กลลวงน้ำตาลขาด โขกราคาขายปลีก

กลลวงน้ำตาลขาด โขกราคาขายปลีก

รายงานโดย :ทีมข่าวอุตสาหกรรม: วันศุกร์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2552
ข้อร้องเรียนน้ำตาลขาดแคลนจากผู้ค้าปลีก ค้าส่ง ซึ่งอ้างว่าโรงงานผลิตจัดสรรน้ำตาลให้น้อยลง ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงกันไม่จบว่า แท้จริงแล้วน้ำตาลขาดแคลนจริงหรือไม่
หรือแค่ต้องการกักตุนเพื่อสร้างกระแสสินค้าขาดตลาดให้ผู้บริโภคตื่นตระหนก จะได้ฉวยโอกาสในขณะที่ราคาน้ำตาลในตลาดโลกกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้นแซงหน้าราคาน้ำตาลในประเทศ เพื่อแอบขึ้นราคาขายปลีกในประเทศไปพลางๆ
ปูทางกดดันรัฐทางอ้อมให้หันกลับมาทบทวนราคาขายปลีกในประเทศอีกรอบ จากที่เคยมีความพยายามมาก่อนหน้านี้ให้ลอยตัวราคาน้ำตาลทราย แต่สุดท้ายไม่ได้รับการตอบสนอง
หรืออีกนัยหนึ่งก็เพื่อกักตุนไว้ลอบส่งออกเพิ่ม เพราะเวลานี้ตลาดต่างประเทศเอื้อต่อการทำกำไรเพิ่มเป็นอย่างยิ่ง
ด้วยข้อสงสัยหลายๆ ประการตามที่ว่ามา ถ้าไล่เรียงจากข้อสงสัยแรกคือ ปัญหาขาดแคลน
เมื่อลองมองย้อนไปดูตัวเลขสต๊อกน้ำตาลสำหรับรองรับการบริโภคในประเทศจนถึงสิ้นเดือนธ.ค. 2552 พบว่ามีอยู่ราว 5.3 ล้าน กระสอบ (1 กระสอบจุได้ 100 กก.) ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ปกติ
ที่สำคัญ ตามกระบวนการผลิตน้ำตาล โรงงานจะเริ่มเปิดหีบอ้อยผลิตน้ำตาลทรายงวดใหม่ของทุกปีในเดือนพ.ย. โดยคณะกรรมการอ้อยประมาณการว่าจะมีอ้อยเข้าหีบในงวดปี 2552/2553 ทั้งสิ้น 71.61 ล้านตัน มากกว่าฤดูกาลผลิตปี 2551/2552 ที่มีปริมาณอ้อยเข้าหีบรวมทั้งสิ้น 66.46 ล้านตัน
ฉะนั้น ข้อกังขาในเรื่องของการขาดแคลน เมื่อพิจารณาจากพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน และการใช้น้ำตาลในภาคการผลิตสินค้า ซึ่งไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างหวือหวาแต่อย่างใด ก็น่าจะตัดทิ้งไปได้ 1 ข้อ
แต่เพื่อความรอบคอบ รัฐควรเร่งส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบสต๊อกตามโรงงานผู้ผลิตที่ได้รับการจัดสรรโควตาไปรวมทั้งสิ้น 46 โรงงาน ก็จะพบความจริงเองว่า สต๊อกที่แจ้งไว้มีจริง หรือเป็นสต๊อกลม
ข้อสงสัยถัดมาคือ มีปัญหากักตุนน้ำตาลทราย เพื่อหวังผลในเรื่องของการปรับขึ้นราคา หรือแอบลักลอบส่งออกเพิ่มหรือไม่
ประเด็นนี้น่าเป็นห่วง เพราะถ้าโรงงานผลิตมีเจตนาตามข้อกล่าวหาจริง ผู้บริโภคทั่วไปและผู้ประกอบการรายย่อย โดยเฉพาะร้านค้า ร้านอาหาร ร้านขนมหวาน ที่ต้องพึ่งพาการซื้อในราคาขายปลีกมาเป็นวัตถุดิบ ย่อมลำบากในการแบกรับต้นทุนเพิ่มขึ้นทันที เพราะอำนาจในการต่อรองราคาด้อยกว่าอุตสาหกรรมขนาดใหญ่แน่นอน
ที่แย่ไปกว่านั้น การพิสูจน์เจตนากระทำผิดก็ทำได้ยาก เฉพาะอย่างยิ่งกรณีที่ผู้ค้าปลีก ค้าส่ง ระบุว่า ถูกรีดเงินใต้โต๊ะเพื่อแลกกับการซื้อน้ำตาลก็ไร้หลักฐานมายืนยัน ไม่มีใครกล้าระบุชื่อโรงงานออกมาให้ชัด เพราะกลัวผลฟ้องร้องทางกฎหมาย ซึ่งก็แน่นอนอีกว่า ผู้ถูกกล่าวหาย่อมปฏิเสธเป็นธรรมดา
การจะให้ได้ข้อยุติว่า โรงงานไม่ยอมปล่อยน้ำตาลให้ผู้ซื้อจริงหรือไม่ ทางเดียวที่ทำได้ก็คงต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปเฝ้าถึงโรงงานในขณะที่ทำการซื้อขายกัน แต่ในทางปฏิบัติเป็นไปได้ยาก เพราะเจ้าหน้าที่รัฐก็คงไม่มีกำลังมากพอ และคงไม่มีเวลาว่างมากถึงขนาดนั้น
ดังนั้น ในระหว่างที่ยังพิสูจน์ไม่ได้ว่า ข้อมูลใครจริง ข้อมูลใครหลอก หรือใครจะสร้างกระแสเอากำไรจากใคร รัฐคงต้องทำหน้าที่ในการเป็นตัวกลางไกล่เกลี่ย และทำความเข้าใจกับทั้งสองฝ่าย เพื่อลดความขัดแย้ง
พูดง่ายๆ ก็คือ ต้องใจกล้าเรียกประชุมพร้อมกันทุกฝ่าย เพื่อหาทางออกร่วมกัน ไม่ใช่เรียกมาทีละฝ่าย ฟังทีละฝ่าย แล้วก็โต้กันไปโต้กันมา ผ่านมากว่า 2 สัปดาห์แล้ว ปัญหาก็ยังไม่จบ
ลำพังแค่ขู่ใช้กฎหมายควบคุมราคา แก้ได้แค่ปลายเหตุ แถมต้องเสียกำลังคนไปไล่ตรวจจับร้านค้า พอเผลอก็โก่งราคาอีก
ถ้ายังปล่อยให้ปัญหายืดเยื้ออยู่อย่างนี้ ไม่ใช่แค่การร้องเรียนจากผู้ค้าส่งค้าปลีกเท่านั้น ผู้บริโภคก็ชักเดือดร้อนแล้วเช่นกัน ไม่ใช่ว่าเดือดร้อนเพราะหาซื้อน้ำตาลไม่ได้ แต่เดือดร้อนเพราะถูกโขกราคาเรียบร้อยแล้ว

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *