การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเซรามิก

การพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเซรามิก

 

อุตสาหกรรมเซรามิกเป็นอุตสาหกรรมพื้นฐานที่มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ และเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมอื่น เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้าง อุตสาหกรรมไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมยานยนต์ อุตสาหกรรมการแพทย์ และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว เป็นต้น  กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้เล็งเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมเซรามิก ประกอบกับมีภารกิจด้านการส่งเสริมและพัฒนาระบบโลจิสติกส์อุตสาหกรรม

จึงได้ร่วมกับศูนย์วิจัยโลจิสติกส์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ดำเนินโครงการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเซรามิก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดแนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน และวิธีการจัดการที่ดีที่สุด (Best Practice) เพื่อสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน โดยผลการศึกษาพบว่าอุตสาหกรรมเซรามิกมีศักยภาพที่จะพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน เพื่อลดต้นทุนและลดระยะเวลาในโซ่อุปทานได้ โดยมีแนวทางที่สำคัญ ได้แก่ (1) ลดเวลาและความสูญเปล่าในโซ่อุปทาน (2) รวมกลุ่มในลักษณะของคลัสเตอร์ (3) พัฒนาระบบ Hub และ Spoke ในการกระจายสินค้าเพื่อลดต้นทุนขนส่ง
การดำเนินงาน
• ศึกษาและวิเคราะห์สถานภาพ ประเด็นปัญหาด้านโลจิสติกส์ กระบวนการและกิจกรรม รวมทั้งโครงสร้างต้นทุนและระยะเวลาในโซ่อุปทาน
• สำรวจข้อมูลโดยแบบสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึกในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเซรามิก ตั้งแต่อุตสาหกรรมต้นน้ำ ได้แก่ เหมืองและโรงแต่งแร่ โดยเน้นที่วัตถุดิบสำหรับการผลิตเซรามิก 3 ประเภท คือ ดินขาว ดินดำหรือบอลเคลย์ และเฟลสปาร์ จนถึงอุตสาหกรรมปลายน้ำ ได้แก่ โรงงานผลิตเซรามิก อาทิ กระเบื้องปูพื้น บุผนัง เครื่องสุขภัณฑ์ เครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของชำร่วย และเครื่องประดับ ไปจนถึงผู้จัดจำหน่ายสินค้าเซรามิก 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ กลุ่มตัวแทนจำหน่ายอุปกรณ์ เครื่องใช้ภายในบ้านที่มีขนาดใหญ่ และกลุ่มผู้ค้าส่งสินค้าเซรามิกประเภทเครื่องใช้บนโต๊ะอาหาร ของชำร่วยและเครื่องประดับ
• วิเคราะห์และประเมินผลโดยใช้หลักการของ SCOR Model (Supply Chain Operation Reference Model) วัดประสิทธิภาพของการจัดการโลจิสติกส์ในโซ่อุปทาน ครอบคลุม 5 องค์ประกอบ ได้แก่ ความน่าเชื่อถือ (Reliability) ความสามารถในการตอบสนอง (Responsiveness) ความยืดหยุ่น (Flexibility) และสินทรัพย์ (Asset) เพื่อเสนอวิธีการจัดการที่ดีที่สุด
ผลการศึกษา
• ต้นทุนโลจิสติกส์ต่อยอดขายอยู่ที่ประมาณร้อยละ 23
• ระยะเวลาในโซ่อุปทานเฉลี่ยประมาณ 85 วัน โดยร้อยละ 97 ของเวลาในกิจกรรมที่ไม่เพิ่มมูลค่า เป็นกระบวนการจัดเก็บในโซ่อุปทาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการจัดเก็บวัตถุดิบ และสินค้าในกระบวนการผลิตสินค้าสำเร็จรูป
แนวทางการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทานอุตสาหกรรมเซรามิก
จากการศึกษาพบว่าอุตสาหกรรมเซรามิกมีศักยภาพในการพัฒนาระบบโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน เพื่อลดต้นทุนและลดระยะเวลาในภาพรวมได้ โดยมีแนวทางที่สำคัญ ได้แก่  (1) การลดเวลาและความสูญเปล่าต่างๆ ในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเซรามิก (2) การรวมกลุ่มในลักษณะของคลัสเตอร์ โดยพิจารณาแต่ละขั้นตอนในโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมเซรามิก และ (3) การพัฒนาระบบ Hub และ Spoke ในการกระจายสินค้าเพื่อลดต้นทุนค่าขนส่ง
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ได้นำเสนอผลการศึกษาในการสัมมนา เรื่อง “การเพิ่มขีดความสามารถอุตสาหกรรมเซรามิกไทย” เมื่อวันศุกร์ที่ 15 กุมภาพันธ์ 2551 ณ ห้องเวียงแก้ว โรงแรมลำปางเวียงทอง จ.ลำปาง ซึ่งมีผู้ประกอบการผู้มีส่วนได้เสียเข้าร่วมแลกเปลี่ยนความเห็นและข้อเสนอแนะ ซึ่งจะได้นำไปขยายผลสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในโครงการนำร่องการพัฒนาประสิทธิภาพโลจิสติกส์เชิงลึกกลุ่มอุตสาหกรรมเซรามิก ซึ่งจะดำเนินการภายในปี 2551 นี้

 

ที่มา กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่  

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *