การรับช่วงสิทธิจะเกิดขึ้นเมื่อใด

การรับช่วงสิทธิจะเกิดขึ้นเมื่อใด
ม. 880 วรรคแรก ต้องมีความเสียหายซึ่งเกิดจากการกระทำของบุคคลภายนอก และผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ ผู้เอาประกันภัยและผู้รับประโยชน์ไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันหรือผู้รับประโยชน์ที่จะเรียกร้องเอาจากผู้ทำละเมิดได้
ฎ 1637/2530 เกิดเหตุไฟไหม้ แม้โจทก์จะได้ชดใช้ค่าเสียหายแก่ผู้เอาประกันภัยแล้ว แต่เมื่อเหตุเพลิงไหม้มิได้เกิดจากความประมาทของจำเลยหรือลูกจ้างของจำเลย โจทก์จึงไม่อาจรับช่วงสิทธิผู้เอาประกันภัยได้

ฎ 987/2537 สินค้าที่เสียหายจากการขนส่งทางทะเล จำเลยซึ่งเป็นผู้ขนส่งต้องร่วมรับผิดใน
ความเสียหายดังกล่าว เมื่อผู้รับประกันได้ชำระแทนให้ผู้รับตราส่งไป จึงรับช่วงสิทธิจากผู้รับตราส่งมาฟ้องเรียกคืนจากจำเลยได้
ฎ 3888/2537 การรับช่วงสิทธิฟ้องเรียกจากผู้ทำละเมิด ไม่อยู่ในบังคับของ ป.พ.พ. มาตรา 867
วรรคแรก อันจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิดจึงจะฟ้องร้องบังคับคดีได้
ฎ 1227/2523 เมื่อรถชนกันแล้ว เจ้าของรถบรรทุกซึ่งโจทก์รับประกันภัยไว้ได้ทำสัญญา
ประนีประนอมยอมความกับจำเลย แต่เมื่อจำเลยยังไม่ได้ปฏิบัติตามสัญญาดังกล่าว ความผูกพันตามสัญญาประกันภัยซึ่งโจทก์จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่เจ้าของรถบรรทุกย่อมจะยังไม่ระงับไป เมื่อโจทก์จ่ายค่าซ่อมรถไปแล้ว ย่อมเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันได้ตามจำนวนที่โจทก์จ่ายไปจริงและไม่เกินจำนวนที่เจ้าของรถบรรทุกมีสิทธิเรียกร้องเอาแก่จำเลยตามสัญญาประนีประนอมยอมความเท่านั้น
หากว่าบุคคลภายนอกหลุดพ้นจากความรับผิดต่อผู้เอาประกันไปแล้ว ผู้รับประกันก็ไม่อาจรับช่วงสิทธิได้ เช่น ต่างตนต่างประมาทและทำรายงานบันทึกประจำวันต่างคนต่างซ่อม เป็นการสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่พึงมีต่อกัน จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความ มูลละเมิดระงับตามมาตรา 850-852 ผู้รับประกันไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยให้รับผิดในมูลละเมิดที่ระงับสิ้นไปในฐานะผู้รับช่วงสิทธิได้ (ฎ 1892/2538)
ฎ. 4045/2548 จำเลยขับรถจักรยานยนต์เฉี่ยวชนรถกระบะของ ส. ที่เอาประกันภัยไว้กับโจทก์ เป็นเหตุให้รถทั้งสองคันได้รับความเสียหาย ซึ่งตามรายงานประจำวันเกี่ยวกับคดี นอกจากเจ้าพนักงานสอบสวนจะทำการบันทึกแจ้งข้อหาจำเลยเป็นคดีอาญาและเปรียบเทียบปรับอันทำให้คดีอาญาเป็นอันเลิกกันแล้ว พนักงานสอบสวนยังทำบันทึกเกี่ยวกับค่าเสียหายมีข้อความว่า คู่กรณีสมัครใจตกลงกันโดยทั้งสองฝ่ายไม่ติดใจเรียกค่าเสียหาย ตกลงกันเป็นที่พอใจแล้วจึงให้ ส. และจำเลยลงชื่อไว้เป็นหลักฐาน ดังนี้แสดงว่า ส. และจำเลยตกลงกันว่าไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน เป็นการระงับข้อพิพาทให้เสร็จไปโดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันด้วยการที่ต่างฝ่ายต่างซ่อมรถที่เสียหายเอง ข้อตกลงเช่นนี้มีลักษณะเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความตาม มาตรา 850 ทำให้ ส. ไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยรถของ ส. จะรับช่วงสิทธิของ ส. ได้เพียงเท่าที่ ส. ผู้เอาประกันภัยมีอยู่นั้น แม้ ส. จะทำบันทึกตกลงกับจำเลยโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์ก็ตาม แต่ ส. เป็นผู้ได้รับความเสียหายกรณีละมิดถูกรถจำเลยเฉี่ยวชน ย่อมมีสิทธิที่จะทำข้อตกลงระงับข้อพิพาทที่มีอยู่กับจำเลย ด้วยการทำสัญญาประนีประนอมยอมความไม่ติดใจเรียกร้องค่าเสียหายต่อกัน อันเป็นการสละสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนได้โดยไม่จำต้องได้รับความยินยอมจากโจทก์ เมื่อ ส. ผู้เอาประกันภัยไม่มีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลย ดังนี้ โจทก์ผู้รับประกันภัยย่อมไม่อาจรับช่วงสิทธิของ ส. ที่จะมาเรียกร้องค่าเสียหายจากจำเลยได้ การที่โจทก์ผู้รับประกันภัยได้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่ ส. ผู้เอาประกันภัยไป เป็นการปฏิบัติไปตามข้อสัญญาในกรมธรรม์ที่โจทก์ทำไว้กับ ส. เท่านั้น
ฎ. 6114/2540 จำเลยทำสัญญากับธนาคารรับเป็นผู้ประสานงานในการส่งข้อมูลของธนาคารจากเครื่องส่งสัญญาณไปยังสถานีตำรวจด้วยเครื่องมือทางอิเล็กทรอนิกส์เพื่อขอความช่วยเหลือที่รวดเร็วและทันต่อเหตุการณ์ เมื่อเครื่องส่งสัญญาณที่จำเลยติดตั้งไว้ที่เครื่องบริการเงินด่วนของธนาคารส่งสัญญาณไปยังศูนย์ของจำเลยเพราะถูกคนร้ายงัดทำลายแล้ว แต่เจ้าหน้าที่จำเลยละเลยไม่แจ้งเหตุต่อไปยังสถานีตำรวจเพื่อขอความช่วยเหลือ ถือว่าจำเลยผิดสัญญา แต่ไม่ถือเป็นการกระทำละเมิดต่อธนาคารตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 เพราะสัญญาไม่ได้ระบุว่าหากจำเลยผิดสัญญาจะต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเท่าใด จึงเป็นเพียงสัญญาให้บริการแก่ธนาคารเพื่อช่วยป้องกันการโจรกรรมทรัพย์สินของธนาคารอีกทางหนึ่งไม่ใช่สัญญาที่จำเลยตกลงยอมชดใช้ค่าเสียหายแก่ธนาคารในกรณีทรัพย์สินถูกโจรกรรม ธนาคารไม่มีสิทธิฟ้องจำเลยเพื่อเรียกค่าเสียหายตามจำนวนเงินที่ถูกลักไป โจทก์ซึ่งเป็นผู้รับประกันภัยได้ใช้ค่าเสียหายให้ธนาคารผู้เอาประกันภัยไปแล้ว ย่อมไม่อาจรับช่วงสิทธิของธนาคารมาฟ้องเรียกให้จำเลยรับผิดต่อโจทก์ตามมาตรา 880 วรรคแรกได้
– ในกรณีที่ผู้รับประกันภัยเข้ารับช่วงสิทธิของผู้เอาประกันภัยไปฟ้องไล่เบี้ยเอากับผู้ทำละเมิดตามมาตรา 880 นั้น มีหลักว่าผู้รับช่วงสิทธิมีสิทธิเช่นเดียวกับผู้เอาประกันที่ตนรับช่วงสิทธิมา ดังนั้นผู้รับประกันภัยต้องฟ้องผู้ทำละเมิดภายในอายุความตามมาตรา 448 เช่นเดียวกับสิทธิของผู้เอาประกันภัย
ฎ. 6246/2540 โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทรับประกันภัยฟ้องคดีโดยรับช่วงของผู้เอาประกันภัยที่มีต่อจำเลยซึ่งเป็นบุคคลภายนอกตามมาตรา 880 วรรคหนึ่ง สิทธิของโจทก์จึงมีเท่ากับสิทธิของผู้เอาประกันที่มีอยู่โดยมูลหนี้ต่อจำเลยตามมาตรา 226 วรรคหนึ่ง เมื่อผู้เอาประกันภัยต้องฟ้องจำเลยภายในกำหนด 1 ปี ตามมาตรา 448 วรรคหนึ่ง โจทก์ก็ต้องฟ้องจำเลยทั้งสามภายในกำหนดระยะเวลาดังกล่าวด้วย เมื่อเหตุละเมิดรถยนต์ชนกันเกิดเมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2536 คู่กรณีได้เจรจาค่าเสียหายและสามารถตกลงกันได้ แสดงว่าผู้เอาประกันภัยได้รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงจะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนในวันเกิดเหตุแล้ว เมื่อโจทก์มิได้ฟ้องภายในระยะเวลา 1 ปี นับแต่วันดังกล่าว คดีโจทก์ขาดอายุความ

ม. 880 วรรค 2 การชำระค่าสินไหมทดแทนในบางส่วนของความเสียหาย ผู้รับประกันภัยห้ามใช้สิทธิของตนในทางเสื่อมเสียสิทธิของผู้เอาประกันภัยหรือผู้รับประโยชน์ ในการเรียกร้องเอาค่าสินไหม ทดแทนจากบุคคลภายนอก กล่าวคือ ผู้รับประกันภัยเมื่อรับช่วงสิทธิแล้วฟ้องร้องบุคคลภายนอกและยึดทรัพย์ของบุคคลภายนอกมาชำระให้ผู้รับประกันจนหมดสิ้น ทำให้ผู้เอาประกันไม่อาจบังคับบุคคลภายนอกในส่วนที่ขาดได้อีก ตัวอย่างเช่น ก.ได้ทำละเมิดต่อทรัพย์สินของ ข. ซึ่งเอาประกันภัยกับบริษัท ค. มีค่าเสียหาย 10,000 บาท ถ้าหากบริษัท ค. ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ 5,000 บาท ก็สามารถรับช่วงสิทธิไปไล่เบี้ยกับ ก. ได้ 5,000 บาท ส่วน ข.มีสิทธิเรียกได้จาก ก. อีก 5,000 บาท ปรากฏว่า ก. มีทรัพย์สินเหลืออยู่เพียง 8,000 บาท ดังนี้บริษัท ค. จะรับช่วงสิทธิเรียกร้องเต็ม 5,000 บาทไม่ได้ เพราะเสื่อมเสียสิทธิของ ข. ที่จะเรียกจากก.ให้ครบ 5,000 บาท บริษัท ค. จึงรับช่วงสิทธิเรียกได้เพียง 3,000 บาทเท่านั้น

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *