มแข็งโดยระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนเป็นพรรคการเมืองของกลุ่มหัวรุนแรง (ในทางศาสนา, เศรษฐกิจ ฯลฯ) เน้นการเปลี่ยนแปลงแบบถอนรากถอนโคน พรรคการเมืองดังกล่าวอาจส่งอิทธิพลในทางที่ไม่ดีนักต่อการบัญญัติกฎหมายหรือการตัดสินใจแก้ปัญหาของรัฐบาลได้ ประการที่สอง การที่พรรคการเมืองมีความเข้มแข็งมากเกินไปอาจไม่เป็นผลดี หากการจัดตั้ง การดำเนินงานของพรรคการเมืองตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของนักธุรกิจการเมือง ซึ่งเป็นผู้มีอำนาจกำหนดรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ทำให้ผู้มีความรู้ความสามารถที่ไม่มีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจในพรรคการเมืองไม่อาจเข้ามาเป็นผู้แทนของประชาชนได้ แม้จะมีข้อเสียดังกล่าวมานี้ แต่ข้อเสียดังกล่าวอาจแก้ไขได้โดยเทคนิคของกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งนั้นเอง เช่น กำหนดคะแนนรวมขั้นต่ำที่พรรคการเมืองจะต้องได้รับเอาไว้ เพื่อไม่ให้พรรคการเมืองเล็ก ๆ เข้สู่สภามากเกินไป หรือกำหนดขั้นตอนการดำเนินงานของพรรคการเมืองให้โปร่งใสเป็นประชาธิปไตย เพื่อไม่ให้บุคคลใดบุคคลหนึ่งกุมอำนาจในพรรคการเมืองแต่เพียงผู้เดียว เป็นต้น

4. การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540
นับตั้งแต่มีการเปลี่ยนแปลงการปกครองจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเมื่อ พ.ศ.2475 เป็นต้นมา ประเทศไทยได้จัดการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์มาโดยตลอด จะแตกต่างกันไปในแต่ละครั้งก็เพียงการกำหนดจำนวนเขตเลือกตั้ง หรือจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่จะมีได้ในแต่ละเขตเลือกตั้งเท่านั้น
สำหรับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 รัฐธรรมนูญฯ ได้กำหนดระบบการเลือกตั้งไว้ในมาตรา 98 วรรคหนึ่ง ดังนี้
“สภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนห้าร้อยคน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบบัญชีราชชื่อตามมาตรา 99 จำนวนหนึ่งร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งตามมาตรา 102 จำนวนสี่ร้อยคน”
เมื่อพิจารณาบทบัญญัติมาตรานี้ ประกอบกับบทบัญญัติมาตรา 99 วรรคหนึ่ง(3) และมาตรา 102 วรรคหนึ่ง(4) จะเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญได้นำเอาการเลือกตั้งระบบสัดส่วนมาผสมกับการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมาก ทั้งนี้โดยกำหนดที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่มาจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองและส่วนที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งสำหรับประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งนั้น แต่ละคนจะ-ได้รับสิทธิในการออกเสียงเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร 2 คะแนนเสียง คะแนนเสียงที่หนึ่งเป็นคะแนนเสียงสำหรับผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตของตน อีกคะแนนเสียงหนึ่งเป็นคะแนนเสียงสำหรับบัญชีรายชื่อที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น ในการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งนั้น รัฐธรรมนูญไม่ได้กำหนดให้คะแนนเสียงทั้งสองต้องสัมพันธ์กันแต่อย่างใด กล่าวคือ ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจใช้สิทธิเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคการเมือง ก ในเขตเลือกตั้งของตน ขณะเดียวกันก็อาจใช้สิทธิลงคะแนนเสียงให้แก่บัญชีรายชื่อของพรรคการเมือง ข ก็ได้ นอกจากนี้ในการคำนวณหาจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของแต่ละพรรคการเมืองนั้น รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้กำหนดความสัมพันธ์ของคะแนนทั้งสองประเภทไว้แต่อย่างใด แต่กำหนดโยปริยายให้แยกคำนวณอย่างเด็ดขาด
การที่รัฐธรรมนูญกำหนดที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และประเภทบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแยกออกจากกันอย่างเด็ดขาด และกำหนดการคำนวณแบ่งสรรจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองแยกออกโดยไม่มีความสัมพันธ์กับคะแนนเสียงที่ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งออกเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งในเขตของตนนั้น แสดงให้เห็นว่า การเลือก

(3) มาตรา 99 วรรคหนึ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 บัญญัติว่า “การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิออกเสียงลงคะแนนเลือกบัญชีรายชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น โดยให้เลือกบัญชีรายชื่อใดบัญชีรายชื่อหนึ่งบัญชีเดียว และให้ถือเขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง”
(4) มาตรา 102 วรรคหนึ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 บัญญัติว่า “การเลือกตั้งสมาชิกาสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้งผู้สมัครรับเลือกตั้งได้เขตละหนึ่งคน”

ตั้งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2540 เป็นการเลือกตั้งในระบบผสมโดยแท้ (5) (ผสมระหว่างการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนและการเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมาก) แต่เนื่องจากสัดส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรทั้งสองประเภทแตกต่างกันมาก (ประเภทบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง 100 คน, ประเภทแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 คน) การเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้จึงเป็นการเลือกตั้งในระบบผสมที่เน้นระบบเสียงข้างมากสัมพันธ์

5. บทส่งท้าย : ข้อพิจารณาบางประการเกี่ยวกับการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน
เป็นที่ทราบกันอยู่โดยทั่วไปว่า รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน (พ.ศ.2540) ถือกำเนิดขึ้นในบริบทของความพยายามปฏิรูปการเมืองไทยให้โปร่งใส บริสุทธิ์ มีประสิทธิภาพ โดยเหตุดังกล่าวจึงได้มีการนำเอาระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนเข้ามาผสมกับระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมาก โดยมุ่งหวังที่จะให้ประชาชนมีโอกาสเลือกผู้แทนที่ดีมีคุณภาพ และเปิดโอกาสให้ผู้ที่มีความรู้ความสามารถแต่ไม่ต้องการหรือไม่สันทัดในการหาเสียงหรือลงพื้นที่ในเขตเลือกตั้ง สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในแบบบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองได้ นอกจากนี้การแบ่งเขตการเลือกตั้งออกเป็น 500 เขต ก็มีขึ้นเพื่อให้เขตการเลือกตั้งเล็กลง ผู้แทนราษฎรจะใกล้ชิดกับประชาชนในเขตเลือกตั้งมากขึ้น ก่อให้เกิดความเสมอภาคในหมู่ประชาชน เพราะแต่ละเขตมีสมาชิก

(5) การจัดการเลือกตั้งโดยผสมผสานการเลือกตั้งระบบเสียงข้างมากและการเลือกตั้งระบบสัดส่วนเข้าด้วยกัน อาจจะไม่ถือเป็นการเลือกตั้งในระบบผสมเสมอไป หากว่าการคำนวณหาจำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นการคำนวณโดยไม่ได้แยกคะแนนที่ประชาชนออกเสียงให้แก่พรรคการเมือง และคะแนนที่ประชาชนออกเสียงให้แก่ผู้สมัครรับเลือกตั้งออกจากกันอย่างเด็ดขาด แต่คงความสัมพันธ์ระหว่างคะแนนทั้งสองประเภทไว้ เช่น การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน (Bundestag) แม้ว่าจะมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีที่มาทั้งจากการเลือกตั้งโดยตรงแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และจากบัญชีรายชื่อของพรรคการเมืองทำนองเดียวกับรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยฉบับปัจจุบัน แต่ก็ไม่ถือว่าการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันเป็นระบบผสม ทั้งนี้ เนื่องจากคะแนนซึ่งกำหนดจำนวนที่นั่งในสภาผู้แทนฯ ของพรรคการเมือง ได้แก่ คะแนนที่ประชาชนออกเสียงเลือกบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองเท่านั้น เมื่อคำนวณได้จำนวนที่นั่งทั้งหมดที่พรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งพึงได้รับแล้ว จึงนำเอาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่ได้รับการเลือกตั้งโดยตรงหักออกจากจำนวนดังกล่าว จำนวนที่นั่งที่เหลือจะเป็นจำนวนที่นำไปจัดสรรให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งในบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองตามลำดับ ตัวอย่าง สมมติว่า จำนวนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในสภา ฯ มีทั้งสิ้น 100 ที่นั่ง พรรคการเมือง A ได้รับคะแนนเสียงประเภทบัญชีรายชื่อคิดเป็นร้อยละ 35 ของคะแนนเสียงทั้งหมดที่มีผู้มาลงคะแนนประเภทบัญชีรายชื่อ เมื่อคำนวณแล้ว พรรคการเมือง A จะได้ที่นั่งในสภา ฯ ทั้งหมด 35 ที่นั่ง หากผู้สมัครรับเลือกตั้งซึ่งสังกัดพรรคการเมือง A ชนะการเลือกตั้งประเภทแบ่งเขตเลือกตั้งหรือการเลือกตั้งโดยตรงทั้งสิ้น 20 คน จะต้องเอาจำนวน 20 มาหักอกจากจำนวน 35 ซึ่งหมายความว่าพรรคการเมือง A จะได้ที่นั่งในสภาผู้แทนฯ ประเภทบัญชีรายชื่ออีกจำนวน 15 ที่นั่ง (ตามลำดับในบัญชีรายชื่อ) การผสมผสานในลักษณะนี้ไม่ใช่การเลือกตั้งในระบบผสมโดยแท้ แต่เป็นการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนที่แปลงรูปไป นอกจากการผสมผสานในแบบของสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันแล้ว ยังอาจมีรูปแบบของการผสมผสานอย่างอื่นอีก เช่น กำหนดให้ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งมีคะแนนเสียงเดียว แต่กำหนดที่มาของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรออกเป็น 2 ประเภท คือ ประเภทที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตและประเภทที่มาจากบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง ตัวอย่าง สมมติว่าจำนวนที่นั่งสภาผู้แทนราษฎรในสภาฯ มีทั้งสิ้น 500 ที่นั่ง รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีเขตเลือกตั้ง 400 เขต แต่ละเขตมีผู้แทนซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์ เขตละ 1 คน รวมจำนวนสมาชิกประเภทนี้ 400 คน ส่วนอีก 100 คน ให้มาจากบัญชีรายชื่อตามที่พรรคการเมืองจัดทำขึ้น ประชาชนผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งแต่ละคนมีคะแนนเสียงคนละ 1 คะแนน การที่ประชาชนเลือกผู้สมัครรับเลือกตั้งสังกัดพรรคการเมืองใดในเขตของตน ย่อมมีผลเป็นการเลือกพรรคการเมืองที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้นั้นสังกัดในส่วนของบัญชีรายชื่อไปโดยอัตโนมัติ คะแนนดังกล่าวจะถูกนำมาคำนวณหาสัดส่วนที่นั่งของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบัญชีรายชื่อพรรคการเมืองอีก 100 ที่นั่งด้วยในที่สุด การเลือกตั้งในระบบนี้ย่อมไม่ถือว่าเป็นการเลือกตั้งในระบบผสมโดยแท้ แต่ถือเป็นการเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากสัมพัทธ์แบบพ่วงบัญชีรายชื่อพรรคการเมือง

สภาผู้แทนราษฎรได้เขตละหนึ่งคนเท่ากัน การควบคุมดูแลการเลือกตั้งอาจเป็นไปได้โดยง่าย และอาจมีผลลดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอันเป็นปัญหาใหญ่ลงด้วย
อย่างไรก็ตามมีประเด็นที่พึงตั้งไว้เป็นข้อพิจารณาว่า การผสมผสานการเลือกตั้งในระบบสัดส่วนและการเลือกตั้งในระบบเสียงข้างมากเป็นไปอย่างได้ดุลยภาพหรือไม่ การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้มีจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถึง 500 คน อาจมีผลทำให้สภาฯ มีขนาดใหญ่เกินไป นอกจากนี้การที่กำหนดให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่มาจากการเลือกตั้งในระบบแบ่งเขตเลือกตั้งมีจำนวนถึง 400 คน อาจส่งผลให้พรรคการเมืองเล็กๆ เข้าสู่สภาฯ ได้มาก ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปถึงการจัดตั้งรัฐบาลด้วย สำหรับการที่รัฐธรรมนูญกำหนดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทที่มาจากบัญชีรายชื่อให้มีเพียง 100 คน ย่อมจะทำให้โอกาสที่จะได้บุคคลที่มีความรู้ความสามารถ ซึ่งไม่ได้เป็นนักการเมืองมาก่อนเข้ามาสู่วงการการเมืองน้อยลงไปด้วย
การกำหนดให้เขตการเลือกตั้งมีขนาดเล็กลง แม้ว่าอาจจะทำให้การควบคุมดูแลการเลือกตั้งเป็นไปได้ง่ายขึ้น แต่ก็อาจทำให้การซื้อเสียงทำได้ง่ายขึ้นด้วยเช่นกันเพราะขนาดพื้นที่เล็กลง สำหรับประเด็นอื่น ๆ ซึ่งเป็นประเด็นที่เกี่ยวเนื่องกับการเลือกตั้งได้แก่ การที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้การเลือกตั้งเป็นหน้าที่ และประเด็นที่กำหนดให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรีนั้น ประเด็นแรกคงเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาว่ารัฐมีสิทธิมากน้อยแค่ไหนในการ “บังคับ” ให้ประชาชนต้องไปแสดงเจตจำนงทางการเมือง ส่วนประเด็นหลังคงเป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณาถึงหลักความเสมอภาคว่า รัฐเอามาตรฐานอะไรมากำหนดว่าคนที่จะมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรต้องสำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี ทั้งๆ ที่การศึกษาภาคบังคับของรัฐกำหนดเอาไว้เพียง 12 ปี การที่รัฐกำหนดคุณสมบัติของผู้สมัครรับเลือกตั้งว่าต้องจบปริญญาตรีตรงกับเหตุผลของเรื่องหรือไม่ และแสดงความขัดแย้งกันอยู่ในตัวใช่หรือไม่ว่ารัฐไม่เชื่อมั่นว่าคนที่สำเร็จการศึกษาภาคบังคับของรัฐมีคุณภาพพอที่จะเสนอตัวเป็นผู้แทนของประชาชนได้
แม้ว่าการกำหนดระบบการเลือกตั้งในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ อาจมีข้อวิพากษ์วิจารณ์ได้ในบางแง่มุมก็ตาม แต่การที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญได้ริเริ่มเอาระบบการเลือกตั้งแบบสัดส่วนมาใช้ระดับหนึ่ง น่าจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการพัฒนาระบบการเลือกตั้งต่อไป กฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้งเป็นกฎหมายเทคนิค “เทคนิค” เป็นเพียงเครื่องมือที่ทำให้วัตถุประสงค์หรือภารกิจบรรลุผล ระบบการเลือกตั้งจึงอาจได้รับการแก้ไขเปลี่ยนแปลงได้หากการแก้ไขเปลี่ยนแปลงนั้นมีเหตุผล และช่วยให้วัตถุประสงค์ที่ยังไม่บรรลุโดยสมบูรณ์นั้น สำเร็จลุล่วงไปได้

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *