การคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking) ตอน 6

การคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking) ตอน  6

 

การคิดเชิงประยุกต์โดยใช้หลักการทดแทน

1.       เราจะนำสิ่งที่มีอยู่มาใช้เพื่อแก้ปัญหาได้อย่างไร

การขยายศักยภาพของสิ่งที่มีอยู่เพื่อนำมาใช้ “ทดแทน” ในการแก้ปัญหา จะช่วยให้เราสามารถดำเนินชีวิตประจำวันได้อย่างคล่องตัวไม่ติดกับการที่ต้องพยายามหาสิ่งที่มีบทบาทหน้าที่เช่นนั้นอย่างเดียวในการแก้ปัญหา แต่สามารถยืดหยุ่นในการหาสิ่งต่าง ๆ มาทดแทนได้ แต่การที่เราจะค้นหาว่าอะไรเหมาะสมในการทดแทนนั้น เราจำเป็นต้องมีความสามารถในการเทียบเคียงคุณสมบัติของสิ่งนั้นกับสิ่งอื่น ๆ และสามารถนำมาใช้ได้อย่างเหมาะสมลงตัวพอดีกับเป้าหมายของการแก้ปัญหา

ตัวอย่าง การแก้ปัญหาแสงสว่าง

2.       เราจะค้นหาสิ่งที่เหมาะสมมาใช้ในการแก้ปัญหาได้อย่างไร

การตอบคำถามนี้ จะต้องเป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นกระบวนการ เริ่มตั้งแต่การค้นหาว่าปัญหาที่แท้จริง หรือ “ต้นตอ” ของปัญหานั้นอยู่ที่ใด เพื่อกำหนดเป้าหมายการแก้ปัญหา เป้าหมายที่ชัดเจนในการแก้ปัญหานำไปสู่การกำหนดคุณสมบัติหลักของสิ่งที่เราต้องการแก้ปัญหา เพื่อที่จะนำสิ่งนั้นมาใช้ประโยชน์ในการแก้ไขปัญหาได้อย่างเหมาะสม อาจเรียกได้ว่าขั้นตอนการแก้ปัญหาโดยใช้การคิดเชิงประยุกต์

ขั้นตอนการแก้ปัญหาโดยใช้การคิดเชิงประยุกต์เพื่อหาสิ่งทดแทนมาใช้ประโยชน์อาจแบ่งเป็น 6 ขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1     ค้นหาสาเหตุของปัญหา

ขั้นที่ 2     กำหนดเป้าหมายของการแก้ปัญหา  

ขั้นที่ 3     กำหนดคุณสมบัติหลักของสิ่งที่ต้องการแก้ปัญหา

ขั้นที่ 4     พิจารณาคุณสมบัติของสิ่งทดแทน

ขั้นที่ 5     ประยุกต์สิ่งทดแทนนั้นตรงจุดที่เป็นปัญหา

ขั้นที่ 6     ทดสอบว่าใช้การได้หรือไม่

ตัวอย่าง

บริษัทผลิตรองเท้าแห่งหนึ่ง ได้รับการร้องเรียนจากลูกค้าเข้ามาจำนวนมากว่า รองเท้ารุ่นใหม่ล่าสุดที่ซื้อไปนั้นกับบริเวณส้นเท้า และมีลูกค้าหลายรายนำสินค้ามาคืนเพื่อขอรับเงินคืน ซึ่งกรรมการผู้จัดการบริษัทวิตกกังวลกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาก เพราะได้ผลิตรองเท้ารุ่นนี้ออกมาไม่ต่ำกว่าพันคู่ เนื่องจากมั่นใจว่าตลาดจะชื่นชอบแบบและลวดลายที่ทันสมัย

ขั้นที่ 1     ค้นหาสาเหตุของปัญหา

                                                นำรองเท้ารุ่นนี้มาเพ่งพิจารณาดูเพื่อค้นหาสาเหตุว่าเหตุใดจึงกัด เขาให้พนักงานจำนวนหนึ่งมาทดลองใส่รองเท้าหนึ่งสัปดาห์ เพื่อเก็บผลว่าพวกเขารู้สึกอย่างไร เพราะเหตุใด ในที่สุดก็สรุปผลได้ว่า

1)      หนังที่ใช้ทำรองเท้าแข็งเกินไป

2)      รอยตะเข็บที่เย็บไว้ตรงส้นรองเท้า ไม่ค่อยเรียบร้อย ทำให้เกิดการเสียดสีได้ง่าย

ขั้นที่ 2     กำหนดเป้าหมายของการแก้ปัญหา

                 จากสาเหตุดังกล่าวทำให้ตั้งเป้าหมายว่าจะแก้ปัญหานั้นได้ต้องทำให้

1)      รองเท้ามีความนิ่มขึ้น

2)      ทำให้ด้านหลังของรองเท้าเรียบเพื่อมิให้เกิดการเสียดสี

ขั้นที่ 3     กำหนดคุณสมบัติหลักของสิ่งที่ต้องการแก้ปัญหา

                ระดมความคิดเพื่อพิจารณาคัดเลือกวัสดุที่เหมาะสมเสริมเข้าไปในรองเท้า

คุณสมบัติ วัสดุ
นิ่ม –      ฟองน้ำ

–      ถุงเท้า

–      แผ่นยาง

–      ถุงใส่ของเหลว

–      ผ้าขนหนู

–      กำมะหยี่

–      นุ่น

คุณสมบัติ วัสดุ
นิ่ม –      หนังที่ทุบจนนิ่ม

–      ฯลฯ

เรียบ –      เทียนไข

–      แผ่นสติ๊กเกอร์

–      วัสดุที่ใช้ขัดถู

–      ฯลฯ

 

ขั้นที่ 4     พิจารณาคุณสมบัติของสิ่งทดแทน

                พิจารณาคุณสมบัติแต่ละชนิดว่า จะนำมาใช้แก้ปัญหาอย่างไร และแต่ละชนิดมีข้อดี – ข้อเสียอะไรบ้าง

วัสดุ การนำมาใช้ ข้อดี ข้อเสีย
ฟองน้ำ ใช้ผ้าบางหุ้มฟองน้ำเย็บติดกับด้านในของรองเท้า –    นิ่ม

–    ราคาถูก

–      วิธีการยุ่งยาก

–      เกิดความอับชื้นได้ง่าย

–      ด้านในของรองเท้าหนาขึ้นอาจทำให้คับเมื่อสวมใส่

ถุงเท้า ใส่ก่อนสวมรองเท้า –    นิ่ม

–    ไม่มีค่าใช้จ่าย

–      ไม่สามารถบังคับให้ผู้ซื้อรองเท้าใส่ได้
แผ่นยาง ใช้กาวติดด้านในของรองเท้า –    นิ่ม –      มีขนาดหนา

–      ดูไม่มีรสนิยม

ถุงใส่ของเหลว ทำเป็นถุงขนาดเล็กตามสีรองเท้าแปะบริเวณเหนือสันรองเท้า –    นิ่ม

–    แปลก

–    ทันสมัย

–      ต้องเสียค่าจ้างผลิต

–      อาจไม่คงทน

ผ้าขนหนู หุ้มด้านในรองรองเท้า –    นุ่ม

–    ราคาถูก

–      ไม่คงทน

–      หลุดเป็นขุย

–      ไม่เหมาะสมกับรองเท้า

กำมะหยี่ หุ้มด้านในรอบรองเท้า –    นุ่ม

–    เรียบ

–      อาจหลุดลอกออกง่าย

–      ราคาสูง

–      ไม่กลมกลืนกับด้านนอกของรองเท้า

หนังที่ทุบจนนิ่ม หุ้มด้านในของรองเท้า –    นิ่ม

–    เรียบ

–    ดูกลมกลืนกับรองเท้า

–      ราคาแพง

–      ต้องนำเข้าวัตถุดิบ

–      เพิ่มต้นทุนการผลิต

ทีมงานตัดสินใจเลือกใช้หนังที่ทุบจนนิ่มและพยายามแก้ไขข้อจำกัดต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น จนได้ข้อสรุปว่า ไม่จำเป็นต้องใช้หนังหุ้มด้านในทั้งหมด แต่ตัดเป็นส่วนเล็ก ๆ ให้พอดีกับการแปะทับรอยต่อด้านหลังเหนือรองเท้า และใช้วิธีเย็บให้ดูกลมกลืน การแก้ปัญหาด้วยวิธีนี้ นอกจากจะใช้จำนวนหนังน้อยลงแล้ว ยังไม่ต้องสั่งนำเข้าเพราะหนังที่มีอยู่เพียงพอ การใช้เวลาทำให้หนังนิ่มและตัดเย็บก็น้อยกว่าและสะดวกมากกว่าวิธีอื่น ๆ

ขั้นที่ 5     ประยุกต์สิ่งทดแทนนั้นตรงจุดที่เป็นปัญหา

                หลังจากที่ตกลงเรียบร้อยแล้ว ผู้จัดการบริษัทจึงใช้ช่างนำหนังที่ทุบแล้วมาตัดให้ได้ขนาดตามที่ต้องการ นำมาเย็บติดไว้ด้านในเหนือส้นรองเท้าซึ่งเป็นจุดที่รองเท้ากัดพอดี            

ขั้นที่ 6     ทดสอบว่าใช้การได้หรือไม่

                ผู้จัดการบริษัทสั่งให้คนงานทดลองทำออกมาก่อน 2-3 คู่ แล้วให้พนักงานทดสอบว่าใช้การได้หรือไม่ ถ้าใช้การได้ดี จึงแก้ไขทั้งหมดแล้วค่อยออกวางจำหน่ายตามปกติ


Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *