การทำสัญญาในอังกฤษ

การทำสัญญาในอังกฤษ

บัญญัติ สุชีวะ
ผู้พิพากษาประจำกระทรวง

สัญญาที่จะเกิดขึ้นได้ตามกฎหมายอังกฤษ นอกจากจะมีคำเสนอ คำสนอง และเจตนาที่จะให้มีผลผูกพันตามกฎหมาย ดังเช่นกฎหมายไทยแล้ว ยังมีข้อแตกต่างอีกหลายอย่าง เช่น ถ้าไม่ใช่สัญญาที่ต้องทำตามแบบพิธี (under seal) แล้ว จะต้องมีคอนซิเดอเรชั่น (consideration) ด้วยเป็นต้น ผู้เขียนเห็นเป็นเรื่องน่ารู้จึงขอเก็บมาเล่าสู่กันฟัง โดยมิได้มีเจตนาจะให้เป็นหลักวิชาแต่ประการใด
สัญญาตามกฎหมายอังกฤษแบ่งเป็น สัญญาธรรมดา (simple contract) และ สัญญาที่ต้องทำตามแบบพิธี (contract under seal หรือ specialty) สัญญาะรรมดาอาจเป็นสัญญาปากเปล่า ลายลักษณ์อักษร หรือทั้งปากเปล่าและลายลักษณ์อักษรก็ได้ ซึ่งผู้เขียนจะขอเล่าแต่เฉพาะสัญญาธรรมดานี้เท่านั้น เพราะเป็นหลักของสัญญาทั่ว ๆ ไป
ว่าโดยทั่วไปแล้ว สัญญาจะเกิดและมีผลผูกพันตามกฎหมายได้ จะต้องประกอบด้วยหลักเกณฑ์ใหญ่ ๆ คือ
1. ต้องมีคำเสนอ คำสนอง และเจตนาของคู่สัญญาที่จะให้มีผลผูกพันทางกฎหมาย
2. จะต้องมีคอนซิเดอเรชั่น (ดังจะได้กล่าวต่อไป) เว้นแต่จะเป็นสัญญาซึ่งต้องทำตามแบบพิธี จึงไม่จำเป็นต้องมีคอนซิเดอเรชั่น
3. คู่สัญญาจะต้องมีความสามารถที่จะทำสัญญาได้ตามกฎหมาย
4. คู่สัญญาจะต้องมีเจตนาแท้จริงในการทำสัญญานั้น ๆ ไม่ใช่ทำโดยการข่มขู่ หรือหลอกลวง
5. สัญญานั้นต้องไม่ขัดต่อกฎหมายหรือเป็นโมฆะ
หลักเกณฑ์ตามข้อ 3, 4, 5 ใกล้เคียงกับกฎหมายไทย ผู้เขียนจึงไม่ขอเล่าถึง และจะเล่าแต่ตามหลักเกณฑ์ข้อ 1 และ 2 เท่านั้น

คำเสนอ

คำเสนออาจทำด้วยวาจา ลายลักษณ์อักษร หรือพฤติการณ์ที่แสดงออก และอาจกระทำต่อบุคคลหนึ่งบุคคลใดโดยเฉพาะหรือต่อบุคคลโดยทั่วไปก็ได้ ตัวอย่างเช่น บริษัทขายยาแห่งหนึ่งโฆษณาว่า มียาป้องกันไข้หวัดได้ ถ้าผู้ใดใช้ยานั้นตามวิธีและภายในระยะเวลาที่แจ้งไว้ในคำโฆษณานั้นแล้วยังเป็นไข้หวัดอีก บริษัทจะจ่ายเงินให้ 100 ปอนด์ ดังนี้เมื่อมีคนเชื่อคำโฆษณาและทดลองใช้ยาตามที่โฆษณาไว้ แล้วยังเป็นไข้หวัดอีก ก็ถือว่าได้มีสัญญาเกิดขึ้นแล้ว โดยคำโฆษณานั้นเป็นคำเสนอ การซื้อยามาทดลองตามคำโฆษณาเป็นการสนอง บริษัทจะปฏิเสธไม่จ่ายเงินตามคำโฆษณาไม่ได้ (คดีระหว่าง Carill กับ Carbolic Smoke Ball Co.)
คำเสนอย่อมมีผลต่อเมื่อผู้รับคำเสนอได้รับทราบคำเสนอแล้ว ฉะนั้นผู้ที่ทำการอันใดโดยไม่ทราบในขณะกระทำว่ามีคำเสนอให้รางวัลไว้ ย่อมไม่มีสิทธิเรียกร้องรางวัลนั้น เพราะถือว่าขณะกระทำการอันถือว่าเป็นการสนองนั้น คำเสนอยังไม่มีผล (คดีระหว่าง Filch กับ Sredaker)
ถ้าคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งมอบตั๋ซหรือเอกสารซึ่งมีเงื่อนไขอย่างหนึ่งอย่างใดกำหนดไว้ให้แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง เงื่อนไขนั้นจะผูกมัดคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งก็ต่อเมื่อ
1. เอกสารหรือตั๋วนั้น สามัญชนย่อมเข้าใจว่าเป็นเอกสารสัญญาไม่ใช่เป็นเพียงใบรับ คดีระหว่าง Chapelton กับ Barry U.D.C. ซึ่งมีข้อเท็จจริงว่า โจทก์เช่าเอ้าอี้ผ้าใบจากจำเลย ใกล้ ๆ กองเก้าอี้มีประกาศของจำเลยว่า ให้เช่าเก้าอี้ในราคา 2 เพนนีต่อเวลา 3 ชั่วโมง และว่าจะซื้อตั๋วได้ที่เจ้าหน้าที่ของจำเลย เมื่อโจทก์ซื้อตั๋วจากเจ้าหน้าที่ของจำเลยแล้วก็เก็บใส่กระเป๋าโดยมิได้อ่าน ความจริงที่ตั๋วนั้นมีเงื่อนไขจำกัดความรับผิดของจำเลยพิมพ์ไว้ เมื่อโจทก์ใช้เก้าอี้ เก้าอี้เกิดหักขึ้นโจทก์มีบาดเจ็บ ศาลตัดสินว่าจำเลยต้องรับผิดใช้ค่าเสียหายให้โจทก์ เพราะข้อกำหนดความไม่รับผิดชอบจำเลยถือเป็นเพียงส่วนหนึ่งของใบรับเท่านั้น และโจทก์ก็มิได้รับทราบข้อกำหนดนั้นด้วย
2. คู่สัญญาฝ่ายที่กำหนดเงื่อนไขจะต้องหาทางให้คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งทราบถึงความมีข้อกำหนดนั้น (คดีระหว่าง Sugar กับ L.M.S. Ry. Co.)
3. การที่จะให้คู่สัญญาอีกฝ่ายทราบความมีข้อกำหนดนั้น ต้องทำก่อนที่สัญญาจะเกิดขึ้นในคดีระหว่าง Olley กับ Marlborough Court Ltd. นั้น โจทก์เช่าโรงแรมจากจำเลย และได้จ่ายค่าเช่าที่พักล่วงหน้า 1 สัปดาห์ เมื่อโจทก์ชำระค่าเช่าแล้วขึ้นไปที่ห้องพัก ปรากฏว่า มีประกาศของจำเลยติดอยู่ที่ฝาห้องว่า จำเลยไม่รับผิดถ้าสิ่งของของผู้เช่าหาย หรือถูกขโมย เว้นแต่จะได้มอบสิ่งของนั้นต่อผู้จัดการ ระหว่างพัก ของของโจทก์หาย ศาลถือว่าสัญญาเช่าที่พักได้เกิดขึ้นก่อนที่โจทก์จะได้ทราบประกาศ ประกาศนั้นจึงไม่มีผลผูกมัดโจทก์
คำเสนอต้องไม่ใช่คำเชิญชวน (Invitation to treat) คำเสนอจะต้องเป็นคำสัญญาที่แน่นอนผูกมัดผู้รับคำเสนอในเมื่อมีการรับสนองคำเสนอนั้น ส่วนคำเชิญชวนเป็นเพียงการแสดงให้มีการเจรจา หรือใหมีคำเสนอเข้ามาเท่านั้น ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือคำเชื้อเชิญของผู้ขายทอดตลาด หรือประกาศของผู้ขายทอดตลาดว่าจะมีการขายทรัพย์ที่ใด วันเวลาใดนั้นเป็นเพียงคำเชิญชวน ส่วนคำสู้ราคาของผู้ซื้อถือเป็นคำเสนอ สินค้าที่ปิดราคาวางโชว์ไว้ตามหน้าร้านขายสินค้าก็ดี หรือวางอยู่ในร้านก็ดีเป็นเพียงคำเชิญชวนเท่านั้น เมื่อผู้ซื้อแสดงความจำนงขอซื้อจึงเป็นเพียงคำเสนอ คดีที่ถือเป็นหลักของอังกฤษในเรื่องนี้คือคดีระหว่าง Pharmacentical Society of Great Britain กับ Boots Cash Chemist (Southern) Ltd. ข้อเท็จจริงมีว่า จำเลยเป็นร้านจำหน่ายยาประเภท “ช่วยตัวเอง” (self – service) ผู้ซื้อมีสิทธิเลือกหยิบยาได้ตามชอบใจ ยาทุกชนิดติดราคาไว้ แล้วผู้ซื้อก็มาชำระเงินที่พนักงานร้านตรงทางออก ซึ่งมีเภสัชกรคอยตรวจตราอยู่ด้วย โจทก์อ้างว่า การซื้อขายยาบริบูรณ์ตั้งแต่เวลาผู้ซื้อหยิบยา เพราะถือว่ายาที่ปิดราคาวางขายโดยวิธีช่วยตัวเองนี้เป็นคำเสนอ แต่ศาลติดสินว่าเป็นเพยงคำเชิญชวนเท่านั้น การหยิบยาของผู้ซื้อเป็นเพียงคำเสนอขอซื้อ ซึ่งเภสัชกรมีสิทธิไม่ขายให้ได้ ฉะนั้นสัญญาซื้อขายจึงยังไม่เกิด จนกว่าเภสัชกรจะยินยอมด้วย จำเลยจึงไม่ผิดข้อหาฐานขายยาอันตรายโดยปราศจากเภสัชกรควบคุม
ในเรื่องสัญาซื้อขายที่ดิน ศาลไม่เพียงแต่จะดูว่ามีคำเสนอขายหรือยังเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาถึงเจตนาของคู่สัญญาว่าประสงค์จะให้เกิดข้อผูกพันตามข้อเสนอนั้นหรือไม่ด้วย ในคดีระหว่าง Harvey กับ Facey โจทก์โทรเลขถึงจำเลยว่า “ท่านจะขายที่ดิน (ระบุชื่อ) ให้เราหรือไม่ โทรเลขบอกราคาเงินสดที่ต่ำที่สุด” จำเลยโทรเลขตอบว่า “ราคาที่ดิน (ระบุชื่อ) ที่ต่ำที่สุด 900 ปอนด์” โจทก์จึงโทรเลขถึงจำเลยว่า “เราตกลงซื้อที่ดิน (ระบุชื่อ) ในราคา 900 ปอนด์ตามที่แจ้งไป โปรดส่งโฉนดไปให้” จำเลยไม่ปฏิบัติอย่างใด ศาลถือว่าโทรเลขของจำเลยเป็นเพียงการแจ้งราคาขั้นต่ำของที่ดิน ถ้าหากจำเลยอยากจะขาย อีกคดีหนึ่ง ระหว่าง Cliflon กับ Paiumbo โจทก์เขียนจดหมายถึงจำเลยว่า “ข้าพเจ้าพร้อมจะเสนอขายที่ดิน (ระบุชื่อ) ให้ท่านหรือตัวแทนของท่านเป็นเงิน 600,000 ปอนด์ และข้าพเจ้าตกลงให้เวลาท่านตรวจพิจารณารายละเอียดต่าง ๆ เพื่อเตรียมงานให้เรียบร้อยต่อไป” ถือว่าจดหมายนี้ไม่ใช่คำเสนอขายเป็นเพียงการแจ้งราคาเท่านั้น

คำสนอง

คำสนองอาจทำด้วยวาจา ลายลักษณ์อักษรหรือพฤติการณ์ต่าง ๆ ก็ได้ การแสดงความยินยอมแต่ในใจไม่เพียงพอ เช่น ก. เสนอซื้อม้า 1 ตัว แก่ ข. โดยทางจดหมายในราคา 30 ปอนด์ และแจ้งว่าถ้าไม่ได้รับคำตอบจะถือว่า ข. ตกลงขายตามราคานั้น ถ้า ข. ไม่ได้ตอบจดหมาย ก. แต่กลับขายม้านั้นให้คนอื่นไปดังนี้ ไม่ถือว่า ข. ผิดสัญญาซื้อขายกับ ก. เพราะสัญญายังไม่เกิด (คดีระหว่าง Fellhouse กับ Bindley)
คำสนองจะต้องตรงตามวิธีการที่กำหนดไว้ในคำเสนอ ถ้าคำเสนอส่งโดยทางโทรเลข เป็นที่เห็นได้ว่าผู้เสนอต้องการคำตอบโดยด่วน ฉะนั้นคำสนองที่ส่งทางจดหมายธรรมดา อาจไม่ถือว่าเป็นคำสนองที่ตรงตามคำเสนอก็ได้ ถ้าผู้เสนอแจ้งว่าให้ตอบโดยทางไปรษณีย์เมล์หน้า หรือให้ตอบโดยฝากคนขับรถมา แต่ผู้สนองกลับตอบโดยฝากคนรถมาในกรณีแรก หรือส่งทางไปรษณีย์ในกรณีหลัง ดังนี้ ศาลอังกฤษถือว่าการส่งคำสนองโดยวิธีอื่นนอกไปจากที่ผู้เสนอกำหนด อาจเป็นคำสนองที่มีผลได้ ถ้าส่งโดยวิธีที่อาจถึงผู้เสนอได้เร็วเท่าที่ผู้เสนอประสงค์ แต่ถ้าผู้เสนอระบุชัดว่าให้ส่งโดยวิธีใด และให้ส่งโดยวิธีนั้นโดยเฉพาะแล้ว คำสนองที่ส่งโดยวิธีอื่นนั้นย่อมไม่ถือเป็นคำสนอง
ถ้าคำเสนอมิได้ระบุวิธีตอบสนองไว้ ก็ย่อมแล้วแต่สภาพและพฤติการณ์ของคำเสนอ เช่นคำเสนอด้วยวาจาต่อหน้า คำสนองก็ควรตอบด้วยวาจาในขณะนั้น ในกรณีเช่นนี้สัญญาย่อมเกิดเมื่อผู้เสนอได้ทราบคำสนองนั้นแล้ว ถ้าผู้สนองตอบอ้อม ๆ แอ้ม ๆ จนผู้เสนอจับใจความไม่ได้ ถือว่ายังไม่เกิดสัญญา หรือถ้ามีการเจรจากันทางโทรศัพท์ ขณะที่ผู้สนองตอบรับคำเสนอนั้นเครื่องโทรศัพท์เสีย ผู้เสนอไม่ได้ยินคำสนอง สัญญาก็ยังไม่เกิดเช่นกัน แม้ในสมัยนี้ซึ่งมีการติดต่อโดยทางโทรพิมพ์ (teleprinter) ได้ หลักเกณฑ์ก็เป็นอย่างเดียวกับการเจรจาต่อหน้าหรือโดยทางโทรศัพท์ คือสัญญาจะเกิดต่อเมื่อผู้เสนอได้รับคำสนองแล้ว (คดีระหว่าง Entores Ltd. กับ Miles Far East Corporation) ถ้าคำเสนอเป็นเพียงสัญญาจะจ่ายเงินหรือรางวัลเพื่อการอันใดอันหนึ่ง ก็ไม่จำเป็นต้องมีการตอบสนองด้วยวาจาหรือลายลักษณ์อักษร การกระทำตามคำเสนอถือว่าเป็นการสนองรับคำเสนออยู่ในตัวแล้ว สัญญาย่อมเกิดขึ้นดังจะเห็นได้จาก คดีระหว่าง Carill กับ Carbolic Smoke Ball Co. ข้างต้น
ถ้าเป็นที่เห็นได้ว่าผู้เสนอประสงค์ให้สนองรับทางไปรษณีย์ หรือเป็นที่คาดคิดว่าคำสนองควรจะส่งทางไปรษณีย์ได้ หลักเกณฑ์ของอังกฤษต่างกับของเรามาก ของเราถือเอา เมื่อคำสนองถึงผู้เสนอ แต่ของอังกฤษถือเมือ่ส่งลงตู้ไปรษณีย์หรือยื่นต่อเจ้าพนักงานของที่ทำการไปรษณีย์ (คดีระหว่าง Henthorn กับ Fraser) แม้การสนองรับทางโทรเลขก็ถือหลักเดียวกันนี้ คำสนองที่ส่งทางไปรษณีย์หรือทางโทรเลขนี้ แม้ว่าจะหายเสียระหว่างทางไม่ถึงผู้เสนอ ก็มีผลผูกมัดผู้เสนอแล้ว คือถือว่าสัญญาเกิดตั้งแต่เมื่อคำสนองได้ส่งลงตู้ หรือส่งที่ทำการไปรษณีย์ต้นทาง (คดีระหว่าง Household Fire Insurance Co. กับ Grant) ตรงกันข้าม ถ้าผู้เสนอจะเพิกถอนคำเสนอ ถือว่าคำเพิกถอนไม่เกิดผลจนกว่าจะถึงผู้รับคำเสนอ (คดีระหว่าง Byrne กับ Van Tienhoven) หรือผู้รับคำเสนอได้ทราบการเพิกถอนนั้น แม้ว่าจะทราบจากบุคคลอื่นก็ตาม (คดีระหว่าง Dickinson กับ Dodds) จะถือเพียงคำเพิกถอนได้หย่อนลงตู้ไปรษณีย์ดั่งเช่นการส่งคำสนองไม่ได้ คำสนองเมื่อส่งทางไปรษณีย์แล้ว จะถอนคำสนองนั้นไม่ได้ แม้ว่าจะโทรเลขเพิกถอนไป และโทรเลขนั้นถึงก่อนจดหมายก็ตาม เพราะขัดกับหลักที่ว่า คำสนองมีผลเมื่อจดหมายหย่อนลงตู้ไปรษณีย์ดังกล่าวข้างต้น
คำเสนอสองฉบับ ส่งทางไปรษณีย์สวนทางกัน แม้ว่าจะมีความประสงค์ตรงกัน เช่น การเสนอขอซื้อม้าชื่อดำจาก ข. และขณะเดียวกัน ข. ก็เสนอขายม้าตัวนั้นในราคาเดียวกับที่ ก. เสนอมา แต่จดหมายส่งคำเสนอทั้งสองฉบับสวนทางกันทางไปรษณีย์ ดังนี้ศาลได้พิพากษาใน คดีระหว่าง Tinn กับ Hoffmann & Co. ว่าสัญญายังไม่เกิด เพราะจะถือว่า คำเสนอของผู้ใดกลายเป็นคำสนองเข้ามาไม่ได้
เกี่ยวกับคำสนองมีผลเมื่อส่งทางไปรษณีย์นี้ มีเหตุการณ์เกิดขึ้นเกี่ยวกับการเลือกตั้งทั่วไปของอังกฤษ เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2502 คือวิธีการออกเสียงลงคะแนนของผู้มีสิทธิเลือกตั้งของอังกฤษในบางกรณี เช่น เจ็บไข้ หรือมีกิจจำเป็นอันไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และไม่สามารถไปลงคะแนนด้วยตนเองได้ ผู้นั้นอาจออกเสียงลงคะแนนโดยทางไปรษณีย์ได้ แต่ต้องส่งล่วงหน้าก่อนวันลงคะแนน เรื่องที่เกิดขึ้นคือผู้ใช้สิทธิเช่นนี้คนหนึ่ง เมื่อส่งบัตรลงคะแนนโดยทางไปรษณีย์แล้วเกิดตายลงก่อนวันลงคะแนน จึงเกิดปัญหาว่าบัตรนั้นจะใช้ได้หรือไม่ แต่โดยที่เป็นเพียงบัตรเดียวไม่มีผลกระทบกระเทือนผลการเลือกตั้งในเขตนั้น จึงไม่มีปัญหาถึงศาล และเจ้าหน้าที่เลือกตั้งได้วินิจฉัยว่าบัตรนั้นใช้ได้ แม้เราจะไม่พิจารณาว่าบัตรนั้นเป็นคำเสนอ หรือคำสนอง ก็ตามที ก็เห็นได้ว่าเขาโน้มเอียงไปในทางว่า บัตรนั้นมีผลเมื่อส่งทางไปรษณีย์แล้ว

คอนซิเดอเรชั่น (Consideration)

คอนซิเดอเรชั่น ถือว่าเป็นสารสำคัญของสัญญาที่มิได้ทำตามแบบพิธี (under seal) ทีเดียว ถ้าสัญญาธรรมดาฉบับใดขาดคอนซิเดอเรชั่น แม้สัญญาฉบับนั้นจะมีหลักเกณฑ์อื่นครบถ้วน ก็หามีผลบังคับกันได้ไม่ สัญญาที่ไม่มีคอนซิเดอเรชั่นเรียกว่า Nudum pactum ซึ่งไม่มีผลผูกพันอย่างใด
คอนซิเดอเรชั่นนี้ ผู้เขียนไม่สามารถหาคำในภาษาไทยมาเทียบเคียงได้ จึงขออภัยที่ต้องใช้ทับศัพท์ตลอดไป คำคำนี้แม้ในอังกฤาเอง เมื่อนำมาใช้ในเรื่องสัญญาก็ยังไม่อาจให้ความหมายที่แน่นอนตายตัวได้ เพราะในทางแพ่งกฎหมายอังกฤษใช้หลักกฎหมายอยู่ 3 หลัก คือ พระราชบัญญัติ (Statute) คอมมอนลอว์ (Common Law) และเอ๊กควิตี้ (Equity) ลักษณะสัญญานี้เป็นหลักกฎหมายคอมมอนลอว์ อาศัยหลักเกณฑ์จากคำพิพากษาของศาลเป็นบรรทัดฐานสืบมา ดังนั้นผู้พิพากษาแต่ละท่านจึงมีอิสระที่จะให้คำวิเคราะห์ศัพท์ของถ้อยคำกฎหมายบางคำในคดีที่ตนได้วินิจฉัยไว้ได้ตามความเห็นของตน แต่ส่วนมากถ้ามีคำวิเคราะห์ศัพท์ไว้ในคดีใด และถ้าคำวิเคราะห์ศัพท์นั้นดีพอแล้วก็จะได้รับการยอมรับสืบต่อมา คำคอนซิเดอเรชั่นนี้ก็เช่นกัน Blackstone ได้ให้ความหมายไว้ว่า “เป็นค่าทดแทนซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งให้แก่อีกฝ่ายหนึ่ง” แต่ผู้พิพากษาใน คดีระหว่าง Currie กับ Misa ได้ให้ความหมายว่า “คอนซิเดอเรชั่น ตามความหมายของกฎหมายอาจจะเป็นสิทธิ (right) ส่วนได้เสีย (interest) กำไร (profit) ผลประโยชน์ (benefit) ซึ่งเกิดแก่คู่สัญญาฝ่ายหนึ่ง หรือการละเว้น (forbearance) ความเสียหาย (detriment) การสูญเสีย (loss) หรือความรับผิดชอบ (responsibility) ซึ่งให้ เกิดผลแก่หรือสัญญา โดยคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่ง”
ตอนนี้ ผู้เขียนขอแทรกเกี่ยวกับคำพิพากษาของศาลอังกฤษสักเล็กน้อย ผู้พิพากษาอังกฤษใช้วิธีเขียนคำพิพากษาอย่างกว้างขวางไม่จำกัดแต่เฉพาะข้อเท็จจริงในคดี และมักจะแสดงความคิดเห็นของตนกว้างขวางเช่นเดียวกัน การอ้างอิงคดีต่าง ๆ ก็อ้างทั้งชื่อผู้พิพากษาและถ้อยคำในคำพิพากษาในคดีนั้น ๆ โดยคัดเอามาทั้งตอนทีเดียว บางครั้งก็อ้างความเห็นของผู้แต่งตำราต่าง ๆ มาประกอบความคิดเห็นของตนด้วย ความคิดเห็นของผู้พิพากษาทุกคนในคดีนั้น ไม่ว่าจะเห็นอย่างเดียวกัน หรือเห็นแย้งก็ปรากฏอยู่ในคำพิพากษานั้น ๆ ด้วย ดังนั้นการศึกษาคำพิพากษาของศาลอังกฤษแต่เพียงเรื่องเดียวก็ได้ความรู้กว้างขวางคลุมไปถึงคดีต่าง ๆ และความคิดเห็นของเจ้าของตำราต่าง ๆ ที่มีชื่อเสียงอีกมากมาย เท่ากับคำพิพากษานั้นเป็นตำราวิชากฎหมายไปในตัว ยิ่งไปกว่านั้นถ้าเป็นคดีอาญา ผู้พิพากษาส่วนมากเมื่อให้คำตัดสินแล้ว ยังมักจะเทศนาสั่งสอนจำเลยให้เห็นความชั่วร้ายของความผิดนัน ๆ ด้วย ซึ่งบางครั้งก็ว่าจำเลยด้วยถ้อยคำรุนแรงเหมือนกัน
ผู้เขียนขอกลับมาเรื่องคอนซิเดอเรชั่นอีก สมมติว่า ก่อนสามีตายได้แสดงความประสงค์อนุญาตให้ภริยาอยู่บ้านของตนได้ในเมื่อตนตายไปแล้ว ดังนี้ ถ้าผู้จัดการมรดกไม่ยอมปฏิบัติตามความประสงค์นั้น ภริยาก็ไม่อาจบังคับได้ เพราะสัญญาของสามีขาดคอนซิเดอเรชั่น แต่ถ้าภริยายอมจ่ายเงินแม้เพียงเล็กน้อยต่อปีก็ถือได้ว่ามีคอนซิเดอเรชั่น อันจะบังคับได้แล้ว หรือเช่น ก. สัญญาจะจ่ายเงินให้ ข. ถ้า ก. ถูกสลากกินแบ่ง เมื่อ ก. ถูกสลากแล้วไม่ยอมจ่ายเงิน ข. ก็ไม่มีทางฟ้องบังคับ เพราะสัญญาที่ ก. ตกลงเป็น Nudum pactum ไม่มีคอนซิเดอเรชั่นจาก ข. สนับสนุน แต่ถ้า ข. สัญญาว่าจะไปเป็นเพื่อน ก. ตอนรับเงินด้วย ดังนี้ สัญญาที่ ก. ตกลงจะจ่ายเงินใช้บังคับได้ เพราะการที่ ข. ตกลงจะไปเป็นเพื่อน ก. เป็นคอนซิเดอเรชั่นแล้ว
ถ้า ก. เป็นหนี้เงิน ข. 8 ปอนด์ และ ข. ชำระให้เพียง 5 ปอนด์ โดยตกลงให้หนี้เป็นอันระงับไป ดังนี้ข้อตกลงหามีผลไม่ เพราะถือว่าการชำระหนี้บางส่วนไม่ถือเป็นคอนซิเดอเรชั่นที่จะสนับสนุนสัญญาระงับหนี้นั้น (คดี Pinnel) แต่ถ้าเจ้าหนี้ยอมรับชำระหนี้เป็นอย่างอื่น เช่น ขอรับหนังสือ ปากกาแทน แล้วให้หนี้เป็นอันระงับไป หรือขอให้ลูกหนี้ชำระหนี้น้อยกว่าหนี้จริงก่อนกำหนดนัด หรือขอให้ออกตราสารเปลี่ยนมือเช่นเช็คแทน แม้จะน้อยกว่าหนี้เดิม ก็ถือว่าหนี้เดิมระงับเพราะมีคอนซิเดอเรชั่นแล้ว (คดีระหว่าง Sibree กับ Tripp) ถ้าบุคคลที่สามชำระหนี้แทนลูกหนี้น้อยกว่าหนี้จริง และเจ้าหนี้ยอมรับเป็นที่พอใจเต็มตามหนี้ทั้งหมดแล้ว เจ้าหนี้จะมาฟ้องลูกหนี้เรียกงเนที่เหลืออีกไม่ได้ (คดีระหว่าง Welby กับ Drake) แต่การที่เจ้าหนี้มาฟ้องอีกไม่ได้นั้น ศาลมิได้วินิจฉัยว่าการชำระหนี้บางส่วนจากบุคคลที่สามแทนลูกหนี้จะเป็นคอนซิเดอเรชั่นหรือไม่ ศาลให้เหตุผลเพียงว่า ถ้ายอมให้เจ้าหนี้มาฟ้องลูกหนี้เรียกเงินที่เหลืออีก ก็เท่ากับเป็นการฉ้อโกงบุคคลที่สามโดยตรง
ถ้า ก. มีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องทำการอย่างใดอยู่แล้ว แม้ ข. สัญญาจะจ่ายเงินให้ ก. เพื่อให้ ก. ทำหน้าที่นั้น เช่น ตำรวจมีหน้าที่ต้องตรวจตราเหตุการณ์ร้ายในถนนสายหนึ่งอยู่แล้วเป็นประจำ ถ้า ข. ซึ่งไม่ต้องการให้ตำรวจนั้นทอดทิ้งหน้าที่ สัญญาจะจ่ายเงินให้ตำรวจนั้น แม้ตำรวจนั้นจะตกลงด้วย ก็จะเรียกร้องเงินนั้นไม่ได้ เพราะการตกลงทำตามหน้าที่ไม่ถือเป็นคอนซิเดอเรชั่น แต่ถ้า ก. ตกลงทำการพิเศษนอกเหนือไปจากหน้าที่ เช่น จำเลยตกลงจะให้รางวัลแก่ผู้ที่ให้ข่าวเพื่อนำไปสู่การลงโทษผู้กระทำผิด และ ก. ซึ่งเป็นพลตำรวจได้ให้ข้อเท้จจริงเป็นประโยชน์จนลงโทษผู้กระทำผิดได้ เช่นนี้ ย่อมถือว่ามีคอนซิเดอเรชั่นแล้ว จำเลยจะปฏิเสธไม่ยอมจ่ายเงินไม่ได้ (คดีระหว่าง England กับ Davidson) กรณีที่บุคคลได้รับหมายเรียกของศาลให้เป็นพยานก็เช่นกัน ถือว่ามีหน้าที่ตามกฎหมายที่จะต้องไปเบิกความอยู่แล้ว ฉะนั้นแม้คู่ความฝ่ายที่อ้างบุคคลนั้นเป็นพยาน จะตกลงจ่ายเงินค่าทดแทนความลำบากให้ก็ตาม พยานก็ไม่อาจฟ้องร้องบังคับเอาเงินนั้นได้ (คดีระหว่าง Collins กับ Godefroy)
ถ้า ก. มีหน้าที่ตามสัญญากับ ข. อยู่แล้ว การที่ ข. สัญญาจะจ่ายเงินให้ ก. เพื่อให้ ก. กระทำการนั้น ก็ถือว่าไม่มีคอนซิเดอเรชั่น เช่น ข. จ้าง ก. กับคนอื่น ๆ เป็นลูกเรือ เพื่อนำเรือจากเมืองหนึ่งไปอีกเมืองหนึ่ง ระหว่างทางลูกเรือบางคนหนีไป ข. จึงสัญญากับลูกเรือที่เหลือจะจ่ายเงินพิเศษให้ ถ้าลูกเรือที่เหลือจะช่วยกันพาเรือไปให้ถึงปลายทาง ดังนี้ถือว่า ก. มีหน้าที่ตามสัญญาเดิมอยู่แล้วที่จะต้องนำเรือไปให้ถึงปลายทาง สัญญาที่จะจ่ายเงินพิเศษให้จึงขาดคอนซิเดอเรชั่นบังคับไม่ได้ (คดีระหว่าง Stilk กับ Myrick) แต่ถ้า ก. ต้องทำหน้าที่นอกเหนือไปจากที่ต้องปฏิบัติตามสัญญาแล้ว ก็ถือว่ามีคอนซิเดอเรชั่น เช่นตามตัวอย่างข้างต้น ถ้า ข. เลิกสัญญาเดิมกับพวกลูกเรือ แล้วตกลงจ้างราคาพิเศษใหม่ สัญญานี้ย่อมบังคับได้ (คดีระหว่าง Hartley กับ Ponsonby)
ถ้า ก. มีหน้าที่ตามสัญญากับบุคคลที่สาม และ ข. ตกลงให้ ก. ปฏิบัติตามสัญญานั้นโดยจะจ่ายเงินให้ ก. ดังนี้ ถือว่ามีคอนซิเดอเรชั่นแล้ว เช่น ก. หมั้นกับ ค. อยู่แล้ว และ ข. สัญญาว่าถ้า ก. แต่งงานกับ ค. จะจ่ายเงินให้ ก. เป็นรายปี เมื่อ ก. แต่งงานกับ ค. และถ้า ข. ปฏิเสธไม่ยอมจ่ายเงิน ก. ย่อมฟ้องบังคับได้ (คดีระหว่าง Shadwell กับ Shadwell)
หน้าที่ทางศีลธรรมก็ดี มูลเหตุจูงใจก็ดี ไม่ถือว่าเป็นคอนซิเดอเรชั่นเพียงพอที่จะให้สัญญามีผลบังคับได้ ในคดีระหว่าง Easlwood กับ Kenyon ก. ตาย ทิ้งบุตรสาวให้อยู่ในความอนุบาลของโจทก์ ๆ ได้จ่ายเงินไปในการศึกษาของบุตรสาวและการบำรุงรักษาทรัพย์มรดกซึ่งตกได้แก่บุตรสาวตลอดมา เมื่อบุตรสาวบรรลุนิติภาวะก็สัญญาจะจ่ายเงินชดใช้คืนให้โจทก์ ต่อมาบุตรสาวแต่งงานกับจำเลย ซึ่งก็ยังสัญญาจะชดใช้เงินให้โจทก์อยู่อีก แต่แล้วจำเลยไม่ยอมชำระ โจทก์จึงฟ้องเรียกเงินตามสัญญาที่จำเลยและภริยาตกลงจะชดใช้คืนให้ ศาลถือว่าจำเลยไม่ต้องรับผิด เพราะสัญญษขาดคอนซิเดอเรชั่น
ถ้าจำเลยตกลงจะชำระเงินให้โจทก์เพื่อไม่ให้โจทก์ฟ้องตนในทางแพ่ง หรือเพื่อให้โจทก์ยอมความกับจำเลย ถือได้ว่าการที่จะให้โจทก์สละสิทธิไม่ฟ้องก็ดี ยอมความด้วยก็ดี เป็นคอนซิเดอเรชั่นแล้ว สัญญาจึงสมบูรณ์
คอนซิเดอเรชั่น จะต้องเกิดจากฝ่ายผู้รับสัญญา กล่าวคือบุคคลผู้จะฟ้องคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งได้นั้น ต้องเป็นฝ่ายก่อคอนซิเดอเรชั่นขึ้น เช่น ก. สัญญากับ ข. และ ค. ว่าจะจ่ายเงินให้ ค. 100 ปอนด์ ถ้า ข. ทำงานอย่างหนึ่งให้ ก. ดังนี้ ค. จะฟ้องเรียกเงิน 100 ปอนด์ไม่ได้ เพราะ ค. มิใช่ผู้ก่อคอนซิเดอเรชั่น ผู้ก่อคือ ข. แต่ถ้า ก. สัญญาว่าจะแต่งหนังสือให้ ข. และ ข. สัญญาจะจ่ายเงินให้ ก. ถ้า ข. ไม่ชำระเงิน ก. ย่อมฟ้องเรียกเงินนั้นได้ เพราะ ก. เป็นฝ่ายรับสัญญาและเป็นผู้ให้คอนซิเดอเรชั่นด้วย หลักนี้ยกเว้นแต่ในเรื่องตราสารเปลี่ยนมือ ซึ่งคอนซิเดอเรชั่นไม่จำเป็นต้องเกิดจากฝ่ายรับสัญญาก็บังคับได้
คอนซิเดอเรชั่นอาจเป็น executory consideration คือเป็นสัญญาต่างตอบแทน เช่น สัญญาแต่งงานกัน หรือ executed consideration คือสัญญาเพื่อการกระทำตอบแทน เช่น สัญญาจะให้รางวัลแก่ผู้ซึ่งนำแมวที่หายมาคืน แต่ต้องไม่ใช่เพื่อผลในอดีต คือ ต้องไม่ใช่สัญญาเพื่อสิ่งซึ่งเกิดขึ้นแล้ว เช่น โจทก์ซื้อม้าจากจำเลยแล้ว ภายหลังจำเลยสัญญาต่อโจทก์ว่า ม้านั้นสมบูรณ์และไม่พยศ ดังนี้แม้จะปรากฏว่า ม้านั้นไม่สมบูรณ์หรือโกงเก่ง โจทก์จะฟ้องจำเลยว่าผิดสัญญารับรองนั้นไม่ได้ หลักนี้ยกเว้นไม่ใช้กับตราสารเปลี่ยนมือ และคำรับสภาพหนี้ของลูกหนี้เมื่อหนี้ขาดอายุความแล้ว ในกรณีที่โจทก์ทำงานอย่างใดอย่างหนึ่งให้จำเลยตามคำร้องขอ แล้วภายหลังจำเลยสัญญาจะจ่ายค่าตอบแทนผลงานนั้นให้ โจทก์ย่อมบังคับได้ ทั้งนี้โดยมีเหตุผลว่า ขณะโจทก์ทำงานนั้นถือได้โดยปริยายว่า จำเลยย่อมจะจ่ายค่าทดแทนให้ ข้อสัญญาของจำเลยภายหลังจึงเป็นเพียงการกำหนดค่าทดแทนตามข้อตกลงโดยปริยายนั้นเท่านั้น (คดีระหว่าง Stewart กับ Casey)
ถ้า ก. สัญญาต่อ ข. ว่าจะงดเว้นไม่ใช้สิทธิตามสัญญา หรือจะปลดหนี้ให้ ข. โดย ก. ประสงค์จะให้เกิดผลจริงจังตามกฎหมาย และประสงค์ให้ ข. ปฏิบัติตามข้อตกลง ทั้ง ข. ก็ได้ปฏิบัติตามข้อตกลงนั้นแล้ว ดังนี้แม้ว่าสัญญานี้จะไม่มีคอนซิเดอเรชั่น เพราะ ข. ไม่ได้ให้อะไรตอบแทนแก่ ก. เลยก็ตาม ก็ถือว่า ข. ยกสัญญานั้นเป็นข้อต่อสู้เมื่อถูก ก. ฟ้องบังคับตามสิทธิหรือ ตามหนี้เดิมนั้นได้ (คดี High Trees) แต่ ข. จะอ้างได้เพียงเป็นข้อต่อสู้เท่านั้น ข. จะมาฟ้อง ก. บังคับให้เป็นไปตามสัญญาไม่ได้ (คดีระหว่าง Combe กับ Combe)
ตามที่ผู้เขียนเล่ามานี้ จะเห็นได้ว่าคอนซิเดอเรชั่นมีบทบาทสำคัญต่อการทำสัญญาในอังกฤษมาก ที่มีข้อยกเว้นไม่จำต้องมีคอนซิเดอเรชั่นก็มีเพียงในเรื่องสัญญาที่ต้องทำตามแบบพิธี ตั๋วแลกเงินและตราสารเปลี่อยนมืออย่างอื่นอีกเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ในระยะหลัง ๆ นี้ นักกฎหมายอังกฤษก็เริ่มมีความคิดเห็นโน้มเอียงไปในทางที่จะให้สัญญามีผลบังคับได้ โดยไม่จำเป็นต้องมีคอนซิเดอเรชั่น ในเมื่อสัญญาได้ทำเป็นลายลักษณ์อักษร แต่ความคิดเห็นเช่นนี้ยังไม่เป็นที่ยอมรับทั่วไป ดังนั้นคอนซิเดอเรชั่นจึงยังจำเป็นต้องมีต่อไปอีกสำหรับการทำสัญญาในอังกฤษ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *