การบริหารความเครียด

การบริหารความเครียด
สมสกุล เผ่าจินดามุข กรุงเทพธุรกิจ วันพฤหัสบดีที่ 29 ธันวาคม พ.ศ. 2548
ปีที่ผ่านมา เป็นปีที่ผู้คนจำนวนมากต้องพบกับความเครียด ความเครียดที่ว่านี้อาจเป็นความเครียด ที่เกิดจากปัญหาชีวิตประจำวัน ความเครียดจากการทำงาน ความเครียดจากการดำเนินชีวิต
สำหรับนักจิตวิทยาบริหารแล้วมองว่า ความเครียดเป็นทั้งมิตรและศัตรู ถ้ารู้จักจัดการได้ถูกต้อง ความเครียดก็สามารถนำมาใช้ให้เกิดผลผลิตได้ แต่ถ้าจัดการไม่ได้ ควบคุมไม่ดี ก็มีแต่ความหายนะมาเยือน
บทความหนึ่งใน นิตยสารฮาร์วาร์ด บิสสิเนส รีวิว พูดถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์และทำลายของความเครียดได้อย่างน่าสนใจ บทความดังกล่าวบอกในทำนองว่า องค์กรใดไม่มีความเครียดอยู่เลยก็จะไม่มีแรงกดดันให้คิด ให้สร้างสรรค์ และบอกว่าผู้จัดการบริษัทจำนวนไม่น้อยทำให้ตัวเองมีแรงกดดันไม่พอ ยังทำให้ทีมมีแรงกดดันด้วย เพราะเชื่อว่า แรงกดดันจะทำให้พวกเขาประสบความสำเร็จยิ่งขึ้น
ความเครียดจึงถือเป็นส่วนหนึ่งของงาน และเป็นองค์ประกอบสำคัญของความสำเร็จ หากไม่มีเสียเลย ก็จะไม่มีวันที่จะบรรลุเป้าหมายได้ แต่ถ้าเครียดมากไป แทนที่จะได้งานจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น อาจจะพังได้
นิตยสารเพื่อคอนักบริหารฉบับนี้ อ้างถึงงานวิจัยของสำนักงานความปลอดภัยและสุขภาพลูกจ้างแห่งชาติ (NIOSH) ที่สำรวจพบว่า พนักงานร้อยละ 40 มักจะรู้สึกว่า พวกเขามีงานล้นมือ อยู่ในภาวะกดดัน กังวล เครียด และป่วย และนับวันจะยิ่งเลวร้ายลง อันเป็นผลมาจากสภาพการแข่งขันที่รุนแรงขึ้นของธุรกิจ ตลาดที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างตั้งตัวไม่ติด และสารพัดข่าวร้ายที่ปรากฏอยู่บนหน้าหนังสือพิมพ์ได้ทุกวัน
สิ่งที่คนทั่วไปยังไม่รู้กันก็คือ ความเครียดมีทั้งชนิดดีและเลว (เหมือนไขมัน) ความเครียดชนิดดี เรียกว่า “eustress” เป็นความเครียดที่นักจิตวิทยาบอกว่า เครียดแบบสร้างสรรค์ เป็นความเครียดที่ให้พลังงานและแรงจูงใจให้ดิ้นรนต่อสู้ และทำให้บังเกิดผล ความเครียดแบบนี้พบได้ในหมู่นักกีฬาที่มีความสามารถเก่งกาจ ศิลปินที่มีความคิดสร้างสรรค์ และคนที่ประสบความสำเร็จสูงทุกสาขาอาชีพ คนที่สามารถบรรลุข้อตกลงธุรกิจสำคัญๆ หรือกลับมาอ่านรายงานผลการดำเนินงาน ที่ประสบความสำเร็จในรอบปีที่ผ่านมาก็จะเกิดแรงใจ เกิดปัญญา และคิดสร้างสรรค์ได้
วิธีแก้ปัญหาเมื่อเผชิญกับความเครียดดังกล่าว ปรมาจารย์จากฮาร์วาร์ดท่านหนึ่งแนะนำไว้ 4 ขั้นตอน ขั้นแรก ให้เอาปัญหามาวิเคราะห์ หรือรวบรวมข้อเท็จจริงของปัญหาทั้งหมดมาดู แล้วเลือกพินิจพิเคราะห์เจ้าตัวปัญหา ที่ต้องจัดการเป็นอันดับแรก หรือปัญหาที่ถ้าไม่สามารถแก้ไขให้เสร็จ ขืนปล่อยต่อไปไอ้สิ่งที่คิดว่าเป็นความเครียด ที่ท้าทายความคิดสร้างสรรค์ จะกลายเป็นตัวทำลายความมั่นใจในการทำงาน
ทีนี้วิธีดูว่า เราเดินมาถึงจุดสุดยอดของปัญหาแล้วหรือยังให้ดูว่า เรารู้สึกหมดสนุกที่จะทำให้เกิดผลงานหรือยัง หรือเริ่มเกิดความเครียดขึ้นมาแล้ว เช่นกังวล หวาดกลัว โกรธ หรือเบื่อ ถ้าถึงจุดนี้เมื่อไรให้ไปขั้นที่สองคือ เดินหนีปัญหาไปเลย ไปทำอย่างอื่น อะไรก็ได้ที่ชอบ เช่น เดินเล่น จ๊อกกิ้ง ดูภาพศิลปะ ฟังเพลงคลาสสิก ฯลฯ หรือแม้แต่ถักโครเชต์ หัวใจสำคัญของขั้นตอนนี้คือ หยุดวิเคราะห์ แต่ควบคุมความท้อไว้ และปลีกตัวเองออกมาจากความคิดที่ทำให้เครียด พอสมองสงบนิ่งแล้ว ร่างกายจะปล่อยสารไนตริกออกไซด์ออกมาทำให้รู้สึกสบาย และทำให้สมองแจ่มใสอีกครั้ง
ขั้นที่สามคือ “ข้ามพ้น” เปรียบไปแล้วเหมือนนักกีฬาที่ฝึกฝนหนักจนร่างกายไม่รับรู้ว่าตนเองกำลังทำอะไรอยู่ แต่เป็นความรู้สึกผ่านพ้นและผ่อนคลายจากความเครียดที่มาจากการหลั่งสารเอนโดรฟิน หรือสารแห่งความสุข และขั้นสุดท้ายคือ กลับคืนสู่ภาวะความเชื่อมั่นอีกครั้งพร้อมที่จะแก้ปัญหา
เทคนิคดังกล่าวผู้บริหารสามารถนำไปใช้ได้ ไม่ว่าจะเจอกับสภาวะการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ปัญหาการแปรรูปรัฐวิสาหกิจ ม็อบสวนลุม เป็นต้น

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *