กฤษณะ บุญญภัทโร’ โลกการเงิน..ในมุมมองมาร์เก็ตติ้งแมน

กฤษณะ บุญญภัทโร’ โลกการเงิน..ในมุมมองมาร์เก็ตติ้งแมน
แต่ไหนแต่ไรมา ผมจะไม่ค่อยถนัดเรื่องการเงินการลงทุนเท่าไร ผมเชื่อว่าทุกคนจะมีความถนัดคนละด้าน เพื่อนผมบางคนจะมีข้อมูลเรื่องการลงทุนดีมาก จะรู้ว่ากองทุนไหนเป็นยังไง หรือฝากที่ไหนได้ดอกเบี้ยดี แต่ผมไม่ค่อยได้ติดตามเรื่องการเงิน

เพราะคนเราเกิดมาพกพาพรสวรรค์และความถนัดติดตัวมาแตกต่างกัน นั่นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ใครซักคนจะถนัดเรื่องกฎหมายแต่สำหรับงานที่ต้องมีความคิดสร้างสรรค์และฝีมือในการตกแต่งอาจจะไม่ได้เรื่องเอาซะเลย

สำหรับชายหนุ่มที่ชื่อ ‘กฤษณะ บุญญภัทโร’ ผู้จัดการฝ่ายการตลาด บริษัท เมอร์คิวรี 9 อีเวนท์ ออแกไนเซอร์ เป็นอีกคนหนึ่งที่หากพูดเรื่องมาร์เก็ตติ้งเขาแทบหลับตาคุยได้ แต่หากเป็นเรื่องเงินๆ ทองๆ แล้วละก็ กฤษณะออกตัวว่าเป็นเรื่องยากสำหรับเขา แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะสร้างกำแพงขึ้นมาปิดกั้นเรื่องพวกนี้

‘แต่ไหนแต่ไรมา ผมจะไม่ค่อยถนัดเรื่องการเงินการลงทุนเท่าไร ไม่เข้าใจเรื่องตัวเลขจีดีพี ผมเชื่อว่าทุกคนจะมีความถนัดคนละด้าน เพื่อนผมบางคนจะมีข้อมูลเรื่องการลงทุนดีมาก จะรู้ว่ากองทุนไหนเป็นยังไง หรือฝากที่ไหนได้ดอกเบี้ยดี แต่ผมไม่ค่อยได้ติดตามเรื่องการเงินเท่าไร ตอนนี้ดอกเบี้ยให้เท่าไรผมยังไม่รู้เลย เพราะผมเป็นมาร์เก็ตเตอร์ ทำงานด้านการตลาดเป็นส่วนใหญ่’

เมื่อรู้ตัวว่าอ่อนเรื่องการเงิน กฤษณะใช้วิธีจัดการการเงินง่ายๆ ด้วยวิธีแบ่งสัดส่วนของเงิน โดยเก็บเงิน 50% ของรายได้ไว้สำหรับการลงทุน ส่วนที่เหลือเป็นเงินที่เตรียมไว้ใช้จ่ายส่วนตัวตามไลฟ์สไตล์ของหนุ่มโสดทั่วไป เขายอมรับว่าเป็นคนหนุ่มที่สุรุ่ยสุร่าย ซื้อทุกอย่างที่อยากจะได้ มีเท่าไรจ่ายหมด ไม่เคยเก็บ ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่พอเริ่มลงทุนด้วยตัวเองเงินทุกบาทที่จ่าย คือความเสี่ยงของชีวิต

‘ตอนนี้หนักสุดสำหรับผมคือเรื่องลงทุน อย่างที่บอกว่าผมเพิ่งพ้นจากสภาพลูกจ้างมาตั้งบริษัทตัวเองได้ไม่ถึงปี ฉะนั้น ในแง่ของการบริหารเงินและการใช้เงิน ก็ต้องเซฟมากขึ้น จากที่เคยใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย ฟุ่มเฟือยสุดๆ ตอนนี้ก็ต้องลดลงไปเยอะ ผมไม่รู้ว่าอนาคตบริษัทจะเป็นยังไง เพราะฉะนั้นต้องเตรียมเงินให้พร้อมไว้ก่อน วันนี้ผลประกอบการค่อนข้างดีก็จริง แต่ในแง่ของการเงินผมต้องเซฟไว้ก่อน เพราะเชื่อว่าในอนาคตบริษัทต้องขยายออกไปอีก’

ในบทบาทของการเป็นเจ้าของธุรกิจ กฤษณะมีทีมงานที่ต้องดูแล วิถีชีวิตจึงเปลี่ยนไปให้ใช้ชีวิตแบบระมัดระวังมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งธุรกิจออร์แกไนเซอร์ขึ้นกับภาวะเศรษฐกิจ ถ้าเศรษฐกิจไม่ดี ธุรกิจก็จะจำกัดกิจกรรมทางการตลาด

กฤษณะบอกว่าออร์แกไนเซอร์เป็นธุรกิจที่สามารถแตกไลน์ได้ ดังนั้น ถ้าคิดว่าอนาคตจะขยายไลน์ออกไปอีก นั่นเป็นเหตุผลที่เขาต้องเซฟเงินให้เยอะไว้ก่อน

อย่างไรก็ตาม เมื่อความรับผิดชอบมากขึ้น ภาระหน้าที่การงานเปลี่ยนไป ทำให้มุมมองเรื่องการเงินการลงทุนของกฤษณะเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย อย่างเวลาที่เขาลงทุน ไม่ว่าจะลงทุนด้วยทุนของตัวเองหรือลงทุนด้วยการกู้เงินมา เขาจะกำหนดไว้เลยว่าจะต้องมีเงินลงทุนต่อหนี้สิน 2 ต่อ 1

‘สมมติว่าผมลงทุน 1 ล้านบาท ผมต้องมีเงินสด 6 แสน กู้แค่ 4 แสนบาท ตัวเลขนี้ทางธุรกิจถือว่าเซฟ เรื่องพวกนี้ผมอาศัยปรึกษาผู้รู้เอา ผมแม่นเรื่องมาร์เก็ตติ้งก็จริง แต่เรื่องการเงินผมจะเน้นปรึกษาผู้รู้’

เมื่อถูกถามถึงช่องทางการลงทุนอย่างตลาดหุ้น กฤษณะบอกว่าตลาดหุ้นในสายตาเขา ไม่ได้ถือว่าเป็นเรื่องของ ‘การพนัน’ หรือ ‘น่ากลัว’ เพียงแค่รู้สึกว่าการเล่นหุ้นคือ ‘การเก็งกำไร’ กฤษณะมองการเล่นหุ้นเป็น 2 แบบคือ 1.เก็งกำไร 2.การลงทุนจริงๆ เพื่อต่อยอดธุรกิจ

‘ผมมีเพื่อนหลายคนประสบความสำเร็จในชีวิตด้วยการเล่นหุ้นอย่างเดียว ผมถึงไม่ได้รู้สึกแย่กับตลาดหุ้น หรือรู้สึกว่าน่ากลัว แต่ผมศึกษาจากชีวิตพวกเขาว่า ประสบความสำเร็จเพราะทุ่มเทเวลาอย่างเต็มที่กับมัน คนที่กะว่าเล่นเป็นงานอดิเรกแล้วรวย ตรงนั้นผมยังไม่เห็นใครรวยเลย แต่เพื่อนผมทั้งวันเขาทุ่มเท เก็บข้อมูล อ่านหนังสือพิมพ์ธุรกิจ สร้างคอนเนคชั่นกับโบรกเกอร์เท่าที่จะทำได้ แล้วเขาก็ประสบผลสำเร็จ ผมถือว่านั่นคือทางเลือกในอาชีพเขา’

เขาเชื่อว่า ตัวเองคงไม่เหมาะกับอาชีพเก็งกำไร ถ้าเขาจริงจังและทุ่มเทกับการลงทุนในตลาดหุ้น ก็อาจประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกับเพื่อน กฤษณะบอกว่าไม่ได้กลัวตลาดหุ้น แต่เขาไม่ชอบ และรู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับตลาดหุ้น เพราะไม่ละเอียดเรื่องเงินทอง

‘วันหนึ่งที่ผมประสบความสำเร็จในธุรกิจของผม คงมีซักวันที่อาจจะต่อยอดด้วยการเป็นเจ้าของธุรกิจด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง ผมก็อาจจะอยากพาบริษัทตัวเองเข้าตลาดหุ้น ซึ่งคงต้องทำการบ้านกันหนักอีกรอบ ช่วงนี้ก็อ่านเรื่องหุ้นอยู่เหมือนกัน เช่น เรื่องไม่อยากเป็นแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ ผมอ่าน 2 เล่มเขาเขียนถึงแมลงเม่า ผมเลยไม่อยากเป็นแมลงเม่า ซื้อหุ้นขึ้นลงเร็วอะไรแบบนี้ผมคงไม่เอา ถ้าผมจะลงทุนคงจะซื้อหุ้นมาแล้วอยู่กับมันนานที่สุด คือเอาเงินเย็นที่มีไปเล่นจะได้กำไรมากกว่า อ่านทั้งเล่มเข้าใจแค่ 20% แต่พอจะมองเห็นภาพว่าถ้าจะศึกษาจริงๆ ต้องเริ่มต้นอย่างไร’

ท้ายสุดแล้ว ในมุมมองของกฤษณะคิดว่า คนจะเป็นผู้บริหารได้เรื่อง ‘การเงิน’ สำคัญที่สุด ในวันนี้เราอาจจะดูเรื่องโปรดักชั่นไปก่อน แต่เมื่อถึงเวลาเขาคงต้องหันมาศึกษาและดูเรื่องนี้อย่างจริงจังมากกว่านี้

ไม่ว่าจะเป็นตลาดหุ้นหรือการลงทุนผ่านกองทุนรวม กฤษณะบอกว่าล้วนผ่านการคิดและไตร่ตรองจากเขาแล้วทั้งสิ้น

แต่คำตอบคือเขายังไม่มี ‘เงินเย็น’ ไปลงทุนในกองทุน เขามองว่าคนที่จะลงทุนในกองทุนได้ จะต้องมีองค์ประกอบ 2 อย่างคือ 1.เงินเย็น 2.ต้องเลือกกองทุนที่ไม่มีความเสี่ยงหรือมีปัจจัยเสี่ยงน้อยที่สุด

‘ยังไม่ถึงเวลาของผม เพราะวันนี้ ผมยังต้องใช้เงินหล่อเลี้ยงธุรกิจตัวเองให้เติบโตเสียก่อน และภายใน 2 ปี ถ้าเป็นไปได้ธุรกิจเริ่มออกดอกออกผล ผมถึงจะมาดูว่าจะลงทุนในกองทุนหรือในตลาดหุ้นหรือไม่ เป็นเวลาที่ต้องมาเป็นนักการเงินการลงทุนอย่างจริงๆ ซะที ผมเป็นมาร์เก็ตเตอร์มา 7-8 ปี วันนี้เพิ่งเริ่มรู้จักเริ่มศึกษาการเงินการบัญชี เพราะต้องเริ่มจัดการกับองค์กร ฉะนั้น 2 อย่างนี้เป็นสิ่งใหม่สำหรับผม’

เมื่อถึงวันที่พร้อม หลักการลงทุนของเขาคือศึกษาให้ดีที่สุดก่อนตัดสินใจลงทุน เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง ถ้าก่อนลงทุนเราได้ศึกษาเป็นอย่างดีแล้ว จะขาดทุนก็ไม่เสียใจ แต่ถ้าเรารู้จักไม่ดีพอ ศึกษาไม่ดีพอแล้วขาดทุนขึ้นมา อย่างนี้น่าเสียใจ

เพราะการลงทุนมีความเสี่ยง กฤษณะทิ้งท้ายว่าผู้บริโภคควรศึกษาก่อนลงทุนทุกครั้ง

เรื่อง : กาญจนา หงษ์ทอง

สงวนลิขสิทธิ์ ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *