การจัดการความรู้ ที่แท้…เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

การจัดการความรู้ ที่แท้…เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน

คอลัมน์ องค์กรแห่งการเรียนรู้ และการจัดการความรู้ โดย ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ mongkolchai@acc.chula.ac.th ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 11 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3974 (3174)
วันนี้ขอให้ความรู้ต่อท่านผู้อ่านหลายๆ ท่านที่อาจจะยังมีความรู้สึกที่คลุมเครืออยู่ว่าตกลงแล้วการจัดการความรู้ หรือ Knowledge Management (KM) คืออะไร โดยเฉพาะท่านผู้บริหารระดับสูงทั้งหลายซึ่งอยู่ในหน่วยงานราชการ ที่ได้รับคำสั่งผ่านการปฏิบัติงานตามตัวชี้วัด หรือ Key Performance Indicator (KPI) ขององค์กร ซึ่งวันนี้ผมยังกังวลใจอยู่ว่า ท่านทั้งหลายเหล่านี้นั้น เข้าใจอย่างแท้จริงหรือไม่ว่าการจัดการความรู้คืออะไร
เมื่อสองสามเดือนก่อนได้คุยกับรุ่นพี่ ซึ่งผม ตีกอล์ฟด้วยท่านหนึ่ง ท่านไม่ทราบหรอกว่าผมเป็นอาจารย์สอนทางด้าน การจัดการความรู้ อยู่ดีๆ ก็บ่นขึ้นให้เพื่อนๆ ก๊วนกอล์ฟฟังว่า เซ็งกิจกรรม KM ที่ที่ทำงานรณรงค์ให้ทำ คือท่านไม่เข้าใจว่า จะทำไปทำไม ทำแล้วได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา งานในหน้าที่ในแต่ละวันก็เยอะอยู่แล้ว แล้วยัง จะมาให้หาความรู้อะไรเพิ่มเติมอีก ผมได้ฟังแล้ว ก็อดรู้สึกตกใจไม่ได้ ไม่ใช่ว่าจะรู้สึกโกรธเคือง รุ่นพี่ท่านนี้ที่มองเรื่องการจัดการความรู้ที่ผมสอนในแง่ไม่ดี แต่เนื่องด้วยตัวผมเองเป็นอาจารย์สอนทางด้านการจัดการความรู้ ซึ่งหลังจากได้สัมผัสผ่านการสอน การทำวิจัย การศึกษาดูงาน ผมรู้สึกว่าคนทั่วไปยังไม่เข้าใจอย่างแท้จริงว่าจริงๆ แล้วการจัดการความรู้คืออะไร และมีประโยชน์แค่ไหนต่อองค์กร
ผมเองได้อธิบายกลับไปให้รุ่นพี่ท่านนั้น ทราบว่า จริงๆ แล้ว การจัดการความรู้ไม่ใช่ เรื่องยากและสามารถทำให้เป็นส่วนหนึ่งของ งานได้ และจริงๆ แล้วการจัดการความรู้ก็เป็น ส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน ผมขอยกตัวอย่างง่ายๆ ไหนๆ ได้อ้างถึงว่าไปตีกอล์ฟมาแล้ว ก็จะอธิบายว่าการที่คุณๆ ทั้งหลายไปออกรอบตีกอล์ฟกันนี้ นอกจากการได้ความสนุกสนานแล้ว คุณยังทำการบริหารจัดการความรู้เกี่ยวกับเรื่องของกอล์ฟไป ในตัว นักเล่นกอลฟ์ส่วนใหญ่ชอบไปตีกอล์ฟเป็น ก๊วน ส่วนตัวผมเองตอนนี้ก็รู้สึกชอบที่อยากจะตี กับคนอื่นๆ เพราะเริ่มตีเป็น แต่ก่อนหน้านี้ก็เคยรู้สึกชอบที่จะไปตีคนเดียว เพราะยังตีไม่เก่งเลยอายครับ โดยเฉพาะเวลา tee-off ซึ่งเพื่อนๆ ร่วมก๊วนจะคอยจ้องดูผมตีอย่างแบบตาไม่กะพริบ จนบางที่ทำให้ผมเกิดเป็นความกดดัน เป็นผลให้ตีพลาดไปบ้าง แต่เมื่อตีเก่งขึ้นก็รู้สึกกล้าที่จะไปตี กับคนอื่นๆ หรือแม้กระทั่งกับคนที่ไม่ได้คุ้นเคยมาก่อน และเกิดความรู้สึกสนุก ที่ได้ประลองฝีมือ กับคนอื่น ได้แลกเปลี่ยนเทคนิคการตี ได้ลุ้นว่าคะแนนจะออกมาดีหรือแย่กว่ากันมากแค่ไหน
มันเป็นธรรมชาติของคนเล่นกอล์ฟครับที่จะสอดส่องวิธีการเล่นของคนที่เราคิดว่าเก่งกว่า ท่วงท่าหรือเทคนิคในการตีกอล์ฟให้ได้ระยะทางไกลๆ หรือตรงไปถึงเป้าหมาย บางทีคนที่เล่นกอล์ฟเก่งๆ ก็ไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน ถึงเทคนิคที่ตนเองใช้ในการตีลูกออกไปให้ได้ดีนั้นทำอย่างไร เทคนิคที่ว่านี้ถือได้ว่าเป็นความรู้ ประเภท tacit ซึ่งก็คือความรู้ที่ฝังอยู่ในตัวตน ของแต่ละบุคคล ในระหว่างการเล่นกอล์ฟนั้นแทนที่จะอาศัยการบอกกล่าวซึ่งกันและกัน เพราะบางทีไม่มีเวลาอันเนื่องจากมีก๊วนกอล์ฟหลังตามมาติดๆ ก็ต้องอาศัยการสอดส่องเพื่อนร่วม ก๊วนที่เก่งๆ ว่าเค้าตีแต่ละลูกออกไปอย่างไร ซึ่งบางครั้งก็ทำให้ผมร้อง “อ๋อ” ขึ้นในใจได้ว่า ที่เค้าตีได้ดีนั้น ก็เพราะต้องทำอย่างนี้นี่เอง โดยที่เพื่อนๆ เหล่านั้นไม่ได้ปริปากสอนหรือบอกกล่าวเทคนิคการตีแม้แต่นิดเดียว
ถ้าจะให้พูดเข้าหลักทางวิชาการทางด้าน knowledge management ขั้นตอนที่ผมได้ ยกตัวอย่างให้ท่านผู้อ่านนี้อยู่ในขั้นตอนของ knowledge sharing หรือการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว ทั้งคนที่ให้ความรู้และคนที่รับความรู้ระหว่างเล่นกอล์ฟนั้นไม่รู้ตัวหรอกครับว่ากำลังทำ knowledge sharing กันอยู่
มีหลายท่านเข้าใจผิดว่าการทำ knowledge sharing นั้นคือเป็นอะไรที่ต้องทำกันอย่างเป็นทางการ คือการมานั่งคุยกัน เพื่อจุดประเด็นแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันอย่างตรงไปตรงมาอย่างตั้งใจ หรือแม้กระทั่งการเชิญวิทยากรผู้ที่มีความชำนาญในเรื่องต่างๆ มาสอนมาเล่าให้ฟัง ซึ่งถ้าลองคิดดูให้ดีกิจกรรมต่างๆ เหล่านี้คงไว้ซึ่งความเป็นทางการ (formality) อยู่พอสมควร ซึ่งสำหรับผมแล้วมองว่า formality นี้ช่างไม่คู่ควรกับการจัดการความรู้เสียเหลือเกิน เพราะการจัดการความรู้ในองค์กรนั้นจะสำเร็จได้ต้องอยู่ที่ใจของพนักงานในองค์กรทุกคนที่มีความต้องการอยากที่จะเรียนรู้
ในขณะที่เรากล่าวถึงคำว่า formality นั้นเรานึกถึงการทำงานแบบสั่งการ ตามระเบียบขั้นตอน ตามคำสั่ง สิ่งต่างๆ เหล่านี้ก่อให้เกิดลักษณะการทำงานแบบต่างคนต่างทำ เพื่อให้เสร็จตามคำสั่ง การสื่อสารระหว่างเพื่อนร่วมงาน หรือระหว่างเจ้านายกับลูกน้อง ก็เป็นไปตามที่จำเป็น ซึ่งโอกาสที่จะปลดปล่อยความรู้ประเภท tacit ออกมานั้นก็น้อยเต็มที
แต่เมื่อพูดถึงคำว่า “ความไม่เป็นทางการ” หรือ informality อันนี้ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า ส่งผลดีแน่นอนต่อการจัดการความรู้ การใช้ชีวิตประจำวันของเรานั้นจริงๆ ประกอบไปทั้งส่วนที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการ เอาง่ายๆ ว่า ถ้าอยู่ในเวลางานความเป็นทางการของเราจะสูง แต่ถ้าอยู่นอกเวลางานแล้ว ก็จะเข้าสู่บรรยากาศของความไม่เป็นทางการ ไม่ว่าจะเป็นเวลาก่อน เข้าทำงาน เวลาพักรับประทานอาหารกลางวัน เวลาหลังเลิกงาน วันหยุดสุดสัปดาห์ เวลาเหล่านี้เป็นเวลาที่ท่านๆ ทั้งหลายมักจะใช้ไปกับกิจกรรมต่างๆ ที่ท่านชอบทำ และมักจะประกอบกิจกรรมดังกล่าวกับคนที่ท่านรักหรือสนิท ยกตัวอย่างเช่น การชวนเพื่อนไปตีกอล์ฟด้วยกันอย่างที่ผมยกตัวอย่างไว้แล้ว ซึ่งถามว่ามีใครบังคับให้ท่านไป ตีกอล์ฟหรือเปล่า ก็ไม่มี เพราะท่านอยากไป ตีกอล์ฟด้วยใจของท่าน ใจที่หลงใหลในกีฬาประเภทนี้ ใจที่อยากจะสนุกสนานสังสรรค์กับเพื่อนๆ แต่มีอีกใจหนึ่งที่ท่านอาจจะไม่รู้ นั่นก็คือใจที่อยากจะจัดการความรู้เรื่องกอล์ฟให้กับตัวของท่านเอง
เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่ว่าเมื่อชื่นชอบหรือหลงใหลที่จะทำอะไร ก็มีความรู้สึกอยากที่จะทำสิ่งนั้นให้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ ซึ่งความรู้สึกดังกล่าวนี้ มีผลอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดกระบวนการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการความรู้ การไปตีกอล์ฟแต่ละครั้ง ท่านได้ฝึกฝีมือ (…เรียกว่า… knowledge utilization หรือการใช้ความรู้ เรื่องกอล์ฟของท่านที่มีอยู่…) ท่านได้สังเกตเรียนรู้เทคนิคการตีกอล์ฟที่ดีๆ จากเพื่อน หรือการ ได้กล่าวแนะนำเทคนิคของท่านให้เพื่อนท่านฟัง (…เรียกว่า…knowledge sharing หรือการ แบ่งปันความรู้เรื่องกอล์ฟกับเพื่อนของท่าน…) การนำความรู้ที่เพื่อนแนะหรือจากที่ กูรูกอล์ฟ ทางหน้าหนังสือพิมพ์ หรือหน้าจอโทรทัศน์แนะ มาประยุกต์ใช้ (…เรียกว่า…knowledge application หรือการนำความรู้เรื่องกอล์ฟที่ได้เรียนรู้มาประยุกต์ใช้…) เมื่อออกรอบเสร็จหลายๆ ท่านมักชอบไปรับประทานอาหาร กันต่อ และอดไม่ได้ที่จะสนทนาถึงเกมส์กอล์ฟที่เพิ่งเล่นจบไป ซึ่งบางทีการสนทนาดังกล่าวชี้ให้เห็นถึงเทคนิคการตีกอล์ฟใหม่ๆ (…เรียกว่า… knowledge creation หรือการสร้างความรู้ใหม่เกี่ยวกับการตีกอล์ฟ…) หรือแม้กระทั่งคนอย่างผมเมื่อค้นพบเทคนิคใหม่ๆ หรือได้รับฟังเทคนิคใหม่ๆ มา แล้วนำมาทดลองใช้กับตัวเอง ผลปรากฏว่าทำให้ผมตีกอล์ฟได้ดีขึ้น ผมก็มักจะจดเทคนิค ดังกล่าวไว้ในแผ่นกระดาษ แล้วเก็บไว้ในถุงกอล์ฟเพราะกลัวจะลืม (…เรียกว่า…knowledge storage หรือการ เก็บรักษาความรู้ที่เกี่ยวกับกอล์ฟ…)
ท่านผู้อ่านเห็นไหมครับว่า ในการใช้ชีวิต ประจำวันแต่ละวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นการไป พักผ่อน เล่นกีฬา ซึ่งในกรณีนี้ผมยกตัวอย่างการไปตีกอล์ฟให้เห็นเป็นตัวอย่าง แต่จริงๆ แล้ว ไม่ว่าท่านจะประกอบกิจกรรมอะไรก็ตามนั้น โดยเฉพาะกิจกรรมที่ไม่เป็นทางการ อาทิ การไปเดินป่าที่ต่างจังหวัดกับเพื่อนๆ การไปเดินช็อปปิ้งซื้อเครื่องประดับเสื้อผ้าอาภรณ์กับเพื่อนๆ การไปทำบุญร่วมกันที่วัด การไปเข้าค่ายอาสาพัฒนาชนบท ทุกๆ กิจกรรมที่ทำไปในแต่ละวันของท่าน ล้วนแล้วแต่มีส่วนผสมของการจัดการความรู้ไปในตัว และที่ผมเน้นถึงกิจกรรมที่ไม่เป็นทางการ ก็เพราะอยากจะชี้ให้เห็นว่า กิจกรรมที่ ไม่เป็นทางการมักจะเป็นสิ่งที่ทำกันด้วยใจ นั่นหมายถึงว่าใจของท่านอยากทำ และมักจะทำกับคนที่รู้ใจกันสนิทกัน พร้อมที่จะเปิดใจพูดคุยซึ่งกันและกัน อันก่อให้เกิดกระบวนการของการจัดการความรู้ ดังที่ผมได้กล่าวแนะไว้ในตัวอย่างของ การเล่นกีฬากอล์ฟในเบื้องต้น
อย่างไรก็ดีในขณะนี้การจัดการความรู้ได้ถูก นำมาประยุกต์ใช้อย่างแพร่หลายในหลายต่อหลายองค์กร ซึ่งเป็นที่รู้กันว่าองค์กรคือสถานที่ที่คนส่วนใหญ่มาทำงานมาทำอะไรที่มีความเป็นทางการ และการทำงานก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของทุกคน ข้อแนะนำของผมในวันนี้คือ ถึงแม้ว่าจะเป็นธรรมชาติที่สถานที่ทำงานจะคงไว้ซึ่งความเป็นทางการ แต่ท่านสามารถสร้างบรรยากาศในที่ทำงาน ให้มีความเป็นทางการไม่มากจนเกินไปได้ อยากให้ท่านผู้อ่านลองคิดดูว่า จะทำอย่างไรให้ที่ทำงานของท่าน มีความสนุก พนักงานมีความสุข ที่ได้มาทำงาน คนในที่ทำงานมีความไว้วางใจกัน สนิทสนมกัน แต่ละวันตื่นขึ้นมามีความรู้สึกอยากไปทำงาน เหมือนกับที่ท่านมีความรู้สึกอยากไป ตีกอล์ฟ หรือไปเดินช็อปปิ้งกับเพื่อนๆ ในวันหยุด สุดสัปดาห์ ถ้าสามารถสร้างบรรยากาศและความรู้สึกดังกล่าวขึ้นมาได้ ผมเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าใน การทำงานในแต่ละวันของพนักงานในองค์กรนั้นๆ จะผสมปนเปไปด้วยกิจกรรมที่สะท้อนให้เห็นถึง กระบวนการเกี่ยวเนื่องกับการจัดการความรู้อย่างมากมาย อย่างที่ผมได้อธิบายไปแล้วแต่ข้างต้น
ฉะนั้นผมจึงขอกล่าวสรุปท้ายตรงนี้ไว้ว่า การใช้ชีวิตประจำวันของท่านในแต่ละวันนั้น มีส่วนของการจัดการความรู้ซ่อนเร้นอยู่แล้ว การจัดการความรู้มิได้เป็นอะไรที่ยากหรือควรจะต้องถูกเห็นว่าเป็นหน้าที่ความรับผิดชอบเพิ่มเติม โจทย์ของท่านก็คือไม่ว่าจะทำงานหรืออะไร ก็ควรจะหาวิธีที่จะให้เกิดความสนุกกับสิ่งที่เราทำซึ่งความสนุกดังกล่าวมักจะไม่ค่อยเกิดจากความเป็นทางการมากจนเกินไป เพราะเมื่อเกิดความสนุกความชอบในสิ่งที่เราทำ ความรู้สึกที่จะเกิดขึ้นตามมาคือความรู้สึกอยากฝึกฝน อยากเล่า อยากบอก อยากถาม อยากจดจำ เพื่อก่อให้เกิดการเรียนรู้ ในสิ่งที่ทำอยู่ ซึ่งความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้เป็น ความรู้สึกที่ผมอยากให้เกิดขึ้นในระหว่างการทำงานของทุกๆ ท่าน มิใช่แต่จะเกิดขึ้นเฉพาะ เวลาที่กิจกรรมหรืองานอดิเรกที่ท่านชื่นชอบเท่านั้น อย่างไรก็ตามความรู้สึกสนุกในที่ทำงานมิใช่จะสร้างกันง่ายๆ การสร้างความรู้สึกดังกล่าวนี้เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการนำพาองค์กร ไปสู่การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ โดยบทบาทของผู้นำหรือเจ้านายนั้นมีส่วนสำคัญยิ่ง ซึ่งผมก็จะเขียนเล่าเสนอแก่ท่านผู้อ่านในภายหลังนะครับ
หน้า 38

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *