กองทุนสุขภาพ : นโยบายเร่งด่วนรัฐ เตรียมเปิดบริการยาต้านไวรัสเอดส์-ล้างไตฟรี

กองทุนสุขภาพ : นโยบายเร่งด่วนรัฐ เตรียมเปิดบริการยาต้านไวรัสเอดส์-ล้างไตฟรี

7 ก.ย.55 นายวิทยา บุรณศิริ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (รมว.สธ.) แถลงผลงาน “365วันกับความมุ่งมั่นของรัฐบาลในการดูแลสุขภาพประชาชน” ว่า ภายหลังเข้ารับตำแหน่งรมว.สธ.ได้ดำเนินการสนองนโยบายรัฐบาลในการพัฒนาระบบสุขภาพของไทย โดยในส่วนของนโยบายเร่งด่วนด้านสาธารณสุข มี 4 เรื่องสำคัญ คือ 1.พัฒนาระบบประกันสุขภาพ ในเรื่องของ 30 บาทยุคใหม่เพิ่มคุณภาพ โดยให้ประชาชนร่วมจ่าย30บาทนำสู่การพัฒนาบริการให้มีคุณภาพขึ้น

“ได้มีการบูรณาการสิทธิประโยชน์ระหว่างกองทุนสุขภาพทั้ง 3 กองทุนทั้ง 30 บาท ประกันสังคมและสวัสดิการข้าราชการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำ โดยเริ่มต้นที่โครงการ “เจ็บป่วยฉุกเฉิน ถึงแก่ชีวิต ไม่ถามสิทธิ ใกล้ที่ไหน ไปที่นั่น” ที่ดำเนินการเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2555 สามารถช่วยชีวิตผู้ป่วยได้ 2,638 คน อัตรารอดชีวิตสูงถึงร้อยละ 90.5 โดยเอแบคโพลสำรวจเมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม 2555 พบว่าประชาชนให้คะแนนพึงพอใจเป็นอันดับ 1 จาก 19 โครงการเร่งด่วนของรัฐบาลและผมก็พอใจกับการดำเนินงานของนโยบายนี้” นายวิทยา กล่าว

นายวิทยา กล่าวอีกว่า มีการพัฒนาระบบการบริการ ลดความแออัดของผู้ป่วยในโรงพยาบาลใหญ่ เพิ่มศักยภาพบริการของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หรือรพ.สต. 9,750 แห่ง ศูนย์สุขภาพชุมชนเมือง 226 แห่ง และพัฒนาศูนย์สุขภาพชุมชนในถิ่นทุรกันดารพื้นที่ป่าเขาอีก 200 แห่ง ให้ผู้ป่วยเข้าถึงได้สะดวก รวดเร็วขึ้น เพิ่มระบบการแพทย์ทางไกล หรือเทเลเมดิซีน ให้ประชาชนที่ใช้บริการที่รพ.สต. ได้พบแพทย์เฉพาะทางผ่านระบบคอมพิวเตอร์ กระจายแพทย์ให้บริการที่รพ.สต. ช่วยประชาชนประหยัดค่าใช้จ่ายจากการเดินทาง และค่าเสียโอกาสได้ 4 เท่า และ อีกนโยบายในการช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายด้านยา คือ โครงการไข่ใหม่แลกยาเก่า ซึ่งเป็นโครงการที่กระตุ้นให้ประชาชนใช้ยาทุกชนิดอย่างเหมาะสมด้วย

นายวิทยา กล่าวด้วยว่า 2.การบำบัด รักษา ฟื้นฟูผู้เสพยาและสารเสพติด ให้การบำบัดผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดทั้งหมด 408,776 ราย ทะลุเป้าหมายที่กำหนด 4 แสนราย 3.พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ได้พัฒนามัสยิดส่งเสริมสุขภาพ 2,125 แห่งจากทั้งหมด 3,228 แห่ง และพัฒนาอาหารในโรงพยาบาลทั่วประเทศที่มีชุมชนมุสลิมให้ได้มาตรฐานอาหารฮาลาล และ4.การสร้างความพร้อมการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เช่น มาตรฐานความปลอดภัยของสินค้าโอท็อป เป็นต้น

รมว.สธ. กล่าวอีกด้วยว่า สำหรับในปี 2556 จะเดินหน้าขยายสิทธิให้ผู้ป่วยไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายทุกกองทุน ได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียม แม้ย้ายสิทธิต้องได้รับการรักษาต่อเนื่อง อีกทั้ง ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทุกกองทุนจะต้องได้รับยาต้านไวรัส ที่ระดับค่าซีดีโฟว์ (CD4) หรือ ค่าภูมิคุ้มกันภายในร่างกาย ที่ระดับ 350 เนื่องจากหากได้รับยาต้านไวรัสเร็วก็จะส่งผลดีต่อผู้ป่วยในการป้องกันโรคแทรกซ้อนต่างๆ ซึ่งจะเดินหน้าในเดือนตุลาคมนี้ นอกจากนี้จะขยายสิทธิเรื่องผู้ป่วยมะเร็งให้ได้รับการรักษาอย่างเท่าเทียมทุกกองทุนด้วย โดยจะมีการหารืออีกครั้งให้ได้ภายในปี 2556

ด้านนพ.วีรวัฒน์ พันธ์ครุฑ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่ง ชาติ (สปสช.) กล่าวว่า นโยบายร่วมจ่าย 30 บาท สถานพยาบาลบางแห่ง อาจยังไม่พร้อมในการเก็บ เช่น โรงพยาบาลสังกัดโรงเรียนแพทย์ต่างๆ ถือว่าไม่ผิด เพราะเป็นสิทธิ อย่างไรก็ตาม ในต่างประเทศการร่วมจ่ายแพร่หลายมาก และมีวิธีที่ซับซ้อนกว่าของไทย อาทิ บรูไน จะเรียกเก็บกับผู้ป่วยประมาณ 25 บาทต่อครั้ง ซึ่งจะแบ่งออกเป็นผู้ป่วยโรคง่ายๆ ก็จะเรียกราคาถูก ผู้ป่วยโรคปานกลางก็จะเรียกเก็บอีกระดับ และผู้ป่วยอาการหนัก อาทิ ผ่าตัดสมอง หัวใจ หรือโรคมะเร็ง กลุ่มนี้จะไม่เรียกเก็บเลย เนื่องจากรัฐบาลบูรไนเห็นว่าเป็นโรคที่สามารถทำให้ผู้ป่วยล้มละลายได้ จึงไม่ควรเรียกเก็บ

สธ.ยันน้ำเกลือล้างไตไม่ขาดแคลน

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับกรณีน้ำเกลือล้างไตขาดแคลนว่า วันนี้ได้รับรายงานจากเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยาว่าได้รวบรวมน้ำเกลือล้างไตที่มีอยู่ทั้งหมดทุกโรงงานทั่วประเทศซึ่งจะได้ประมาณ 50,000 ถุง เพื่อเตรียมให้เพียงพอ และให้องค์การเภสัชกรรมเป็นตัวกลางที่จะกระจายน้ำเกลือไปตามหน่วยบริการต่างๆ ที่ประสบปัญหา ยืนยันว่ายังไม่ตกอยู่ในภาวะที่ขาดแคลน แต่อาจจะขาดสภาพคล่องได้ ต่อจากนี้ไปก็จะคล่องตัวขึ้น

นายวิทยากล่าวต่อว่า น้ำเกลือล้างไตที่ผลิต คาดว่าไม่น่าจะมีปัญหา เนื่องจากโรงงานผลิตในประเทศมีเพียงพอ แต่ขณะนี้กำลังการผลิตยังไม่เต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ทุกแห่ง และในประเทศเพื่อนบ้านเราไม่มีปัญหาขาดแคลน สามารถนำเข้าได้ และไทยมีความพร้อมอยู่แล้ว

ทางด้านนายแพทย์วิทิต อรรถเวชกุล ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรรมกล่าวว่า โรงงานที่ผลิตน้ำเกลือล้างไตในไทยขณะนี้มี 4 บริษัท กำลังการผลิตได้ปีละประมาณ 120 ล้านถุง โดยมี 1 บริษัทที่ถูกน้ำท่วมในปี 2554 ซึ่งขณะนี้เริ่มเปิดเดินเครื่องได้แล้ว แต่กำลังการผลิตยังไม่ครบ 100 เปอร์เซนต์ จึงทำให้ขาดสภาพคล่องได้ อย่างไรก็ตามขณะนี้องค์การเภสัชกรรม ได้สั่งนำเข้าจาก 5 ประเทศอาเซียน ได้แก่ อินเดีย สิงคโปร์ มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และเวียตนาม รวมกว่า 1 ล้านถุง ขนส่งทางเรือใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ -1 เดือน ซึ่งขณะนี้เรือกำลังทยอยเข้ามาและจะเข้ามาเรื่อยๆ เช่น วันที่ 13 ก.ย.55 จะมา 22,800 ถุง วันที่ 17 -18 ก.ย.55 จำนวน 600,000 ถุงเป็นต้น โดยองค์การเภสัชกรรมจะเร่งกระจายให้หน่วยฟอกไตเทียมที่ขาดแคลน ในบ่ายวันนี้จะส่งให้ 20,000 ถุง และจะให้ครบภายใน 3 วันนี้อย่างแน่นอน

นายแพทย์วิทิต กล่าวต่อไปว่า ในการผลิตน้ำเกลือล้างไต จะต่างจากการผลิตยา เมื่อผลิตแล้วจะไม่สามารถใช้การได้ทันที จะต้องเก็บไว้เพื่อรอการตรวจสอบคุณภาพหลังผลิตประมาณ 15 วัน จึงจะส่งออกท้องตลาดจำหน่ายได้ ดังนั้นต่อจากนี้ไปองค์การเภสัชกรรมจะสำรองน้ำเกลือดังกล่าวไว้ให้สามารถใช้การได้ 1 เดือน

ที่มา : คมชัดลึก

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *