กลยุทธ์ลดต้นทุนโลจิสติกส์ กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์

กลยุทธ์ลดต้นทุนโลจิสติกส์ กรณีศึกษาอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์
Source: ผศ.ดร. วันชัย รัตนวงษ์

บริษัท เอสอาร์ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ส่งออกสินค้าประเภทเฟอร์นิเจอร์และเครื่องใช้ในครัวเรือน ประสบปัญหายอดขายของบริษัทฯ ลดลงอย่างต่อเนื่องจากรายได้ 1,447 ล้านบาท ในปี 2547 ลดลงอยู่ที่ 1,186 ล้านบาท ในปี 2548
สาเหตุดังกล่าวเนื่องจากมีคู่แข่งรายใหม่เกิดขึ้นที่เวียดนาม ทำให้ผลิตภัณฑ์บางส่วนที่ผลิตที่ประเทศไทยถูกย้ายฐานการผลิตไปผลิตที่เวียดนาม ขณะเดียวกันบริษัทฯ ยังประสบปัญหาราคาวัตถุดิบเม็ดพลาสติกสูงขึ้น ซึ่งสินค้าที่ทำจากพลาสติกทำยอดขายให้กับบริษัทถึง 70% ของสินค้าที่ส่งออกทั้งหมด ทำให้สินค้าที่ส่งออกไปมีราคาสูงขึ้นตามลำดับเมื่อเทียบกับเทรดดิ้งในประเทศอื่น

บริษัทฯ ก่อตั้งเมื่อปี 2533 ด้วยทุนจดทะเบียน 10 ล้านบาท โดยมีซัพพลายเออร์ที่ผลิตสินค้าให้กับบริษัทฯ ทั้งสิ้นจำนวน 19 ราย มีสินค้าประมาณ 68 รายการ ประเทศที่ส่งสินค้าออก คือ ทวีปยุโรป ทวีปเอเชีย ทวีปอเมริกาเหนือ และตะวันออกกลาง โดยมีตลาดใหญ่อยู่ที่ทวีปยุโรป สำหรับผลิตภัณฑ์หลักที่ทำรายได้ให้กับบริษัทฯ มากที่สุดคือ สินค้าที่ทำจากพลาสติก ซึ่งส่งออกไปยังประเทศเยอรมนีมากที่สุด
อย่างไรก็ดี ในการผลิตสินค้านั้นทางซัพพลายเออร์จะได้รับคำสั่งซื้อจาก Supply Planner จากประเทศสวีเดน ที่เป็นผู้ตัดสินใจว่าควรจะให้คำสั่งซื้อประเทศใด ซึ่งมีการพิจารณาจากต้นทุนที่เกิดขึ้นทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนถึงปลายทาง ซึ่งทางบริษัทฯ มีศักยภาพในการผลิตสินค้าประเภทพลาสติกสูงกว่าประเทศในแถบเดียวกัน ทำให้ได้รับส่วนแบ่งการตลาดของผลิตภัณฑ์พลาสติกเป็นจำนวนถึง 70% ส่วนที่เหลืออีก 30% จะเป็นของประเทศอินโดนีเซีย มาเลเซีย และเวียดนาม

จากการข้อมูลข้างต้นส่งผลให้บริษัทฯ จำเป็นต้องลดราคาสินค้าลงอย่างเร่งด่วน เพื่อเพิ่มอำนาจในการแข่งขัน และส่วนแบ่งการผลิตที่เพิ่มขึ้น หรือรักษาระดับอยู่ในอัตราคงที่ เพื่อรักษาฐานการผลิตสินค้าพลาสติกไว้ที่ประเทศไทย ในขณะเดียวกันทางบริษัทฯ ก็พยายามหาวิธีการใหม่ๆ ในการเพิ่มส่วนแบ่งการผลิตสินค้าชนิดอื่นๆ ด้วย เช่น ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผ้า เฟอร์นิเจอร์ไม้ และเซรามิค
การบริหารซัพพลายเชน

ลักษณะการบริหารงานของบริษัท เอสอาร์ เทรดดิ้ง จะใช้การบริหารในลักษณะภาค Regional ซึ่งประกอบด้วย ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย และเวียดนาม การทำงานขององค์กรใช้การบริหารแบบ Logistics & Supply Chain เป็นเครือข่ายที่ประกอบด้วยองค์กรและผู้มีส่วนได้เสีย เช่น ผู้จัดจำหน่าย ผู้ส่งมอบวัตถุดิบ โรงงานแปรรูปผลิตผล ศูนย์กระจายสินค้าสู่ผู้บริโภค ผู้ค้าปลีก และลูกค้า

ดังนั้น การเชื่อมโยงแต่ละองค์ประกอบของห่วงโซ่อุปทานให้เกิดความสมดุลหรือความสอดคล้อง ทั้งในระดับต้นน้ำและปลายน้ำ เพื่อสร้างสินค้าสำหรับส่งมอบให้กับลูกค้าปลายทาง จึงมีบทบาทสนับสนุนให้เกิดการบูรณาการระหว่างคู่ค้าตลอดทั้งห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งประสิทธิภาพการบริหารห่วงโซ่อุปทานจะประกอบไปด้วยการเชื่อมโยงการไหลของข้อมูลสารสนเทศ และทรัพยากรที่เป็นปัจจัยการผลิต เพื่อให้การผลิตสามารถส่งมอบสินค้าในปริมาณที่ถูกต้อง (Right quantities, Right location, Right time) ทำให้ต้นทุนโดยรวมอยู่ในระดับที่เหมาะสมและสร้างความพึงพอใจให้กับลูกค้า ดังนั้นเป้าหมายของบริษัทฯในการบริหารห่วงโซ่อุปทานจึงมุ่งเน้นประสิทธิภาพการดำเนินงาน และประสิทธิผลทางต้นทุน โดยมีองค์ประกอบหลักคือ ประสานกิจกรรมภายในฝ่ายงาน การประสานกิจกรรมระหว่างองค์กรภายในห่วงโซ่อุปทาน
รูปที่ 1 เปอร์เซ็นต์เปรียบเทียบยอดขายผลิตภัณฑ์ทั้งหมดของปี 2548

จากรูปที่ 1 แสดงให้เห็นว่าสินค้าหลักที่ทำจากพลาสติก ซึ่งบริษัทผู้ผลิตผลิตภัณฑ์พลาสติก A มีสัดส่วนในการขายสินค้ามากที่สุดถึง 66.97%เนื่องจากทาง เอสอาร์ กรุ๊ป มีนโยบายในการลดราคาสินค้าจากซัพพลายเออร์ลงทุกๆ ปี (บางผลิตภัณฑ์) ดังนั้นทาง บริษัท เอสอาร์ (ประเทศไทย) จำกัด ต้องการยอดขายและรักษาฐานการผลิตสินค้าไว้ที่ประเทศไทย จึงได้นำข้อมูลของบริษัท พลาสติก A มาวิเคราะห์หาสาเหตุในการแก้ไขปัญหา ดังรูปข้างล่าง

รูปที่ 2 วิเคราะห์ข้อมูลของราคาสินค้า บริษัทพลาสติก A

เมื่อพิจารณาจากรูปที่ 2 สามารถวิเคราะห์ได้ดังนี้:
60.50% เป็นวัตถุดิบ ซึ่งทางบริษัทฯ ยังไม่สามารถเข้าไปควบคุมได้ ณ ขณะนี้ เนื่องจากวัตถุดิบเป็นเม็ดพลาสติกจะแปรผันตามราคาน้ำมัน ทำให้ซัพพลายเออร์ต้องสั่งซื้อสินค้าจำนวนมากเพื่อมาเก็บไว้ ก่อนที่ราคาจะสูงขึ้น และเวลาสั่งหรือนำเข้าจะต้องสั่งเป็น Lot size เพราะจะทำให้ต้นทุนในการสั่งซื้อสินค้าต่ำลง ในกรณีนี้ทางบริษัทฯ มีความเห็นว่าจะร่วมกันดำเนินการแก้ไขในขั้นต่อไป โดยการเข้าไปช่วยบริหารและพัฒนา Inventory ของซัพพลายเออร์ A

เพื่อลดสัดส่วนของการเก็บวัตถุดิบลง 10.58% เป็นเรื่องค่าใช้จ่ายการผลิตสินค้าในโรงงานของทางซัพพลายเออร์ ซึ่งมีค่าใช้จ่ายที่ต่ำสุดเมื่อเปรียบเทียบกับค่าใช้จ่ายอื่นๆ 4.00% เป็นค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่นอกเหนือจากที่ระบุ 5.50% เป็นการประมาณการณ์ผลกำไรของซัพพลายเออร์19.42% เป็นค่าใช้จ่ายทางด้านโลจิสติกส์ ซึ่งทางบริษัทฯ ได้มีการประชุมตกลงกับซัพพลายเออร์ในการบริหารจัดการ เพื่อลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ โดยมีการวิเคราะห์ซึ่งสามารถจำแนกออกได้ดังนี้

รูปที่ 3 แสดงร้อยละต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ของบริษัทซัพพลายเออร์ A
เมื่อพิจารณาจำแนก 19.42% ในปี 2548 พบว่า ค่าขนส่งมีราคาสูงขึ้น ในขณะที่ค่าใช้จ่ายในการบริหารงานอยู่ที่ 3% ค่าใช้จ่ายในการเก็บสินค้าคงคลัง 6.28% และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับคลังสินค้า 0.17% ส่วนที่มีค่าใช้จ่ายสูงที่สุดคือ ค่าใช้จ่ายทางด้านการขนส่ง 9.97% ดังนั้นทางบริษัทฯ และซัพพลายเออร์จึงร่วมมือกันวิเคราะห์หาสาเหตุของปัญหา โดยใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์ ที่เรียกว่า Cause-and Effect Diagrams รวบรวมหาสาเหตุ

รูปที่ 4 Cause-and Effect Diagrams บริษัท A

จากการศึกษาข้อมูลได้ผลลัพธ์ว่า สาเหตุที่ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นของบริษัทพลาสติก A คือ
o ราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
o ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น
o ค่าขนส่งสินค้าสูงขึ้น เนื่องมาจากระยะทางในการส่งสินค้า

ดังนั้นทางบริษัทฯ จึงนำเรื่องรูปแบบการขนส่ง และปริมาณการขนส่งสินค้ามาวิเคราะห์หาแนวทางแก้ไขโดยหลังจากการปรับปรุงรูปแบบและปริมาณการขนส่งสินค้าแล้ว ขั้นตอนต่อไปที่จะบริหารจัดการร่วมกัน คือ ในด้านการเก็บสินค้าสำเร็จรูปของซัพพลายเออร์เพื่อเก็บสินค้าให้น้อยที่สุด เนื่องจากปัญหาค่าขนส่งสินค้ามีราคาสูงขึ้น อันเนื่องมาจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ราคาวัตถุดิบที่สูงขึ้น หรือค่าขนส่งสินค้าสูงขึ้นจากระยะทางในการส่งสินค้า ดังนั้นกรณีศึกษานี้จึงนำเรื่องรูปแบบการขนส่งและปริมาณการขนส่งสินค้ามาวิเคราะห์และหาแนวทางแก้ไข 2 แนวทาง เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าว ดังต่อไปนี้

1. ศึกษาเส้นทางของการขนส่งสินค้าใหม่
2. ศึกษาประสิทธิภาพของการใช้พื้นที่ในตู้คอนเทนเนอร์ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

การวิเคราะห์ข้อมูล

เมื่อนำข้อมูลของบริษัท พลาสติก A มาวิเคราะห์พบว่า ระยะทางในการขนส่งสินค้าเป็นปัจจัยหลักในการที่ทำให้ราคาสินค้าที่ขายให้กับบริษัท เอสอาร์ สูงขึ้น เนื่องจากบริษัทพลาสติก A มีทำเลที่ตั้งอยู่ที่ เขตอุตสาหกรรมสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา ระยะทางจากบริษัทพลาสติก A ถึงท่าเรือแหลมฉบังมีระยะทางถึง 450 กิโลเมตร เป็นผลทำให้เกิดค่าใช้จ่ายในการขนส่งที่สูง โดยศึกษาต้นทุนค่าขนส่งโดยใช้รถหัวลากและตู้คอนเทนเนอร์ขนาด 20 ฟุต เป็นฐานในการเปรียบเทียบ ระหว่างปี 2547-2548 พบว่าต้นทุนค่าขนส่งสินค้าต่อชิ้นในปี 2547 มีมูลค่าเท่ากับ 12.20 บาท/ชิ้น และพบว่าต้นทุนค่าขนส่งสินค้าต่อชิ้นในปี 2548 มีมูลค่าเท่ากับ 13.68 บาท/ชิ้น

หลังจากได้มีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารของบริษัท A เพื่อหาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันในการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าให้ลดลง เพื่อสร้างความได้เปรียบทางด้านราคาและการแข่งขัน (Competitive Advantage) และเพื่อรักษาฐานการผลิตสินค้าไว้ที่ประเทศไทย โดยผู้ศึกษาได้นำกลยุทธ์ในการสร้างความได้เปรียบทางการ.แข่งขัน ในมิติด้านนวัตกรรม (Innovation) ลดต้นทุนทางด้านโลจิสติกส์ โดยเปรียบเทียบในกลุ่มประเทศ South East Asia ทำให้ทราบว่า ประเทศเวียดนามมีราคาต่ำกว่าประเทศไทยอยู่ที่ 2%

ศึกษาเส้นทางของการขนส่งสินค้าใหม่
ศึกษาความเป็นไปได้ของเส้นทางการขนส่งสินค้าทางรถไฟทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
ศึกษาค่าใช้จ่ายในกรณีมีการเปลี่ยนแปลงเส้นทางการขนส่งสินค้า เพื่อเปรียบเทียบกับการขนส่ง
ทางถนน ณ ปัจจุบัน
ศึกษาโครงสร้างพื้นฐานของจังหวัดนครราชสีมา กรณีที่มีเส้นทางขนส่งสินค้า รวมถึงมีความพร้อม
ในเรื่องอุปกรณ์ต่างๆ เช่น เครน ยกตู้ หรือ บริการต่างๆ ที่สถานีขนส่งสินค้า
จากการศึกษาพบว่าเส้นทางขนส่งตู้ทางรถไฟ ไปเส้นทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีจุดขนถ่ายสินค้าที่จังหวัดนครราชสีมา โดยระยะทางจากลาดกระบังถึงจังหวัดนครราชสีมาระยะทางประมาณ 360 กิโลเมตร ประสบปัญหาจากการขนส่งตู้สินค้าเนื่องจากเครื่องมือในการอำนวยความสะดวกในการยกตู้สินค้า หรือบริการอื่นๆ ไม่เพียงพอ

วิเคราะห์ปัญหา
การวิเคราะห์ปัญหาและสาเหตุที่ทำให้ราคาสินค้าสูงขึ้นเกิดจาก
ราคาวัตถุดิบสูงขึ้น (เม็ดพลาสติก)
ราคาค่าขนส่งสูงขึ้น ซึ่งแปรผันตามราคาน้ำมันที่สูงขึ้น
ระยะทางในการขนส่งสินค้า
การใช้ประโยชน์จากพื้นที่ในตู้คอนเทนเนอร์ยังไม่เต็มประสิทธิภาพ
มีคู่แข่งรายใหม่ที่เกิดขึ้น คือประเทศเวียดนาม ทำให้สินค้าที่ผลิตในประเทศไทย ถูกย้ายฐานการผลิตไปที่ประเทศเวียดนามบางส่วน เนื่องจากค่าแรง ค่าขนส่ง ต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าทำให้ ปี 2548 ทางบริษัท เอสอาร์ เทรดดิ้ง (ประเทศไทย) จำกัด มียอดขายลดลง ในขณะที่สินค้าที่เป็นหัวใจหลักของบริษัท คือ ผลิตภัณฑ์พลาสติก มีราคาสูงขึ้น
แนวทางในแก้ไขปัญหา
เนื่องจากต้นทุนในการผลิตของประเทศไทยสูงกว่าประเทศเวียดนาม สถานที่ตั้งของโรงงานก็อยู่ไกลจากท่าเรือ รวมถึงค่าแรงในการบริหารจัดการทางด้านโลจิสติกส์ของไทยสูงกว่า ดังนั้นทางออกที่ดีที่สุดคือการลดค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้าดังนี้
เปลี่ยนรูปแบบในการขนส่ง จากการลากตู้คอนเทนเนอร์โดยรถหัวลาก เปลี่ยนมาเป็นขนส่งทางรถไฟ ทำให้ค่าใช้จ่ายลด 5,200 บาท ต่อตู้
การใช้พื้นที่ตู้คอนเทนเนอร์ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งสินค้าต่อชิ้นมีราคาที่ต่ำลง
กำหนดกลยุทธ์ในการแก้ไขปัญหา

1. กลยุทธ์การสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน (Competitive Advantage) ในด้านมิติด้านนวัตกรรม (Innovation) คือ การพัฒนาความรู้ และการพยายามเรียนรู้ และการใช้ประโยชน์จากความคิดใหม่ๆ ส่งผลให้เกิดผลดีกับองค์กร รวมถึงการสร้างกระบวนการ การทำงานใหม่ และใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์สูงสุด โดยได้รับความร่วมมือในการศึกษาและพัฒนาจากซัพพลายเออร์อย่างดีเยี่ยม ทำให้องค์กรสามารถสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันได้ ตามทฤษฎี Michael E. Porter ซึ่งนำไปสู่
2. กลยุทธ์ต้นทุน (Cost Strategy) โดยผู้ศึกษาได้เริ่มจากการบริหารจัดการค่าใช้จ่ายที่เกิดจากค่าขนส่งเป็นอันดับแรก ทำให้ซัพพลายเออร์สามารถลดราคาสินค้าที่ขายให้กับทางบริษัทฯ ได้

การแก้ไขปัญหาของบริษัท เอสอาร์ เทรดดิ้ง ทำให้ต้นทุนของโลจิสติกส์ต่ำลงและสามารถแข่งขันแบบยั่งยืนได้ในธุรกิจตลอดไป

ผศ.ดร. วันชัย รัตนวงษ์
คณบดีคณะวิศวกรรมศาสตร์
มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *