การกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน

การกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน

นายบัญญัติ สุชีวะ

นายบัญญัติ สุชีวะ เกิดเมื่อวันที่ 23 เมษายน 2467 จบเตรียมปริญญามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นที่ 1 แล้วศึกษากฎหมายต่อ สำเร็จธรรมศาสตร์บัณฑิต เมื่อ พ.ศ.2486 และต่อมาได้สอบชิงทุน กพ. ไปศึกษากฎหมายต่อ ณ ประเทศอังกฤษ สำเร็จเนติบัณฑิตอังกฤษจากสำนัก GRAY’S INN เคยรับราชการเป็นผู้พิพากษา ผู้พิพากษาหัวหน้าศาลจังหวัดสงขลา เลขานุการศาลฎีกา ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอุทธรณ์
ปัจจุบันดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรม นอกจากราชการประจำ ยังเป็นเลขานุการ ก.ต. อาจารย์บรรยายวิชากฎหมายในมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และสำนักอบรมศึกษากฎหมายแห่งเนติบัณฑิตสภา

การกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานนั้น จะกระทำให้ผู้กระทำตามคำสั่งนั้นมีความผิดหรือไม่ ย่อมจะต้องพิจารณาในเบื้องต้นเสียก่อนว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานนั้นชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมายซึ่งผู้สั่งก็ไม่มีความผิดอยู่แล้ว ผู้กระทำตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น ก็ย่อมจะไม่มีความผิดด้วย เช่น ในกรณีที่ศาลพิพากษาว่าบุคคลกระทำผืดและให้จำคุกหรือประหารชีวิตบุคคลนั้น ผู้ปฏิบัติให้เป็นไปตามคำพิพากษาก็หามีความผิดฐานหน่วงเหนี่ยวหรือกักขัง หรือมีความผิดฐานฆ่าคนไม่ แต่ถ้าคำสั่งของเจ้าพนักงานนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ผู้กระทำตามย่อมจะมีความผิด เว้นแต่จะนำสืบได้ว่าตนมีหน้าที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้น หรือเชื่อโดยสุจริตว่ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม จึงไม่ต้องรับโทษในความผิดนั้น ซึ่งหมายความว่า การกระทำของผู้ปฏิบัติตามคำสั่งยังเป็นความผิดอยู่เพียงแต่กฎหมายไม่เอาโทษ แต่ถ้าผู้ปฏิบัติตามคำสั่งนั้นรู้อยู่แล้วว่าคำสั่งนั้นไม่ชอบด้วยกฎหมาย ยังขืนปฏิบัติไปก็ย่อมจะต้องรับโทษ และจะถือว่าตนมีหน้าที่หรือเชื่อโดยสุจริตว่า ตนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้นมิได้ ทั้งนี้จะเห็นได้จากประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 70 ซึ่งบัญญัติว่า
“ผู้ใดกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน แม้คำสั่งนั้นจะมิชอบด้วยกฎหมาย ถ้าผู้กระทำมีหน้าที่หรือเชื่อโดยสุจริตว่ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ผู้นั้นมีความผิดแต่กฎหมายไม่เอาโทษ เว้นแต่จะรู้ว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งซึ่งมิชอบด้วยกฎหมาย”

ก่อนนี้กฎหมายลักษณะอาญา ร.ศ. 127 มาตรา 52 ได้บัญญัติว่า
“ผู้ใดกระทำตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมาย ท่านว่าผู้นั้นไม่ควรรับอาญา”
ที่ว่ากระทำตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายนั้น ท่านอธิบายไว้ดังนี้ คือ
(1) การที่กระทำเป็นการต้องตามพระราชกำหนดกฎหมายที่ใช้อยู่ในเวลานั้น
(2) บุคคลกระทำการตามคำสั่งของเจ้าพนักงานฝ่ายทหารก็ดี พลเรือนก็ดี อันตนมีหน้าที่ที่จะต้องฟังบังคับบัญชา แม้ว่าคำสั่งนั้นจะผิดกฎหมาย ถ้าปรากฏว่าผู้รับคำสั่งไปกระทำ กระทำโดยเชื่อว่าชอบด้วยกฎหมาย โดยเหตุผลอันสมควร ท่านก็ให้ถือว่าผู้รับคำสั่งไปกระทำการนั้นไม่ควรรับอาญาเหมือนกัน

ตามกฎหมานลักษณะอาญา มาตรา 52 จะเห็นได้ว่าการกระทำตามคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายนั้น กฎหมายมิได้บัญญัติว่าไม่มีความผิด เพียงแต่บัญญัติให้ไม่ต้องรับโทษเท่านั้น และถือว่ากระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน ซึ่งตนมีหน้าที่ต้องเชื่อฟัง แม้คำสั่งนั้นจะผิดกฎหมายก็ถือเป็นการกระทำตามคำสั่งอันชอบด้วยกฎหมายด้วย หากตนเชื่อโดยมีเหตุผลสมควรว่าคำสั่งนั้นชอบด้วยกฎหมาย
แต่ตามประมวลกฎหมายอาญานั้น มาตรา 70 บัญญัติเฉพาะการกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานที่มิชอบด้วยกฎหมายเท่านั้น ทั้งนี้ คงจะเป็นเพราะผู้ร่างประมวลกฎหมายอาญา เห็นว่า หากคำสั่งใดชอบด้วยกฎหมายเสียแล้ว การปฏิบัติตามคำสั่งนั้นก็ย่อมจะชอบด้วยกฎหมายอยู่ในตัว จึงไม่มีความผิด
ตามกฎหมายของอังกฤษ ยังไม่มีหลักตายตัวว่า การกระทำตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา จะถือเป็นข้อแก้ตัวให้พ้นผิดได้ ในเมื่อการปฏิบัติตามคำสั่งนั้นเป็นความผิดอยู่ในตัว เช่น ทหารเรือซึ่งเชื่อว่าตนได้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชา ได้ยิงคนเรือซึ่งพยายามพายเรือเข้าไปหาเรือรบ ศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานฆ่า (คดี R.V. Thomas ค.ศ. 1816) แต่คดีนี้ศาลเห็นว่า ควรได้รับการอภัยโทษโดยการดำเนินการทางฝ่ายบริหาร แต่ถ้าคำสั่งของผู้บังคับบัญชานั้นในเบื้องต้นยังไม่อาจเห็นได้โดยชัดแจ้งว่าผิดกฎหมาย การปฏิบัติตามคำสั่งนั้น ย่อมเป็นข้อแก้ตัวให้พ้นผิดได้โดยอาจถือว่าเป็นการสำคัญผิดในข้อเท็จจริง หรือสำคัญผิดในข้อกฎหมาย หรือเป็นเรื่องขาดเจตนาทุจริต (คดี Keighley v. Bell 1866 และคดี R. v. James, 1837) สำหรับอเมริกานั้น ยังไม่ยอมให้ทหารผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาอ้างคำสั่งของผู้บังคับบัญชามาเป็นข้อแก้ตัวให้พ้นผิดเลย ไม่ว่าจะอ้างว่าเป็นการสำคัญผิด หรือขาดเจตนาทุจริตก็ตาม เว้นแต่คำสั่งของผู้บังคับบัญชานั้นจะเป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมายจริง ๆ (คดี United States v. Jones, 1813 และ United States v. Carr, 1872)

สำหรับข้อแก้ตัวเพื่อมิให้ต้องรับโทษในการปฏิบัติตามคำสั่งอันมิชอบด้วยกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 70 นั้น จะต้องประกอบด้วย
1. ต้องมีคำสั่งของเจ้าพนักงาน
2. ผู้กระทำตามคำสั่งต้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้น หรือมิฉะนั้นต้องเชื่อโดยสุจริตว่ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม และ
3. ผู้กระทำตามคำสั่งต้องไม่รู้ว่า คำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย

1. ที่ว่าต้องมีคำสั่งของเจ้าพนักงานนั้น หมายความว่า ต้องเป็นคำสั่งของเจ้าพนักงาน มิใช่คำสั่งของนายจ้างหรือญาติพี่น้อง คำว่าเจ้าพนักงานนั้น ท่านศาสตราจารย์จิตติ ติงศภัทย์ ได้อธิบายไว้ในหนังสือคำอธิบายประมวลกฎหมายอาญา ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พิมพ์ครั้งที่ 2 หน้า 954 ว่าหมายถึง “ผู้ปฏิบัติหน้าที่ราชการโดยได้รับการแต่งตั้งตามกฎหมาย” คำว่าคำสั่งนั้นหมายถึง คำบงการซึ่งผู้รับคำสั่งจะปฏิบัติตาม มิฉะนั้นอาจมีความผิดตามกฎหมาย หรือทางวินัย ฉะนั้น คำแนะนำซึ่งผู้รับคำแนะนำจะเชื่อฟังหรือไม่ก็ได้จึงไม่ถือเป็นคำสั่ง แต่คำสั่งนั้นจะเป็นลายลักษณ์อักษรหรือวาจาก็ได้ (คำพิพากษาฎีกาที่ 1135/2508 ตำรวจจับคนตามคำสั่งของเจ้าพนักงาน แม้จะสั่งด้วยวาจามิได้ออกหมายจับ ซึ่งถือปฏิบัติกันมาว่าไปจับได้ ตำรวจย่อมไม่ต้องรับโทษตามมาตรา 70)

2. ที่ว่าผู้กระทำตามคำสั่งต้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้น หรือเชื่อโดยสุจริตว่ามีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม หมายความว่า ผู้กระทำนั้นมีหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับที่จะต้องปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานนั้น ซึ่งถ้าขัดขืนย่อมมีความผิดตามกฎหมาย หรือผิดทางวินัย เช่น สารวัตรกำนันมีหน้าที่ต้องฟังบังคับบัญชาของนายอำเภอ (คำพิพากษาฎีกาที่ 29/2481) เป็นต้น เพียงแต่เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาอย่างเดียว หาใช่ว่าจะต้องมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาเสมอไปไม่ เช่น เป็นคำสั่งที่ให้ปฏิบัติการอันใดที่มิได้เป็นหน้าที่ของผู้ใต้บังคับบัญชาเป็นต้น นอกจากนี้ แม้ความจริงผู้ใดจะไม่มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้น แต่หากผู้นั้นเชื่อโดยสุจริต กล่าวคือ สำคัญผิดโดยมีเหตุผลอันควรว่าตนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตาม ไม่ว่าจะเป็นสำคัญผิดในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ก็เป็นข้อแก้ตัวได้เช่นกัน (คำพิพากษาฎีกาที่ 1601/2509 จำเลยเข้าใจว่าคำสั่งของผู้ทำการแทนผู้กำกับที่สั่งให้จำเลยไปจับกุมโจทก์เป็นคำสั่งที่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีต้องด้วยมาตรา 70)
ข้ออ้างตาม 1. และ 2. นี้เป็นหน้าที่ของผู้กระทำตามคำสั่งนั้นจะต้องนำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่าเป็นจริงตามที่อ้าง หากนำสืบพิสูจน์มิได้ก็ย่อมต้องรับโทษตามความผิดที่กระทำไป

3. ที่ว่าผู้กระทำตามคำสั่งต้องไม่รู้ว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย หมายความว่า ในการกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานซึ่งตนมีหน้าที่หรือเชื่อโดยสุจริตว่า ตนมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามนั้น ตนต้องไม่รู้ด้วยว่าคำสั่งนั้นผิดกฎหมาย หากตนรู้ว่าเป็นคำสั่งที่ผิดกฎหมาย ย่อมมิได้รับยกเว้นโทษ การจะพิสูจน์ให้รู้ว่าผู้ใดรู้ว่าคำสั่งใดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้นเป็นข้อเท็จจริงอย่างหนึ่ง ซึ่งเป็นหน้าที่ของโจทก์จะต้องนำสืบพิสูจน์ว่าผู้กระทำตามคำสั่งนั้นเป็นผู้รู้ความจริงอันนี้ ความจริงคำสั่งใดจะชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ย่อมเป็นปัญหาข้อกฎหมาย แต่การที่จะรู้ว่าผู้ใดรู้ว่า คำสั่งใดชอบด้วยกฎหมายหรือไม่นั้น ย่อมเป็นปัญหาข้อเท็จจริง ความไม่รู้ว่าคำสั่งนั้นเป็นคำสั่งที่มิชอบด้วยกฎหมาย ต้องเป็นเรื่องที่ผู้กระทำตามคำสั่งไม่รู้จริง ๆ เพียงแต่ควรต้องรู้เท่านั้นหาเพียงพอไม่ ฉะนั้น หากโจทก์ประสงค์จะให้จำเลยผู้กระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานต้องรับโทษ จึงต้องนำสืบให้เห็นชัดแจ้งว่า จำเลยได้รู้อยู่จริง ๆ ว่า คำสั่งของเจ้าพนักงานนั้นมิชอบด้วยกฎหมาย หากโจทก์นำสืบพิสูจน์มิได้ ก็ต้องถือว่าจำเลยมิได้รู้ว่าคำสั่งนั้นมิชอบด้วยกฎหมาย
หลักเกณฑ์การไม่ต้องรับโทษ เพราะกระทำตามคำสั่งของเจ้าพนักงานมีอยู่ดังกล่าว ฉะนั้นทหารหรือตำรวจผู้ปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นเจ้าพนักงานในเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้จะต้องรับโทษเพียงใดหรือไม่นั้น จึงต้องขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ตามที่บัญญัติไว้ใน มาตรา 70 แห่งประมวลกฎหมายอาญาดังกล่าวแล้ว

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *