การเรียนรู้ขององค์กรและของแต่ละบุคคล

การเรียนรู้ขององค์กรและของแต่ละบุคคล

“การเรียนรู้ขององค์กรและของแต่ละบุคคล” เพื่อสร้างความได้เปรียบและความแข็งแกร่งให้กับองค์กรอย่างยั่งยืน ดังนี้

การที่องค์กรจะสามารถบรรลุผลที่เป็นเลิศได้ต้องมีแนวทางปฏิบัติที่ดีในการเรียนรู้ขององค์กรและพนักงาน การเรียนรู้ขององค์กรรวมความถึงการปรับปรุงอย่างต่อเนื่องของแนวทางที่ใช้อยู่ และการปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงที่ช่วยนำไปสู่เป้าประสงค์และ/หรือแนวทางใหม่ ๆที่สำคัญคือ การเรียนรู้จะต้องถูกปลูกฝังลงไปในการปฏิบัติงานขององค์กรด้วยซึ่งหมายความว่า การเรียนรู้จะต้อง
1. เป็นเรื่องปกติของงานประจำวัน
2. มีการปฏิบัติในระดับบุคคล หน่วยงาน และองค์กร
3. ส่งผลต่อการแก้ปัญหาที่ต้นเหตุโดยตรง (Root Cause)
4. มุ่งเน้นในการแลกเปลี่ยนความรู้ทั่วทั้งองค์กร
5. เกิดขึ้นจากการมองเห็นโอกาสในการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ และสามารถทำให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้
ที่มาของการเรียนรู้ในองค์กรนั้นมาจากความคิดพนักงาน การวิจัยและพัฒนา ข้อมูลจากลูกค้า การแลกเปลี่ยนความรู้ในวิธีการทำงานที่เป็นเลิศ และการเปรียบเทียบกับองค์กรที่เป็นเลิศ (Benchmarking) โดยอาจนำเทคโนโลยีที่ทันสมัยมาใช้ประโยชน์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียนรู้ได้ทางหนึ่งด้วย

การเรียนรู้ขององค์กรส่งผลดังนี้
1. การสร้างมูลค่าเพิ่มให้ลูกค้า ในรูปผลิตภัณฑ์และบริการใหม่หรือที่ปรับปรุงใหม่
2. การสร้างโอกาสใหม่ ๆทางธุรกิจ
3. การลดความผิดพลาดในการทำงาน ของเสีย ความสูญเปล่า และต้นทุนที่เกี่ยวข้อง
4. การปรับปรุงความสามารถในการตอบสนองลูกค้าและการลดรอบเวลา
5. การเพิ่มผลิตภาพและประสิทธิผลในการใช้ทรัพยากรทั่วทั้งองค์กร
6. การเสริมสร้างสมรรถนะขององค์กรเพื่อให้บรรลุผลในด้านความรับผิดชอบและการให้บริการต่อสาธารณะในฐานะเป็นพลเมืองดี

การเรียนรู้ของพนักงานส่งผลดังนี้
1. ช่วยให้พนักงานมีความพึงพอใจและมีทักษะหลากหลายมากขึ้น
2. เกิดการเรียนรู้ระหว่างหน่วยงานภายในองค์กร
3. สภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการสร้างนวัตกรรม
ดังนั้นจะเห็นได้ว่าการเรียนรู้ขององค์กรและของแต่ละบุคคลเป็นการปรับตัวและพัฒนาตนเองอย่างไม่หยุดนิ่งอันก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กรทั้งในด้านผลการดำเนินการ ความพึงพอใจของลูกค้าและพนักงาน แล้วยังทำให้องค์กรมีความได้เปรียบเหนือคู่แข่งขันด้วย

การเรียนรู้ขององค์กรและของแต่ละบุคคล นั้นคือการที่องค์กรให้ความสำคัญและส่งเสริมให้มีการแลกเปลี่ยนและเรียนรู้ภายในองค์กร ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งที่เสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันให้กับองค์กร (Competitive Advantage) จะเห็นว่าในภาวะปัจจุบัน “ความรู้” ถือเป็นสินทรัพย์ที่สำคัญที่สุดขององค์กร เนื่องจากสินทรัพย์ทางปัญญาหรือความรู้ (Knowledge Assets) ซึ่งหมายรวมถึง ความรู้ความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรของผู้บริหารและพนักงาน สิทธิบัตรทางปัญญา ความเชื่อมั่นในตราสินค้า good will ฯลฯ ล้วนเป็นสิ่งที่คู่แข่งยากจะเลียนแบบได้ และถือว่ามีค่ามากยิ่งกว่าสินทรัพย์ที่จับต้องได้อย่างที่ดิน อาคาร หรือเครื่องจักรเสียอีก

การเรียนรู้ได้จากการติดต่อแลกเปลี่ยนข้อมูลกับลูกค้า ข้อมูลการดำเนินงานของคู่แข่ง ข้อมูลการตลาดอื่นๆ รวมไปถึงการเสริมสร้างทักษะความรู้ให้แก่พนักงานและให้โอกาสพนักงานได้ใช้ความรู้ความสามารถในการทำงานอย่างเต็มที่ เหล่านี้จะเป็นแรงผลักดันให้องค์กรสามารถสร้างนวัตกรรมและสินค้าใหม่สู่ตลาด พัฒนาหรือเพิ่มช่องทางการตลาด เพิ่มมูลค่าให้กับสินค้าและบริการ รวมถึงการพัฒนากระบวนการผลิตหรือกระบวนการทำงานที่มีความคล่องตัวและตอบสนองความต้องการของลูกค้าหรือตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ เช่น การเปิดตลาดของ P&G ในญี่ปุ่นซึ่งเป็นประเทศที่มีข้อจำกัดอย่างมากในเรื่องพื้นที่ บริษัทจำเป็นต้องเรียนรู้และปรับตัวต่อสภาวการณ์นี้ด้วยการออกแบบบรรจุภัณฑ์บางตัว อย่างผ้าอ้อมเด็กด้วยวิธีสุญญากาศ (Vacuum-packing techniques) เมื่อผู้ใช้เปิดห่อที่บรรจุสินค้าออก สินค้าที่อยู่ภายในก็จะขยายตัวออกมาทำให้ประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บและวางสินค้า นวัตกรรมที่เกิดขึ้นในประเทศญี่ปุ่นนี้ได้ถูกนำไปใช้ในประเทศต่างๆ ผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันของบริษัทเครือข่าย ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายในการทำการวิจัยและพัฒนาสินค้าและก่อให้เกิดการเรียนรู้แบบก้าวกระโดด เหล่านี้ล้วนก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์กร
โดยสรุปแล้ว การจะสร้างให้เกิดการเรียนรู้ในองค์กรได้นั้นจะต้องได้รับความร่วมมือจากพนักงานและผู้บริหาร โดยฝ่ายผู้บริหารต้องจูงใจให้พนักงานเห็นประโยชน์ที่องค์กรจะได้รับจากการเรียนรู้และแลกเปลี่ยนความรู้ของพนักงาน โดยอาจต้องมีการสร้างแรงจูงใจต่าง ๆให้กับพนักงาน รวมถึงการสร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน ซึ่งจะกล่าวถึงต่อไปในตอนหน้า เรื่อง “การเห็นคุณค่าของพนักงานและคู่ค้า”

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *