การวัดผลตอบแทนทางสังคม จากการลงทุน

การวัดผลตอบแทนทางสังคม จากการลงทุน
คอลัมน์ ล่องคลื่นโลกาภิวัตร โดย สฤณี อาชวานันทกุล www.fringer.org ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 27 ธันวาคม พ.ศ. 2550 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3961 (3161)
คอลัมน์นี้ตอนที่แล้วนำเสนอเรื่องราวของ “ตลาดการลงทุนเพื่อสังคม” (social investment market) ว่า เป็นตลาดที่กำลังเติบโตขึ้นเรื่อยๆ เพื่อตอบสนองความต้องการของนักลงทุนพันธุ์ใหม่ที่สนใจใน “ผลตอบแทนทางสังคม” จากการลงทุน ซึ่งเป็น ตัววัดประโยชน์ที่สังคมได้รับจากการลงทุน นอกเหนือจากตัววัดปกติคือ “ผลตอบแทนทาง การเงิน” ซึ่งวัดประโยชน์ส่วนตัวที่นักลงทุนได้รับ
นักลงทุนจิตสาธารณะแต่ละคนย่อมมีระดับ ผลตอบแทนทางสังคมและผลตอบแทนทาง การเงินที่ “พอใจ” จะลงทุนไม่เท่ากัน นักลงทุน “ใจป้ำ” บางคนอาจต้องการลงทุนในกิจการที่มีผลตอบแทนทางสังคมสูงมากแต่ไม่มีผลตอบแทนทางการเงินใดๆ ซึ่งมักหมายถึงองค์กรพัฒนาเอกชน (เอ็นจีโอ) ที่ไม่แสวงหากำไร ในขณะที่นักลงทุนบางคนอาจสนใจจะลงทุนใน “ธุรกิจเพื่อสังคม” (social business หรือ social entrepreneurship) ที่หาจุดสมดุลระหว่างผลตอบแทนทางการเงินและผลตอบแทนทางสังคม และนักลงทุนอีกจำนวนมาก โดยเฉพาะกองทุนที่บริหารแบบ “ลงทุน อย่างรับผิดชอบต่อสังคม” (socially responsible investing) คงสนใจลงทุนในธุรกิจปกติ (“ธุรกิจเพื่อธุรกิจ”) ที่แสดงให้เห็นว่ามี “ความรับผิดชอบต่อสังคม” (corporate social responsibility หรือ CSR) สูง เท่านั้นนักลงทุนก็พอใจแล้ว
ไม่ว่าจะลงทุนตรงไหนบนไม้บรรทัดอุดมการณ์ทางสังคม นักลงทุนย่อมต้องการเห็นผลตอบแทนทางสังคมที่เป็นรูปธรรมชัดเจน วัดได้ และติดตามผลได้ เพื่อให้ตอบตัวเอง (หรือเจ้าของเงิน ในกรณีผู้จัดการกองทุน) ได้ว่า เงินที่ลงทุนไปนั้นก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสังคมมากน้อยเพียงใด
นอกจากผลตอบแทนทางสังคมที่เป็นรูปธรรมจะช่วยให้ธุรกิจเพื่อธุรกิจ และธุรกิจเพื่อสังคมหาเงินทุน มาประกอบกิจการด้านสังคมได้ดีกว่าเดิม มันก็มีประโยชน์ทางอ้อมต่อกิจการประเภท เอ็นจีโอ (ไม่แสวงหากำไร) อีกด้วย เพราะที่ผ่านมา ปัญหาใหญ่ประการหนึ่งในแวดวงเอ็นจีโอคือ เอ็นจีโอจำนวนมากไม่มีการวัดผลและวิเคราะห์ ผลการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพและในแง่ “ต้นทุน-กำไร” (cost-benefit) เพราะมองว่าเงินที่ใช้ในการดำเนินงานเป็นเงิน “ให้เปล่า” ที่ผู้ให้บริจาคหรือภาครัฐก็ไม่เรียกร้องผลตอบแทนใดๆ ทั้งๆ ที่ถึงแม้ว่าผู้ให้เงินจะไม่อยากได้ผลตอบแทนทางการเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ก็ควรเรียกร้องให้เอ็นจีโอ นำเงินนั้นไปสร้างผลตอบแทนทางสังคมที่สังคมหรือชุมชนได้ประโยชน์ ไม่อย่างนั้นเอ็นจีโออาจนำเงินนั้น ไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือผิดพลาด จนทำให้เงินให้เปล่ากลายเป็นเงิน “สูญเปล่า”
การวัด กำหนดเกณฑ์ และติดตาม “ผลตอบแทนทางสังคม” ที่เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะเมื่อกระบวนการเหล่านี้สามารถแปลงเป็น “โครงสร้างเชิงสถาบัน” ได้ จึงเป็นกระบวนการสำคัญที่จะเอื้ออำนวยให้เงินทุกรูปแบบ จากเงินให้เปล่าไปจนถึงเงินกู้ หุ้น และ “ทุนอดทน” (patient capital) ที่เกริ่นไว้คราวที่แล้ว สามารถก่อดอกออกผลเพื่อสังคมได้อย่างแท้จริง นักลงทุนจะได้มั่นใจมากขึ้นว่าเงินที่ลงทุนจะไม่สูญเปล่า และยินดีลงทุนในกิจการเพื่อสังคมมากกว่าในอดีต
ยิ่งผลตอบแทนทางสังคมมีเกณฑ์วัดที่ยอมรับได้ในระดับสากล และมีโครงสร้างเชิงสถาบันรองรับหนาแน่นเท่าไร ตลาดการลงทุนเพื่อสังคม (social investment market) ก็จะยิ่งเติบโตได้อย่างมั่นคงเท่านั้น และตลาดการลงทุนเพื่อสังคมก็เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ มารุ โคจิโร่ หนุ่มนักการเงินชาวญี่ปุ่นที่ใช้ชีวิตฟู่ฟ่าอยู่ใน “โลกแบน” แห่งมหานครนิวยอร์ก แต่สนใจความเป็นไปใน “โลกกลม” ของผู้ยากไร้หลายพันล้านคนที่ไม่รู้จักอินเทอร์เน็ต จะยื่นมือมาช่วยเหลือลุงยอด ชาวนาผู้แร้นแค้นแห่งจังหวัดอุบลราชธานี นอกเหนือ จากการซื้อข้าว Fairtrade ที่ลุงยอดปลูก
การที่ผลตอบแทนทางสังคมจะมีประโยชน์จริง นำไปวัดผล ติดตามผล และเปรียบเทียบระหว่างโครงการต่างๆ ได้ ก็แปลว่าเราต้องหาทางวัดผลตอบแทนชนิดนี้ออกมาเป็นตัวเลขให้ได้ ถ้าวัดไม่ได้ตรงๆ ก็ต้องหาตัวเลขตัวอื่นมาใช้เป็น “ตัวแทน” (proxy) คุณค่าทางสังคมต่างๆ ที่เราเห็นพ้องต้องกันว่าเป็นคุณค่า (เช่น อัตราการติดเชื้อของผู้ป่วยโรคเอดส์ และอัตราการตายจากโรคเอดส์ อาจ ใช้เป็นตัววัด “สถานการณ์โรคเอดส์” ในแต่ละปี ว่าดีขึ้นหรือแย่ลงเพียงใด) และเมื่อหาตัวเลขเหล่านั้นได้แล้ว ก็ต้องหาวิธีแปลงตัวเลขออกมาเป็น “เม็ดเงิน” ที่จะเกิดขึ้น (เช่น ผู้ป่วยโรคเอดส์ที่รอดชีวิตหนึ่งคนจากยาที่ผลิตโดยกิจการนี้ โดยเฉลี่ย จะสามารถหารายได้ได้เท่ากับ X เหรียญสหรัฐ ตลอดอายุขัยที่เหลืออยู่) แล้วนำเม็ดเงินที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมทั้งหมด มาหารด้วยตัวเลข เงินลงทุนเพื่อสังคมที่ใช้ไป ออกมาเป็นตัวเลข “ผลตอบแทนทางสังคม” (social return on investment หรือย่อว่า SROI)
การวัด SROI เริ่มต้นตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990 โดยสถาบันวิจัยหลากหลาย แต่กระบวนการที่พัฒนาโดยเอ็นจีโอแห่งหนึ่งคือ The Roberts Enterprise Development Fund (REDF) เพื่อใช้ในการประเมินผลการดำเนินงานของตัวเองในแต่ละปี เปรียบเทียบกับเป้าหมายทางสังคม โดยรวมขององค์กร ได้กลายเป็นแม่แบบของ การคำนวณ SROI ขององค์กรส่วนใหญ่ในปัจจุบัน ถึงแม้เราต้องยอมรับว่าประโยชน์ทางสังคม บางประการจะเป็นสิ่งที่วัดเป็นตัวเงินไม่ได้ (เช่น “คุณภาพ” ของการศึกษา) ประโยชน์ทางสังคมอีกหลายประการก็สามารถแปลงหรือแทนค่าด้วยตัวเงินได้ ทำให้การคำนวณ SROI สามารถแสดงมูลค่าทางสังคมให้นักลงทุนทุกประเภทได้เข้าใจ เพราะนักลงทุนคุยกันด้วยภาษาเลขเป็นหลัก ถ้าแปลง “คุณค่า” ออกมาเป็น “มูลค่า” ไม่ได้ ตลาดการลงทุนเพื่อสังคมก็จะเติบโตได้ยาก
วิธีวัด SROI ที่ REDF พัฒนา มีองค์ประกอบ สี่ตัว ซึ่งอาจเรียกว่าสี่ “ขั้นตอน” ก็ได้ เพราะ เกี่ยวโยงกันอย่างเป็นเหตุเป็นผลและต้องวัดทีละตัว ได้แก่ อินพุต (input), เอาต์พุต (output), ผลลัพธ์ (outcome) และผลกระทบ (impact)
เนื่องจากศัพท์ทั้งสี่คำนี้มีความหมายไม่เหมือนกันสำหรับคนแต่ละคน และความหมายก็เปลี่ยนไปตามบริบท ผู้เขียนจึงขออธิบายความหมายขององค์ประกอบแต่ละตัวในบริบทของการวัด SROI โดยละเอียดเล็กน้อย เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพชัดเจนขึ้น
องค์ประกอบหรือขั้นตอนแรก คือ อินพุต (input) หมายถึงทรัพยากรที่เราต้องใช้ใน การทำให้โครงการของเราเดินได้ ถือเป็น “ต้นทุน” ในการดำเนินกิจการ หรือที่ภาษาการเงินเรียกว่า capital costs เช่น สมมติว่าเราดำเนินธุรกิจเพื่อสังคม ที่มีเป้าหมายเพื่อสอนทักษะทางคอมพิวเตอร์ให้กับผู้ด้อยโอกาสในชุมชนห่างไกล อินพุตของเราก็คือราคาของคอมพิวเตอร์ที่ต้องซื้อมาใช้สอน
องค์ประกอบที่สอง คือ เอาต์พุต (output) หมายถึงสิ่งที่อินพุตทำให้เกิดได้ ซึ่งต้องสอดคล้องกับเป้าหมายทางสังคมของกิจการ และวัดได้ อย่างเป็นรูปธรรม เช่น ในตัวอย่างกิจการสอนทักษะคอมพิวเตอร์ให้ผู้ด้อยโอกาส เราอาจบอกว่า เอาต์พุตของเราคือ ผู้ด้อยโอกาส 25 คนในแต่ละปีที่เราสอนทักษะคอมพิวเตอร์ให้
องค์ประกอบที่สามคือ ผลลัพธ์ (outcome) หมายถึงประโยชน์ที่เกิดขึ้นในระยะยาว ในตัวอย่างของเรา ผลลัพธ์ของโครงการอาจ เป็นจำนวนผู้ด้อยโอกาสที่สามารถนำทักษะคอมพิวเตอร์ที่ได้รับในโครงการ ไปหางานทำได้ ประเด็นที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการวัดผลลัพธ์คือ ความเข้าใจว่าผลลัพธ์ของกิจการ ย่อมมีความหมายแตกต่างกันไป ตามผู้มีส่วนได้เสียแต่ละฝ่ายที่เราพยายามช่วยเหลือ เช่น ผลลัพธ์ของโครงการนี้ต่อผู้ด้อยโอกาสเอง อาจเป็นรายได้ที่เพิ่มขึ้นจาก งานประจำใหม่ที่ใช้ทักษะคอมพิวเตอร์ ในขณะที่ผลลัพธ์ต่อรัฐบาลอาจเป็นจำนวนเงินประกันสังคมที่รัฐเสียน้อยลง (เพราะผู้ด้อยโอกาสที่เคยต้อง พึ่งพิงเงินประกันสังคมแต่ตอนนี้มีงานทำแล้ว) หรือรายได้จากภาษีเงินได้ที่เก็บได้มากขึ้น (จาก ผู้ด้อยโอกาสที่มีรายได้พอเสียภาษีแล้ว)
องค์ประกอบสุดท้าย ในขั้นตอนการคำนวณ SROI คือ ผลกระทบ (impact) หมายถึงการนำเอาผลลัพธ์ในขั้นตอนก่อนหน้านี้ มาหักลบด้วยผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นอยู่ดีถึงแม้เราไม่ดำเนินกิจการ ยกตัวอย่างเช่น สมมติว่าผู้ด้อยโอกาส 5 คน จาก 25 คนที่เราสอนทักษะคอมพิวเตอร์ให้ในโครงการนี้ มีความสามารถพอที่จะไปหางานทำได้อยู่ดีถึงแม้ไม่เข้ารับการอบรม เราก็ควรคำนวณผลกระทบของโครงการโดยใช้ตัวเลข 25-5 = 20 คน เป็นฐาน ไม่ใช่ทั้ง 25 คนที่เข้ารับการอบรม นอกจากนี้ เราก็สามารถพยายามหามูลค่าของผลกระทบทางอ้อมจากโครงการด้วย เช่น อัตราการก่ออาชญากรรมที่ลดลง (ถ้ากลุ่มผู้ด้อยโอกาสที่เข้ารับการอบรมเคยมีบางคนก่ออาชญากรรม มาก่อน)
เมื่อนำผลรวมของรายได้จากงานประจำที่เราคิดว่าผู้ด้อยโอกาสทั้ง 20 คน จะทำได้ในช่วง 5-10 ปี จากทักษะคอมพิวเตอร์ที่ได้รับ คิดลด (discount) ด้วยอัตรา discount rate เพื่อปรับรายได้ในอนาคตให้เป็นมูลค่าปัจจุบัน (present value) มาหารด้วยมูลค่าอินพุต (input) ที่เราต้องใช้ในการดำเนินโครงการตั้งแต่แรก (ในกรณีนี้คือ ราคาของคอมพิวเตอร์ที่ต้องซื้อ) อัตราส่วน ที่ได้ก็คือ ผลตอบแทนทางสังคม หรือ SROI จากโครงการนี้
ตัวอย่างข้างต้นน่าจะสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เราสามารถนำแนวคิดเรื่อง SROI ไปใช้คำนวณผลตอบแทนทางสังคมของกิจการหลายรูปแบบ ไม่จำเป็นต้องเป็นธุรกิจเพื่อสังคมหรือเอ็นจีโอเพียงอย่างเดียว เพราะถ้ากิจการแบบ “ธุรกิจเพื่อธุรกิจ” มีประโยชน์ทางสังคมด้านใดด้านหนึ่ง (เช่น รายได้ส่วนหนึ่งของกาแฟสตาร์บัคส์ ผ่านโครงการ Fairtrade Label ทำให้ชาวไร่กาแฟ รายได้น้อยในประเทศยากจนมีฐานะดีขึ้น หรือโครงการ CSR ของหลายๆ บริษัทที่เกิดผลอย่างแท้จริง) เราก็สามารถพยายามคำนวณ SROI ได้
เพื่อให้ท่านผู้อ่านเห็นภาพประโยชน์และการใช้ SROI ในตลาดการลงทุนเพื่อสังคมได้ดีขึ้น ผู้เขียนจะขอยกตัวอย่างกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริงในประเทศอังกฤษ คือโครงการที่เรียกว่า “Get Out to Work” ในจังหวัดเมอร์ซีไซด์ (Merseyside) ของอังกฤษ ดำเนินการโดยองค์กรชื่อ Tomorrow”s People
จังหวัดเมอร์ซีไซด์มีปัญหาอัตราคนว่างงานสูงเป็นอันดับต้นๆ ของอังกฤษ ซึ่งหมายความว่าคนหนุ่มสาวจำนวนมากในจังหวัดนั้น โดยเฉพาะคนที่มีประวัติการก่ออาชญากรรม ประสบปัญหาการหางานทำโครงการ Get Out to Work ถูกก่อตั้งขึ้นเพื่อแก้ปัญหานี้ โดยผ่านการประสานงานระหว่าง Tomorrow”s People กับองค์กรพันธมิตรหลายฝ่ายในจังหวัดนั้น
โครงการ Get Out to Work ต้องใช้เงินทุนหมุนเวียนในการดำเนินงาน ?51,000 ต่อปี และตั้งเป้าหมาย “ความสำเร็จ” จากตัววัดสามตัว คือ 1) ช่วยหางานให้กับหนุ่มสาวผู้มีประวัติการ ก่ออาชญากรรม 163 ราย ในช่วง 2 ปีแรก ของโครงการ, 2) ช่วยให้หนุ่มสาว 12 รายในจำนวนนั้น ได้งานทำจริงๆ ภายในเวลา 2 ปี ดังกล่าว และ 3) ลดอัตราการก่ออาชญากรรมซ้ำสอง ในกลุ่ม “ลูกค้า” เหล่านั้น
ผลที่เกิดขึ้นจริงคือ ภายในสิ้นปีแรกของโครงการ Get Out to Work สามารถให้คำแนะนำกับหนุ่มสาว 110 คน ภายในจำนวนนั้น จำนวน 19 คนหางานทำได้ และยังไม่ถูกไล่ออกเมื่อเวลาผ่านไป 10 เดือน นอกจากนี้ อัตราการก่ออาชญากรรมซ้ำสองของหนุ่มสาวที่เป็นลูกค้าของโครงการก็มีระดับต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งประเทศถึง 15% ดังนั้นในกรณีนี้ อินพุตของเราคือเงินทุน 51,000 ที่ใช้ในการดำเนินโครงการ เอาต์พุตคือหนุ่มสาวจำนวน 110 คนที่ได้รับการช่วยเหลือในหนึ่งปี ผลลัพธ์คือหนุ่มสาวจำนวน 19 คน ที่หางานทำได้และไม่ต้องพึ่งพาเงินประกันสังคมจาก รัฐอีกต่อไป ผลกระทบทางอ้อมคืออัตรา การก่ออาชญากรรมซ้ำสองที่ลดลง
องค์กรที่ดำเนินโครงการนี้คือ Tomorrow”s People สามารถใช้สถิติของภาครัฐและผลการสำรวจของพวกเขาเอง ในการประเมินมูลค่าของรายได้เสริมสำหรับหนุ่มสาวที่มีงานทำ, มูลค่า เงินประกันสังคมที่รัฐเสียน้อยลง, และมูลค่าค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับอาชญากรรม (เช่น ค่าใช้จ่ายในการดูแลนักโทษ) ที่ลดลง นอกจากนี้ พวกเขายังใช้ข้อมูลจากผลการสำรวจสถานะแรงงานของรัฐในการวิเคราะห์ โดยสรุปได้ว่า โดยเฉลี่ย หนุ่มสาว 2 คนจากจำนวน 19 คนที่มีงานทำเมื่อสิ้นสุดโครงการปีแรก จะหางานทำได้เองโดยไม่ต้องอาศัยความช่วยเหลือ ดังนั้น Tomorrow”s People จึงคำนวณ SROI จากรายได้ของ 19-2 = 17 คน ไม่ใช่ 19 คน เมื่อคำนวณรายได้รวมของคน เหล่านี้ที่น่าจะทำได้ตลอดระยะเวลา 5 ปี และ ปรับลดด้วย discount rate เพื่อหามูลค่าปัจจุบันของรายได้ ก็ได้มูลค่าปัจจุบันเท่ากับ 543,000 ซึ่งเท่ากับว่าโครงการ Get Out to Work สามารถทำ SROI ในปีแรกสูงถึง 543,000 / 51,000 = 1,065% หรือพูดอีกนัยหนึ่งคือ ทุกๆ 1 ที่ลงทุนในโครงการ สามารถสร้างผลตอบแทน ทางสังคมได้ถึง 10.65.

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *