การฝึกอบรมคือยาขมหรือยาวิเศษสำหรับลูกจ้างไทย

การฝึกอบรมคือยาขมหรือยาวิเศษสำหรับลูกจ้างไทย

พอได้ยินว่าบริษัทจะส่งให้ไปเข้าอบรม มีเพียงบางคน บางกลุ่มเท่านั้นที่ดีใจ เช่น พนักงานใหม่ พนักงานที่จะได้ไปเข้าอบรมในต่างประเทศครั้งแรก พนักงานที่จะได้ไปอบรมหลักสูตรที่ไม่ค่อยซีเรียส (ไปเข้าเพราะทางราชการขอมา ไปให้ครบๆเข้าไว้) พนักงานที่จะไปอบรมพร้อมๆกันหลายคน หรือไม่ก็ไปเข้าอบรมนอกสถานที่และมีงานปาร์ตี้ตอนเย็น
ในขณะที่ลูกจ้างแบบไทยๆส่วนใหญ่มักจะมีรู้สึกว่าการเข้ารับการอบรมน่าเบื่อ เซ็ง ไม่อยากไปเข้าอบรมเพราะเสียเวลาทำงาน ง่วงนอนจะตายไปวิทยากรพูดน่าเบื่อยิ่งกว่าฟังพระเทศเสียอีก อบรมไปก็เท่านั้นไม่เห็นจะช่วยให้ทำงานง่ายขึ้นเลย อบรมกี่ครั้งก็เหมือนเดิม เปลี่ยนวิทยากร เปลี่ยนชื่อหลักสูตร แต่เนื้อหาเหมือนเดิม อบรมอะไรกันมากมาย ไม่อบรมก็ทำงานได้ อบรมในเวลางานแต่สุดท้ายก็ต้องกลับมาทำงานที่คั่งค้างอยู่ ฯลฯ สรุปง่ายๆว่าลูกจ้างส่วนใหญ่มักจะมีทัศนคติที่ไม่ดีต่อการเข้ารับการฝึกอบรม
ในขณะที่นายจ้างหรือผู้บริหาร ก็มักจะมองว่าการฝึกอบรมน่าจะเป็นสิ่งที่ดีต่อลูกจ้างหรือลูกน้อง เพราะมันเป็นสิ่งที่ติดตัวกับเขาไปตลอด ไม่ว่าจะออกไปอยู่ที่ไหน องค์กรน่าจะเสียเปรียบมากกว่า ทำไมพนักงานจึงไม่รีบฉกฉวยโอกาสอันนี้เอาไว้ สิ่งที่บริษัทต้องเสียแน่ๆคือค่าใช้จ่าย เวลาในการทำงาน แต่ยังไม่รู้เลยว่าบริษัทจะได้อะไรกลับคืนมาบ้าง ครั้นจะเลิกการอบรมไปเลยก็จะหาว่าองค์กรไม่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาคน แต่พอจัดให้เข้าอบรมก็ได้แต่เพียงเปลือกนอกคือสถิติการเข้าอบรม เงินทองและเวลาที่สูญเสียไป สุดท้ายหลายองค์กรก็กล้ำกลืนฝืนทนยังคงจัดให้พนักงานเข้าอบรมอยู่เหมือนเดิม ส่วนพนักงานเองก็มองการฝึกอบรมเป็นยาขมอยู่เรื่อยไป หลีกได้เมื่อไหร่หลีก ถ้าหลีกไม่ได้ก็ไปแบบจำใจ ทนฟังไปทั้งวันหรือทนหลับ ทนง่วงไปทั้งวัน ในขณะที่บางคนก็หลับทนทั้งวันเหมือนกัน(โดยเฉพาะพวกที่ไปเข้าสัมมนาภายนอก)
จากปัญหาคาใจทั้งของนายจ้างและลูกจ้างเกี่ยวกับการฝึกอบรมดังที่ได้กล่าวมานี้ ผมคิดว่าปัญหาน่าจะเกิดจากสาเหตุหลายอย่าง เช่น การอบรมเริ่มต้นที่ความรู้ ทักษะ ไม่ใช่ทัศนคติ หลายองค์กรมักจะเน้นการฝึกอบรมให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจ ทำงานได้ ทำงานเป็นก่อน แต่ลืมไปว่าถ้าใจคนยังไม่รับ ยังไม่เห็นความสำคัญ รับรองว่าต่อให้มีความรู้ความเข้าใจหรือมีทักษะสูงเพียงใดก็ตาม เขาก็ไม่พร้อมที่จะเรียน ไม่พร้อมที่จะนำมาใช้ พูดง่ายๆคือคนที่เข้าอบรมส่วนใหญ่มักจะถูกบังคับให้เรียนรู้มากว่า รู้ที่จะเรียน การฝึกอบรมส่วนใหญ่ยังขาดการสร้างแรงจูงใจให้คนกระตือรือร้นในการเรียน คนบางคนใจเริ่มมาก็ต่อเมื่อหมดเวลาอบรมไปแล้ว การฝึกอบรมมักจะเน้นการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับงานมากเกินไป เกือบทุกองค์กรจะมุ่งเน้นการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน คนที่เป็นลูกจ้างส่วนใหญ่ก็มองผลประโยชน์นายจ้างกับผลประโยชน์ของตัวเองขัดกันอยู่แล้วเป็นธรรมดา เมื่อถูกบังคับให้ไปเข้าอบรมก็มักจะคิดว่านายจ้างต้องการให้เขาสร้างผลประโยชน์ให้นายจ้างเพียงฝ่ายเดียว ตัวเขาไม่เห็นได้อะไร เงินเดือนก็ขึ้นเหมือนคนอื่น องค์กรไม่ค่อยส่งเสริมการฝึกอบรมที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ของตัวพนักงานเพียงฝ่ายเดียวมากนัก
เพื่อให้การฝึกอบรมซึ่งเป็นยาขมของพนักงานกลายเป็นยาวิเศษและไม่ก็แม้จะเป็นยาขมแต่พนักงานเต็มใจที่จะทาน เพราะต้องการรักษาโรคหรือต้องการบำรุงสุขภาพของตัวเองด้วยความเต็มใจ ผมจึงใคร่ขอแนะนำแนวทางการฝึกอบรมที่คิดว่าน่าจะช่วยให้ทั้งสองฝ่ายร่วมกันพัฒนาตน พัฒนาคนและพัฒนาองค์กรต่อไปได้อย่างยั่งยืนและมีประสิทธิภาพดังนี้
• กำหนดหลักสูตรฝึกอบรมภาคบังคับและเลือกเสรี
การฝึกอบรมในองค์กรน่าจะมีการกำหนดไว้เลยว่าแต่ละตำแหน่งจะต้องผ่านการฝึกอบรมหลักสูตรภาคบังคับอะไรบ้างและหลังจากนั้นถ้าผ่านหลักสูตรภาคบังคับได้แล้วในแต่ละช่วงจะให้โอกาสเลือกหลักสูตรการฝึกอบรมที่พนักงานแต่ละคนต้องการอย่างอิสระเสรี อาจจะกำหนดแค่เพียงงบประมาณและจำนวนวันอบรมไว้เท่านั้น เช่น บางคนอาจจะอยากเข้าหลักสูตรนั่งสมาธิ บางคนอาจจะอยากเข้าหลักสูตรฝึกอบรมวิชาชีพระยะสั้น บางคนอาจจะอยากเข้าหลักสูตรของมูลนิธิกู้ภัยต่างๆ ฯลฯ การออกแบบหลักสูตรสองกลุ่มนี้ควรจะกำหนดเป็นขั้นแบบบันได และแต่ละช่วงของหลักสูตรภาคบังคับก็จะแทรกด้วยหลักสูตรฝึกอบรมเลือกเสรีที่ถือเป็นแรงจูงใจให้กับพนักงานในแต่ละช่วงเวลา
• เน้นการฝึกอบรมโดยเริ่มตั้งแต่ทัศนคติ ความรู้และทักษะ
ทุกหลักสูตรของการฝึกอบรมน่าจะมีการแบ่งออกเป็น 3 ระยะคือระยะแรกเน้นการสร้างจิตสำนึกให้ผู้เข้าอบรมเห็นความสำคัญของสิ่งที่กำลังจะเรียน ชี้ให้เห็นประโยชน์ที่พนักงานจะได้รับจากการเข้าฝึกอบรมในหลักสูตรนั้นๆก่อน โดยอาจจะเชื่อมโยงสู่เป้าหมายชีวิตของแต่ละคน เมื่อมั่นใจแล้วว่าทุกคนที่จะเข้าอบรมมีความอยากแล้ว ก็ค่อยสอนเรื่องความรู้และพัฒนาทักษะต่อไป และที่สำคัญผมคิดว่าพนักงานควรจะมีส่วนร่วมในการออกแบบหลักสูตรที่ตัวเองจะเรียน เช่น บรรยากาศในการเรียน รู้แบบการเรียนการสอน เพราะบางคนอาจจะถนัดที่จะเรียนที่บ้าน บางคนถนัดที่จะเรียนในบางช่วงเวลา เพราะข้อจำกัดในชีวิตของแต่ละคนแตกต่างกันไป ผมคิดว่าในยุคของเทคโนโลยีทันสมัย น่าจะสามารถออกแบบหลักสูตรการฝึกอบรมให้สอดคล้องกับความต้องการของแต่ละคนได้ ให้เหมือนกับแนวคิดที่ใช้ในการเรียนการสอนในโรงเรียนสมัยนี้ที่มักจะเรียกกันว่าการเรียนแบบเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง องค์กรก็เช่นกันคงจะต้องเน้นพนักงานเป็นศูนย์กลางได้เหมือนกันนะครับ
สรุป การฝึกอบรมจะเป็นยาขมหรือเป็นยาวิเศษนั้น ขึ้นอยู่กับระบบการบริหารจัดการด้านการฝึกอบรมของแต่ละองค์กรนะครับ ผมมีความเชื่ออยู่ลึกๆว่าคนทุกคนอยากเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ถ้าเรารู้ว่าสิ่งนั้นมีประโยชน์กับชีวิตของเขา โดยเฉพาะชีวิตส่วนตัว ไม่ใช่ชีวิตการทำงาน เราคงจะต้องเริ่มต้นอบรมเขาตั้งแต่การวางแผนชีวิต การอบรมหลักสูตรที่เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัวแล้วค่อยๆขยับมาสู่เรื่องส่วนตัวผสมเรื่องงานและสุดท้ายค่อยมาอบรมเรื่องงานเพียงอย่างเดียว เพราะถ้าเมื่อไหร่เราเริ่มที่เรื่องงานก่อน ลูกจ้างไทยๆอย่างเราก็จะตั้งป้อม ปิดประตูใจไว้ตั้งแต่นาทีแรกของการเรียนเลยทีเดียว ดังนั้น การฝึกอบรมจึงไม่ใช่เรื่องยาก แต่เรื่องที่ยากคือทำอย่างไรให้ใจคนเปิดรับการฝึกอบรม

ที่มา : http://www.peoplevalue.co.th/

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *