กองทุนสุขภาพ : อนาคต 3 กองทุนสุขภาพในมุมมองของประชาชน

กองทุนสุขภาพ : อนาคต 3 กองทุนสุขภาพในมุมมองของประชาชน

ตั้งแต่ 1 เมษายน 2555 ที่ผ่านมารัฐบาลเริ่มนโยบายลดความเลื่อมล้ำในการรักษาผู้ป่วยจากกองทุนหลักประกันสุขภาพทั้ง 3 กองทุน คือ กองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า (สปสช.) ,กองทุนประกันสังคม (สปส.), กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ (กรมบัญชีกลาง) โดยนโยบายเปิดตัวนี้คือ “เจ็บป่วยฉุกเฉินทุกที่ รักษาทั่วถึงทุกคน” ซึ่งเน้นย้ำว่าประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินถึงขั้นเสี่ยงต่อชีวิต จะสามารถเข้ารับการรักษาที่รพ.ทุกแห่งทั่วไทยทั้งรัฐบาลและเอกชน โดยไม่ต้องตรวจสอบสิทธิว่าอยู่กองทุนไหน ไม่ต้องสำรองจ่ายค่ารักษา ทางรัฐบาลจะสำรองจ่ายให้ก่อนผ่านทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) และสปสช.ค่อยจัดการเรื่องค่าใช้จ่ายกับกองทุนสุขภาพที่เกี่ยวข้องภายหลัง ซึ่งทางรัฐบาลได้มีการกำหนดเรื่องมาตรฐานค่ารักษาพยาบาลไว้คำนวนตามค่าความสัมพัทธ์ (Relative Weight : RW)คือ 10,500 บาท/RW

สำหรับเราๆท่านๆที่เป็นประชาชนทั่วไปไม่ได้อยู่ในวงการแพทย์พยาบาลคงจะไม่ทราบครับว่า RW (Relative Weight) คิดยังไงมีมาตรฐานหรือสูตรคำนวนอย่่างไร และราคาที่รัฐบาลกำหนดไว้เหมาะสมหรือไม่ ซึ่งเป็นเนื้อหาที่ทั้งรัฐาบาล, 3 กองทุนสุขภาพหลัก และผู้ให้บริการ(รพ.,หน่วยบริการ) จะทำความเข้าใจตกลงกันให้ได้ โดยไม่กระทบต่อการปฏิบัติในการรักษาผู้ป่วย

โครงการลดความเลื่อมล้ำแรกเน้นกลุ่มเป้าหมายที่เจ็บป่วยฉุกเฉิน ซึ่งอ้างอิงคำนิยามการเจ็บป่วยฉุกเฉินตามประกาศของคณะกรรมการการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) โดยเจาะกลุ่มที่มีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง คือ 1.ผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤติ, 2.ผู้ป่วยฉุกเฉินเร่งด่วน ซึ่งคำอธิบายถ้าอ่านและสรุปโดยภาพรวมคือเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูงหากไม่รักษาโดยทันที แต่ทั้งนี้คำอธิบายไม่สามารถระบุโรค อาการ ลักษณะได้อย่างชัดเจน ดังนั้นจึงเป็นดุลยพินิจของแพทย์ที่จะพิจารณาตามอาการแล้ววิเคราะห์ต่อว่าเข้าข่าย 2 ข้อหรือไม่ ซึ่งการวิเคราะห์และสรุปนี้อาจไม่เป็นบรรทัดฐานเดียวกันได้แต่ส่งผลต่อผู้ป่วยในเรื่องค่ารักษาพยาบาลแน่นอน และค่ารักษาสำหรับกรณีหนักๆมักจะแพงมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนที่ไม่มีกองทุนสุขภาพใดๆรองรับ

แต่ทว่าหากโครงการลดความเลื่อมล้ำของการให้บริการในแต่ละกองทุนสุขภาพ มีการขยายขอบเขตมากกว่าผู้ป่วยฉุกเฉิน ไปสู่การรักษาโรคเฉพาะ,โรคเรื้อรัง (ไต เอดส์ มะเร็ง หลอดเลือด เบาหวาน เป็นต้น) และสุดท้ายหากจะลดความเลื่อมล้ำให้เหลือศูนย์คงต้องครอบคลุมการรักษาทั่วไปด้วย หากเป็นได้แบบนี้การรักษาขั้นพื้นฐานของหน่วยบริการ โรงพยาบาล คลินิก ทุกที่ทั่วไทยจะมีค่าใช้จ่ายในการรักษาบนมาตรฐานเดียวกันได้ ซึ่งเปรียบเสมือนกับรัฐาบาลทำประกันสุขภาพขั้นพื้นฐานให้กับประชาชนคนไทยทุกคน สามารถรักษาได้ทุกหน่วยบริการทั่วไทย หากประชาชนคนใดต้องการการรักษาที่พิเศษล้ำเกินกว่ามาตรฐานที่รัฐบาลกำหนดไว้ ก็สามารถซื้อสิทธิประโยชน์เพิ่มเติมหรือจ่ายส่วนต่างได้ ซึ่งจะเป็นการลดภาระค่ารักษาพยาบาลการเจ็บป่วยของประชาชนได้

ทำให้เราๆทุกท่านสามารถคำนวนได้ว่าอนาคตหากเป็นโรคใดๆเราจะได้รับการรักษาพื้นฐานอย่างไร ต้องการเพิ่มเติมสิทธิประโยชน์เท่าไรก็คำนวนเป็นค่าใช้จ่ายทีต้องจัดเตรียมไว้ได้ ไม่ต้องกังวลว่าหากเจ็บป่วยด้วยโรคอะไรก็ตามต้องมองหารพ.รัฐบาลเท่านั้นที่ค่ารักษาถูกที่สุด และยังเป็นผลดีในการกระจายการรักษาไปยังหน่วยบริการใกล้บ้านมากขึ้น

ซึ่งอนาคตคงหวังอย่างยิ่งว่าเมื่อลดความเลื่อมล้ำในเรื่องค่ารักษาพยาบาลได้แล้ว อยากให้รัฐบาลจัดทำโครงการลดความเลื่อมล้ำในการรักษาด้วย ซึ่งการที่โรงพยาบาลเอกชนแม้ว่าจะแพงสักเท่าไรก็ยังมีประชาชนยินดีเสียค่าใช้จ่ายที่สูงเข้ารักษา นั่นเพราะอะไร โดยส่วนตัวที่ได้สัมผัสทั้งสองภาคการบริการต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นด้านการเข้าถึงการรักษา, อุปกรณ์การรักษา, คำพูดต่อผู้รับบริการ (แต่ไม่ได้เหมารวมทุกคนครับ เพราะคนดีก็มีเพียงแต่อาจหาได้น้อยกว่า), เป็นต้น หากลดความเลื่อมล้ำด้านนี้ได้ผู้ป่วยคงจะกระจายไปไม่มากระจุกตัวมากตามรพ.ใหญ่และมีชื่อเสียง ซึ่งจะลดความแออัด ทำให้เข้าถึงการรักษาได้เร็วขึ้น อัตราผู้ป่วยต่อแพทย์จะลดลงทำให้แพทย์มีเวลามากขึ้น ส่งผลให้การรักษาการวินิจฉัยดีขึ้นด้วย

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *