การจัดการความรู้…ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

การจัดการความรู้…ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง

คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้ โดย ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ Mongkolchai@acc.chula.ac.th ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3983 (3183)
ตั้งแต่ผมเริ่มเขียนเรื่องเกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้ (LO หรือ Learning Organization) และการจัดการความรู้ (KM หรือ knowledge management) มาครั้งหนึ่งที่เป็นความตั้งใจในเบื้องต้นคือความพยายามที่จะทำให้ท่านผู้อ่านเข้าใจ LO และ KM ด้วยความหวังว่าสิ่งนี้จะเป็นประโยชน์ต่อกิจการการงานของท่านหรือแม้กระทั่งว่าจะนำเรื่อง LO และ KM มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันของท่านให้เกิดความสุขและความสำเร็จ
คนไทยเราได้นำปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้เป็นหลักในการดำรงชีวิต และ LO และ KM เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ผมเลยขออธิบายนำเสนอความเชื่อมโยงทั้งสองเรื่องดังกล่าวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง
หลักเศรษฐกิจพอเพียงกล่าวถึง สามคุณลักษณะหลัก กล่าวคือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และการมีภูมิคุ้มกันที่ดี โดยมีสองเงื่อนไขประกอบกล่าวคือ เงื่อนไขความรู้ และเงื่อนไข คุณธรรม ซึ่งทั้งหมดนี้จะนำไปสู่ความสมดุล ความมั่นคง และความยั่งยื่นของสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นชีวิต เศรษฐกิจ สังคม และ สิ่งแวดล้อม ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่า “เงื่อนไขความรู้” ดูจะสอดคล้องกับเรื่องของ LO และ KM มากที่สุด ในแง่ที่ว่าคนเราจะต้องเป็นคนที่รอบรู้ ควรจะต้องเป็นผู้ที่ใฝ่รู้อยู่ตลอดเวลา และควรจะรู้ในหลายๆ ด้านเพราะโดยทั่วไปแล้วทุกสิ่งทุกอย่างมีความเกื่ยวเนื่องกัน การที่เราได้เรียนรู้เรื่องอื่นๆ จะช่วยทำให้เรารู้ในสิ่งที่เราคิดว่าเราชำนาญหรือเก่งมากยิ่งขึ้น
เมื่อกล่าวถึงคุณลักษณะข้อแรกนั้นคือ ความพอประมาณ สิ่งนี้อาจจะดู ห่างไกลจากเรื่องของ LO และ KM แต่จริงๆ แล้วมิใช่เรื่องที่ห่างไกลเลย คำว่า “พอประมาณ” หมายถึงการอยู่การกินในปริมาณที่ไม่มากเกินไปไม่น้อยเกินไป การที่เราจะใช้ชีวิตแบบพอประมาณให้ได้อย่างไรหรือมีหลักปฏิบัติอย่างไรนั้น เหล่านี้ถือเป็นความรู้ที่ต้องเรียนรู้ และ ทุกวันนี้ถือว่ามีการทำ KM ของความรู้ประเภทนี้อย่างมากมาย
ถ้าจะให้อธิบายให้เห็นภาพต้องบอกว่าเรื่องของความพอประมาณนั้นได้รับการสนับสนุนอย่างดีจากเงื่อนไขคุณธรรม คือการใช้ชีวิตอย่างมีสติปัญญา ตามคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาก็ได้บอกไว้อย่างชัดเจนให้เราใช้ชีวิตอย่างมีสติ และให้เราใช้ปัญญาในการดำรงชีวิต ซึ่งผลลัพธ์ก็คือความสามารถในการเดินทางสายกลาง คือไม่มากไป ไม่น้อยไป ให้เหมาะสมให้พอประมาณ มีความสุขเกินไปบางทีก็ก่อให้เกิดความสุรุ่ยสุร่าย มีความทุกข์เกินไปก็เป็นเหตุอาจก่อให้เกิดความรู้สึกไม่อยากที่จะบริโภคอะไรทั้งนั้น แต่ถ้าเราใช้ชีวิตอย่างมีสติและใช้ปัญญาในการดำรงชีวิต ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าความพอประมาณ ก็จะเกิดขึ้น
ถามว่าจะใช้ชีวิตอย่างไรให้เกิดความพอประมาณ เหล่านี้เป็นความรู้ทั้งนั้น และได้ถูกบริหารจัดการหรือทำ KM กันอย่าง เต็มที่ ผู้นำในองค์กรหลายๆ คนก็พยายามปลดปล่อยความรู้ในเรื่องของการชีวิตอย่างพอประมาณผ่านการบริหารงานแบบพอเพียง โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ในองค์กรอย่างพอประมาณอันก่อให้เกิดความมีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผล สิ่งนี้เป็นสิ่งที่น่าชื่นชม เพราะนอกจากจะทำให้องค์กรสามารถมีความมั่นคงและยั่งยืนแล้ว บุคลากรในองค์กรยังได้รับ “ความรู้” เกี่ยวกับเรื่องการใช้ชีวิตอย่างพอประมาณ ซึ่งได้รับการถ่ายทอดมาจากผู้บริหารโดยที่ทั้งผู้ให้ความรู้และผู้รับความรู้ไม่รู้ตัว
คุณลักษณะในข้อถัดไปคือความมีเหตุผล ต้องขอกล่าวไว้ ณ ที่นี้ว่าเรื่องของ LO และ KM นั้นมีส่วนสนับสนุนคุณลักษณะข้อนี้อย่างมากเช่นกัน การทำงานแบบ teamwork การทำงานแบบ teamwork เป็นลักษณะการทำงานที่ควรถูกส่งเสริมในองค์กรที่มีความต้องการที่จะพัฒนาไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ เพราะการทำงานแบบเป็นทีมมีส่วนกระตุ้นให้คนทำงานเกิดความรู้สึกความตื่นตัวในเรื่องของงานมากขึ้น อยากรู้มากขึ้น อยากทำงานให้ดีมากขึ้น และในการทำงานแบบเป็นทีมช่วยก่อให้เกิดการจัดการความรู้ได้ง่ายขึ้นไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน หรือแม้กระทั่งการต่อยอดทางความคิดซึ่งก่อให้เกิดเป็นความรู้ใหม่
อย่างไรก็ดี การใช้ชีวิตหรือการทำงานอย่างมีเหตุผลตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง เป็นการบอกว่าไม่ว่าจะตัดสินใจทำอะไรนั้น ก็ควรจะเป็นไปตามเหตุและผลที่เหมาะสม ซึ่งเหตุผลที่ว่าก็คือ ความรู้ที่อยู่ในตัวเรา เรารู้ว่าเราจะตัดสินใจทำอะไรเพราะอะไร เพราะเรารู้ว่าเหตุและผลคืออะไร และเหตุผลที่ว่าก็เป็นสิ่งที่เรารู้มาได้จากประสบการณ์ จากการเรียนรู้โดยวิธีอื่นๆ ต่างๆ นานา แต่ในความเป็นจริงแล้วในการที่จะตัดสินใจอะไรให้ได้ผลการตัดสินใจที่ดีที่สุด ย่อมต้องมาจากการได้รู้ได้เห็นถึงหลายทางเลือก และหลายเหตุผลและนี่เป็นสิ่งที่สามารถถูกสนับสนุนได้ อย่างดีจากการทำงานแบบ teamwork เพราะในการทำงานแบบ teamwork ที่แท้จริงนั้นเกิดจากความร่วมมือร่วมใจกัน การจะคิดจะทำอะไรก็มักจะเกิดจากคำตัดสินใจที่ดี เพราะมาจากการกลั่นกรองทางความคิดอันเกิดจากมุมมองที่หลากหลาย
สรุปแล้ว ในการจะดำรงชีวิตอย่างมีเหตุมีผล สมควรเป็นอย่างยิ่งที่คนเราจะต้องใฝ่ที่จะเรียนรู้จากผู้อื่น หรือแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน เพราะสิ่งทุกสิ่งสามารถถูกมองได้หลายมุมมอง ต่างคนก็ต่างมุมมอง การที่เราจะใช้ชีวิตอย่างที่เราคิดว่ามีเหตุผลที่สุดก็มาจากการที่เราได้คัดเลือกคัดสรรเหตุผลที่ดีที่สุดจากหลายมุมมอง และทางเลือกที่เราคิดว่าดีที่สุดมีเหตุผลที่สุดก็มักจะก่อให้เกิดกลายเป็นผลดี อย่าคิดว่าเหตุผลของเราจะต้องดีที่สุด เราควรที่จะต้องเรียนรู้จาก ผู้อื่นบ้าง และเมื่อตัดสินใจทำไปแล้วผลที่เกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรก็ถือว่าเป็นประสบการณ์ใหม่ เป็นมุมมองใหม่ และ สิ่งนี้ถือเป็นความรู้ใหม่ที่สามารถนำไปแบ่งปันและไปต่อยอดทางความคิดกับมุมมองอื่นๆ ได้ เหล่านี้เข้าหลักการของ KM ทั้งสิ้น และถ้าคนทุกคนในองค์กรมีความตั้งมั่นที่จะประกอบกิจการการงานอย่างมีเหตุ มีผล ตัดสินใจประกอบกิจกรรมด้วยความคิดความอ่านที่เป็นเหตุเป็นผลที่มากที่สุด พฤติกรรมของคนในองค์กรดังกล่าว ย่อมช่วยนำพาองค์กรไปสู่ความเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้หรือ LO เพราะพฤติกรรม ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมที่ใฝ่รู้ของคนในองค์กรที่จะเพียรหาเหตุผลที่ดีที่สุดเพื่อก่อให้เกิดคำตัดสินใจที่ดีที่สุด ต่องานในองค์กร
คุณลักษณะสุดท้ายคือ การมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี ในยุคปัจจุบันโลกของเราเต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา และยังมีการแข่งขันที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งนอกจากเราจะต้องมีภูมิคุ้มกันทางกายที่ดีแล้ว เรายังต้องมีภูมิคุ้มกันทางใจ ความจริงใจระหว่างคนในสังคมนับวันเริ่มน้อยลงทุกที ความอิจฉาริษยาอาฆาตพยาบาท ทำให้ใจคนเรานั้นหมองมัว และเลวร้ายขึ้นทุกที ทำให้ผมคิดว่าการที่คนเราจะอยู่รอดได้ในสังคมในยุคปัจจุบันนั้น ต้องมีจิตใจที่เข้มแข็งหรือมีภูมิคุ้มกันทางใจที่ดี
นอกจากนี้ผมมองว่าเราต้องมีภูมิคุ้มกันทางปัญญาด้วย ซึ่งผมมองว่าการมีภูมิคุ้มกันทางปัญญานี้ มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับเรื่องของ LO และ KM ถ้าพูดถึงระดับบุคคลก็คือเราจะต้องเป็นคนที่ทันคน เราจะต้องเป็นคนที่รู้จักการเอาตัวรอด เพราะฉะนั้น คนเป็นพ่อเป็นแม่ที่มองการณ์ไกลในอดีต ก็พยายามส่งลูกให้ศึกษาเล่าเรียนให้สูงที่สุด บางคนก็ลงทุนส่งลูกไปศึกษาต่อต่างประเทศ เพื่อหวังจะให้ลูกได้ความรู้ทางด้านอื่นๆ ไม่ว่าจะเป็นภาษาหรือทักษะการเอาตัวรอด และท้ายที่สุดก็หวังจะให้ลูกเป็นผู้มีปัญญา สามารถนำความรู้ความสามารถที่มีอยู่หาเลี้ยงชีพและเอาตัวรอดในสังคมได้
ยิ่งในปัจจุบันการเป็นผู้มีการศึกษาสูงอาจจะมิเพียงพอในการอยู่รอด เพราะถ้าจะให้อยู่รอดอย่างประสบความสำเร็จนั้น เราจะต้องมีความใฝ่รู้อยู่ในตัว ความใฝ่รู้จะทำให้บุคคลนั้นๆ ขวนขวายเรียนรู้หาความรู้ใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ อันเป็นเหตุให้สามารถที่จะรักษาความเป็นผู้มีปัญญาไว้ได้อย่างต่อเนื่อง และถ้าเปรียบบุคคลเป็นองค์กรก็เฉกเช่นเดียวกัน กล่าวคือการที่องค์กรจะมีภูมิคุ้มกันเพื่อให้อยู่รอดได้ท่ามกลางการแข่งขันที่นับวันจะรุนแรงมากขึ้น และสามารถตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งจากสภาวะแวดล้อมภายในและภายนอกที่เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ คนในองค์กรทุกคนควรจะต้องเป็น ผู้ใฝ่รู้ มีวัฒนธรรมในองค์กรที่ส่งเสริมการเรียนรู้ซึ่งเข้าหลักของ LO และเมื่อคนในองค์กรใฝ่รู้องค์กรจะต้องทำการจัดการความรู้หรือ KM เพื่อตอบสนองความใฝ่รู้ของคนในองค์กร ซึ่งการที่คนในองค์กรเป็นผู้ที่ใฝ่รู้เป็นผู้มีปัญญานั้นถือเป็นตัวช่วยอันเยี่ยมยอดในการสร้างภูมิคุ้มกันที่ดีให้กับองค์กร ให้สามารถอยู่รอดได้ในโลกปัจจุบัน
ผมยังไม่ค่อยได้กล่าวถึงเงื่อนไขในเรื่องของคุณธรรมอีกข้อหนึ่งที่ผมอยากจะกล่าวถึง ณ ที่นี้คือเรื่องของความเมตตา กรุณา ที่นึกถึงข้อนี้เพราะเวลาที่ผมไปบรรยายเรื่อง LO และ KM ผมมักจะจบการบรรยายด้วยการให้กำลังใจคนที่ทำ LO และ KM ว่า การที่คุณทำให้คุณอื่นมีความรู้สึกอยากที่จะเรียนรู้ หรือการที่คุณให้ความรู้คนอื่นนั้น ผมถือว่าเปรียบเสมือนการทำทานขั้นสูง เพราะเวลาเราให้ทาน ถ้าเราให้เป็นเงินเป็นอาหาร เมื่อนำไปใช้หรือไปรับประทานก็หมดไป แต่การให้วิทยาทานหรือความรู้เป็น การให้ที่ผู้รับสามารถนำไปต่อยอด สามารถนำไปหาเลี้ยงชีพทำงานสร้างรายได้และความก้าวหน้าให้กับชีวิตของผู้รับความรู้ได้
การแบ่งปันความรู้จึงถือเป็นการให้ทานอันยิ่งใหญ่ การแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน ถ้าจะให้ดีต้องเกิดจาก พื้นฐานของความมีเมตตากรุณาซึ่งกันและกัน การสอนการแนะการช่วยเหลือในเชิงการเป็นที่ปรึกษาให้กับลูกน้อง เจ้านายหรือเพื่อนร่วมงานไม่น่าจะต้องเป็นเรื่องยุ่งยาก ถึงแม้เราจะงานยุ่ง ก็คิดซะว่าเราได้ช่วยคนที่เขาอยากรู้ ให้เขานำความรู้ไปใช้ให้เป็นประโยชน์ในงานของเขา ถ้ายังไม่อยากช่วย ก็ขอให้เอาหลักเมตตาและกรุณาเข้ามาอยู่ในใจ และถ้าหวงความรู้เพราะกลัวคนอื่นจะได้ดีกว่าก็ให้ลองนึกถึงการมีมุทิตาจิตที่ว่าดีใจเมื่อเห็นคนอื่นได้ดี มีเจ้านายหลายคนที่ลูกน้องบอกว่าหวงความรู้ ซึ่งผิดต่อหลักของ LO และ KM อย่างยิ่งและผมเองในฐานะที่มีอาชีพเป็นอาจารย์ ผมขอกล่าวแนะนำเพื่อให้เป็นแนวทางแก่บรรดาเจ้านายที่หวงความรู้ว่า ยิ่งเราสอนยิ่งเราบอกคนอื่นเรายิ่งรู้มากขึ้นเรายิ่งเก่งขึ้น เพราะเราได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแลกเปลี่ยนมุมมองในเรื่องที่เรารู้กับคนอื่นๆ ที่เขารู้ต่างจากเรา
ขอสรุปว่าเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้และการจัดการความรู้มิใช่เรื่องยาก และขอย้ำว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเราทุกคนอยู่แล้ว คนไทยเรามีปรัชญาอันชาญฉลาด ให้เราทุกคนพยายามใช้ชีวิตของเราในแต่ละวันอย่างพอเพียง ซึ่งผมก็ได้ชี้ให้เห็นว่าหลักการที่เกี่ยวกับองค์กรแห่งการเรียนรู้ และการจัดการความรู้นั้น มีส่วนช่วยอย่างยิ่งให้ท่าน หรือคนในองค์กรของท่าน สามารถใช้ชีวิตหรือประกอบกิจการการงานโดยใช้หลักเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างดี

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *