การคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking) ตอน 4

การคิดเชิงประยุกต์ (Applicative Thinking) ตอน 4

เหตุผลของการคิดเชิงประยุกต์
1. การคิดเชิงประยุกต์ช่วยลดข้อจำกัดในการแก้ปัญหาของสมอง
นักจิตวิทยาพบว่า คนเรามักจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้หรือแก้ปัญหาผิด ไม่ใช่เพราะปัญหานั้นยากเกินไป แต่เพราะขาดความสามารถในการคิดเชิงประยุกต์ ไม่สามารถพิจารณาปัญหานั้นในแง่มุมที่ต่างไปจากเดิม สาเหตุที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก มีสิ่งขัดขวางการแก้ปัญหาที่สำคัญในความคิดของคน นั่นคือ เรามักจะยึดการมองเห็นสิ่งนั้นเป็นครั้งแรก เราเห็นว่าสิ่งนั้นเป็นอย่างไรในครั้งแรก เรามักคิดว่าจะเป็นเช่นนั้นในครั้งต่อ ๆ ไปด้วย อันอาจเป็นเหตุให้เข้าใจผิดเพราะมองอย่างยึดติดเพียงบางด้านเท่านั้น
คนที่ความคิดไม่ยึดติดกับบทบาทหน้าที่จะคิดเชิงประยุกต์ได้ดี เพราะมีมุมมองที่หลากหลาย สามารถประยุกต์สิ่งๆ เดียวให้สามารถปรับใช้ได้ในหลาย ๆ บริบทอย่างเหมาะสม โดยไม่ขึ้นอยู่กับว่าเคยใช้มาก่อนเลยหรือไม่ จึงทำให้การแก้ปัญหาได้ดีกว่าคนอื่นเพราะมีทางออกที่ไม่จำกัด
นอกจากนี้ การคิดเชิงประยุกต์ยังช่วยให้สามารถแก้ปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้น เพราะไม่ยึดติดกับวัตถุประสงค์หรือบทบาทหน้าที่ของสิ่งนั้น ทำให้แม้ไม่มีคำตอบที่ชัดเจน แต่เราจะพยายามค้นหาความเป็นไปได้จากสิ่งที่มีอยู่และนำมาใช้เพื่อแก้ปัญหาในเวลานั้นได้ เป็นเหตุให้เราไม่จมอยู่กับการไม่สามารถหาทางออกให้กับปัญหา แต่เราจะสามารถประยุกต์จากสิ่งอื่น ๆ มาใช้ในการแก้ปัญหา ทำให้การแก้ปัญหานั้นทำได้อย่างรวดเร็วมากยิ่งขึ้น

2. การคิดเชิงประยุกต์ช่วยให้บรรลุวัตถุประสงค์ในบริบทที่แตกต่าง
หลายครั้งแนวคิดดี ๆ แนวทางการแก้ปัญหาที่ดูน่าจะมีประโยชน์ เมื่อนำมาใช้กลับล้มเหลว ไม่สามารถบรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการได้ สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นเนื่องจากแนวคิดเหล่านั้นในภาคปฏิบัติอาจขัดแย้งกับบริบทสภาพแวดล้อม ขัดแย้งกับวิถีชีวิตประจำวัน ความเคยชิน ค่านิยมของผู้ปฏิบัติ ไม่เหมาะสมกับช่วงเวลา สถานการณ์ ฯลฯ และจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมภายใต้บริบทแวดล้อมที่แตกต่างกัน
ตัวอย่าง
แนวคิดในการจัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง เป็นการจัดเรียนการสอนให้เป็นการกระตุ้นให้เด็กเรียนรู้ด้วยตนเอง เพื่อให้เด็กสามารถค้นพบความถนัด ศักยภาพและมีโอกาสได้พัฒนาในสิ่งนั้นด้วยตนเอง ส่วนครูเป็นผู้คอยชี้แนะแนวทาง ไม่ใช่การป้อนความรู้เหมือนที่ผ่านมา แต่ก็ยังเคยชินอยู่ในการจัดการสอนในปัจจุบัน

3. การคิดเชิงประยุกต์ช่วยเพิ่มศักยภาพของการคิดสร้างสรรค์
การคิดสร้างสรรค์ เป็นการระดมความคิดที่แตกต่างหลายหลาย เป็นความคิดนอกกรอบแหวกวงความคิดหรือความรู้เดิม ๆ เพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ ๆ ที่ใช้การได้ดีและเหมาะสมมากยิ่งกว่าเดิม ส่วนหนึ่งของการสร้างสรรค์เกิดจากการประยุกต์สิ่งหนึ่งเข้ากับอีกสิ่งหนึ่ง จนกลายเป็นสิ่งใหม่ที่ไม่เคยมีมาก่อน
ตัวอย่าง
การทำเพชรเทียมที่ได้จากธาตุคาร์บอนเผาศพ โดยนำความรู้เกี่ยวกับสารประกอบทางเคมีของเพชร ซึ่งมีคาร์บอนเป็นส่วนประกอบหลัก มาประยุกต์ทำเป็นเพชรเทียม โดยใส่แนวคิดสร้างสรรค์ลงไปเพื่อการค้าว่า ผลิตเพื่อเป็นที่ระลึกถึงผู้ที่เสียชีวิตไปแล้ว

4. การคิดเชิงประยุกต์ช่วยให้ลดการลอกเลียนแบบ ลดอาการ ”วัวหายล้อมคอก”
โดยปกติชีวิตประจำวัน เมื่อเราเห็นสิ่งที่เราพึงพอใจในบริบทหนึ่ง สิ่งที่ดูดี มีคุณค่า มีรสนิยม สิ่งที่สังคมหนึ่งหรือในบริบทหนึ่งไปแล้วมีประโยชน์และเราพึงพอใจ ความพึงพอใจนี่เอง เป็นตัวการให้เราเกิดความปรารถนาที่จะกระทำเลียนแบบ หรือนำสิ่งเราพอใจมาใช้ทั้งหมด โดยไม่ได้คำนึงถึงความเหมาะสมอันเนื่องมาจากความแตกต่างในด้านต่าง ๆ จึงเป็นเหตุให้การนำมาใช้ไม่ประสบผลสำเร็จ
การคิดเชิงประยุกต์จะช่วยให้เราไม่ด่วนฉกฉวยความพึงพอใจในสิ่งหนึ่งมาใช้ แต่ช่วยให้เกิดการคิดใคร่ครวญว่าจะนำมาใช้อย่างเหมาะสมได้อย่างไร ควรนำส่วนใดมาใช้ ควรปรับเพิ่ม ปรับเปลี่ยน หรือผสมผสานกันในลักษณะใดจึงเหมาะสมกับบริบทของเรา ช่วยลดอาการ “วัวหายล้อมคอก” หรือปัญหาที่อาจเกิดขึ้นตามมาภายหลัง เนื่องจากก่อนที่จะนำสิ่งใดมาประยุกต์ใช้จะต้องมีการคิดพิจารณาปัจจัยต่าง ๆ อย่างรอบคอบก่อน โดยคำนึงถึงความเหมาะสมมากที่สุด ในเป้าหมายใหม่ วัตถุประสงค์ใหม่ จึงช่วยป้องกันการเกิดปัญหาเมื่อต้องนำสิ่งใดสิ่งหนึ่งมาใช้ ซึ่งต่างจาการนำสิ่งใดมาใช้โดยปราศจากการคิดเชิงประยุกต์ อาจจะทำให้ต้องแก้ปัญหาใหม่ ๆ ที่เกิดตามมาด้วย
ตัวอย่าง
เราพึงพอใจเมื่อเห็นประเทศตะวันตกประสบความสำเร็จในเรื่องของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย เราจึงคิดว่าประเทศไทยน่าจะทำเช่นนั้นบ้าง และได้ทำการแก้ไขกฎระเบียบต่าง ๆ ให้เป็นเหมือนกับประเทศตะวันตก แต่ปรากฎว่าไม่ประสบความสำเร็จ เนื่องจากขาดการพิจารณาความเหมาะสมในด้านอื่น ๆ เมื่อนำมาใช้ในประเทศ การหยิบมาใช้อย่งปราศจากการศึกษาให้ลึกซึ้งถึงความเกี่ยวเนื่องสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างกัน ย่อมทำให้การนำมาใช้ไม่ประสบความสำเร็จดังที่เราคิดไว้

5. การคิดเชิงประยุกต์เป็นแนวทางนำไปสู่นวัตกรรมใหม่ ๆ
การคิดประดิษฐ์สิ่งใหม่ ๆ หรือ การพัฒนาสิ่งที่มีอยู่จำนวนมากให้ดีขึ้นตลอดประวัติศาสตร์ เกิดจากความสามารถในการคิดเชิงประยุกต์ คือเมื่อเห็นการทำงานของสิ่งหนึ่ง สมองจะพยายามทำการเชื่อมสิ่งนั้นเข้ากับอีกสิ่งที่มีอยู่ ซึ่งการนำความรู้จากด้านอื่น ๆ มาใช้จะช่วยพัฒนาความก้าวหน้าในสาขาวิชานั้น ๆ หรือพัฒนานวัตกรรมของสิ่งประดิษฐ์ต่าง ๆ ให้ทันสมัยต่อไปได้อย่างไม่หยุดยั้ง
ตัวอย่าง
ฟุลตัน (Fulton) ชายหนุ่มวัย 17ปี เขามีอาชีพรับจ้างวาดภาพเหมือน เขาเป็นคนมีสติปัญญาล้ำเลิศและชอบการประดิษฐ์เป็นอย่างยิ่ง เขาใช้เวลาว่างศึกษาเครื่องยนต์กลไกและสิ่งประดิษฐ์ที่มีประโยชน์ จนพบกับ เจมส์ วัตต์ (James Watt) ผู้ประดิษฐ์เครื่องจักรไอน้ำ ฟุลตันเกิดความคิดว่า เขาจะลองนำเครื่องจักนั้นมาใช้ในเรื่องเพื่อเคลื่อนเรือบ้าง เขาคิดว่าน่าจะเป็นไปได้ แม้จะยังไม่เคยมีใครทำมาก่อน

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *