กระแส Knowledge Management หรือ การจัดการความรู้ในยุคปัจจุบัน

กระแส Knowledge Management หรือ การจัดการความรู้ในยุคปัจจุบัน

บทความ โดย ดร.มงคลชัย วิริยะพินิจ Mongkolchai@acc.chula.ac.th ประชาชาติธุรกิจ วันที่ 31 มกราคม พ.ศ. 2551 ปีที่ 31 ฉบับที่ 3971 (3171)
ผมได้มีโอกาสไปร่วมสัมมนาเกี่ยวกับ KM Asia ซึ่งจัดขึ้นที่ประเทศสิงคโปร์ รู้สึกดีใจที่มีโอกาสไปร่วมงานประชุมระดับนานาชาติครั้งนี้ เพราะการประชุมสัมมนา ดังกล่าวเป็นการปรับความรู้ ทางด้านการจัดการความรู้เพิ่มเติม จากวิทยากรที่ทรงคุณวุฒิจากนานาชาติ ทั้งยังได้แลกเปลี่ยนทรรศนะในเรื่อง ดังกล่าวในแวดวงของผู้ที่สนใจทางด้านการจัดการความรู้ หรือ KM (knowledge management) จากนักคิด นักวิชาการและผู้มีประสบการณ์ โดยตรงในเรื่องการจัดการความรู้จากประเทศต่างๆ
การสัมมนาดังกล่าวนอกจากจะช่วยก่อให้เกิดมุมมองใหม่ๆ ของผมทางด้าน KM แล้ว ยังมีโอกาสกลับไปสิงคโปร์อีกครั้ง หลังจากที่ไม่ได้ไปมานับสิบปี สิ่งที่ประทับใจเกี่ยวกับสิงคโปร์ คือความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง โดยเฉพาะสนามบินชางฮี ซึ่งสร้างมานานแล้วแต่ก็ยังมีความสวยงามและมีความลงตัวในเรื่องของการใช้งาน ขณะนี้กำลังจะเปิด terminal 3 ขึ้นเพื่อรองรับการคมนาคมด้านการบินที่เพิ่มขึ้นอย่างแน่นหนา สนามบินสุวรรณภูมิของเราดูจากภายนอกมีความสวยงาม และอลังการ แต่ภายในการบริหารจัดการเทียบไม่ได้กับของเขาเลย เรื่องสนามบินสุวรรณภูมินั้นคงจะพูดกันได้อีกเป็นยกใหญ่ๆ
กลับมากล่าวถึงเรื่องงาน KM Asia ผลลัพธ์ของการเดินทางไปร่วมงานในครั้งนี้เป็นไปตามที่ใจผมคิดไว้ กล่าวคือผมใคร่อยากรู้ว่า สังคมวงกว้างกล่าวถึง KM ในแง่มุมไหนในยุคปัจจุบัน บทสรุปเกี่ยวกับ KM ในยุคปัจจุบันที่ผมได้ เป็นบทสรุป ที่มีอยู่ในใจผม ที่มีไว้ตั้งแต่ก่อนเดินทางไป ประเทศสิงคโปร์ คือ “KM is not only about technology” หรือ KM ไม่ใช่แต่จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี
มีหลายๆ ท่านในหลายๆ องค์กรที่มักจะเข้าใจว่า การนำ KM มาใช้ในองค์กรคือการ นำคอมพิวเตอร์เข้ามาช่วย ในการจัดการความรู้ แน่นอนว่าปัจจุบันมี software package มากมาย ที่จัดทำขึ้นมาเพื่อการบริหารจัดการความรู้ในองค์กรโดยเฉพาะ ซึ่งต้องลงทุนเป็นเงินจำนวนมาก แต่หารู้ไม่ว่าการหวังจะพึ่งเทคโนโลยีแต่เพียงอย่างเดียว ไม่อาจจะทำให้ความพยายามในการจัดการความรู้นั้นเกิดสัมฤทธิผลขึ้นมาได้ เป็นที่แน่นอนว่าการทำ KM ในยุคปัจจุบันนั้น เทคโนโลยีมีความจำเป็นอย่างยิ่ง แต่เทคโนโลยี จะไม่ก่อให้เกิดประสิทธิผลเลย ถ้าไม่มีผู้ใช้เทคโนโลยีมากเท่าที่ควร อีกทั้งไม่มีความรู้ทางด้านเทคโนโลยีมากพอ เพราะฉะนั้นผมกำลังจะบอกว่า “บุคลากร” หรือทุกคนในองค์กรนั้นเป็นปัจจัยสำคัญแห่งความสำเร็จปัจจัยหนึ่ง ในการจัดการความรู้ให้สำเร็จไปได้
ดังนั้นสิ่งที่ผู้รู้ทางด้าน KM กำลังให้ความสำคัญคือ ทำอย่างไรให้คนในองค์กรเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการความรู้มากขึ้น ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียว เพราะการจัดการความรู้จะต่างกับ การจัดการประเภทอื่นๆ ในแง่ที่ว่า ผลลัพธ์ไม่ได้ก่อเป็นรูปเป็นร่างให้เห็นในระยะเวลาสั้นๆ การจัดการความรู้สามารถเปรียบเทียบได้โดยตรงกับการเรียน ท่านอาจจะเห็นได้ว่า มูลค่าที่เป็นตัวเงินของโอกาสในการได้ศึกษาเล่าเรียนนั้นวัดได้ยาก ทุกคนรู้แต่ว่าถ้าได้ศึกษาเล่าเรียนแล้วจะก่อให้เกิดผลดีต่ออนาคตในหลายๆ ด้าน แต่เราไม่รู้ว่าผลดี ที่ว่านั้นแปลงเป็นมูลค่าได้เท่าไหร่ และเมื่อไหร่ กว่าที่ผลดีต่างๆ ที่ว่านั้นจะเกิดขึ้น
เช่นเดียวกับความพยายามในการจัดการความรู้ ส่วนตัวแล้วเวลาผมพานิสิตที่จุฬาฯไปศึกษาดูงานในองค์กรต่างๆ ที่ทำ KM ในองค์กร มักจะกล่าวให้กำลังใจ KM team ขององค์กรนั้นๆ เสมอ ในแง่ที่ว่าขอเป็นกำลังใจช่วยในการกระตุ้นให้คนในองค์กร เห็นความสำคัญและมีส่วนร่วมอย่างแข็งขันในการจัดการความรู้ เพราะคนทั่วไปยังมองไม่เห็นว่า ทำ KM ไปเพื่ออะไร และจะเห็นผลที่เป็นรูปธรรมได้อย่างไร เมื่อไหร่ เป็นต้น
อย่างไรก็ตามในเรื่องของการกระตุ้นให้เกิดความกระตือรือร้นในการเรียนรู้นั้นมีลู่ทางที่เป็นไปได้ ซึ่งผมจะค่อยๆ อธิบายในโอกาสหน้า แต่สิ่งหนึ่งที่ต้องกล่าวในวันนี้คือ การเชื่อมโยง แนวคิดในเรื่องของการจัดการความรู้ หรือ KM กับแนวคิดในเรื่องขององค์กรแห่งการเรียนรู้ หรือ LO (learning organization) ส่วนตัวแล้วผมเห็นว่า แนวคิดในเรื่ององค์กรแห่งการเรียนรู้เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับตัวคนในองค์กรโดยตรง มีนักวิชาการหลายท่านให้ความหมายของคำว่า องค์กรแห่งการเรียนรู้ ในหลายๆ ความหมาย ซึ่งผมขอสรุปอย่างสั้นๆ ว่าก็คือ องค์กรที่บุคลากรในองค์กรนั้น มิใช่จะตั้งหน้าตั้งตาทำงานเพียง อย่างเดียว แต่มีจิตใจที่ใฝ่รู้และทำการเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการทำงานอย่างต่อเนื่อง
ดังนั้นองค์กรแห่งการเรียนรู้ จึงเป็นองค์กร ที่คนในองค์กรเห็นคุณค่าของการเรียนรู้อย่างแท้จริง และแน่นอนผมเชื่อว่า ถ้าคนในองค์กรมีความรู้สึกใฝ่รู้อย่างแท้จริง การจัดการความรู้จะต้องเกิดประสิทธิผล เอาง่ายๆ ว่าหนึ่งในกิจกรรมหลักๆ ของการจัดการความรู้ที่หลายๆ ท่านเข้าใจผิดว่า นี่คือทั้งหมดของการจัดการความรู้ นั่นก็คือการทำ knowledge sharing หรือการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกัน
มีหลายท่านได้กล่าวแสดงความคิดเห็นต่อผมโดยตรงว่า knowledge sharing นั้นทำได้ยากมาก ในสังคมของการทำงานแบบไทยๆ หลายท่านบอกว่ายังมีเจ้านายบางประเภท หรือผู้ร่วมงานบางคนที่ถือคติที่ว่า การมีความรู้ที่เหนือกว่าเหมือนเป็นเกราะกำบัง จริงๆ แล้วผมว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ได้มีเจตนารมณ์ที่จะหวงความรู้แต่อย่างใด แต่ผมคิดว่าเนื่องด้วยวัฒนธรรมในองค์กร บางองค์กรหล่อหลอมให้คนที่องค์กรก่อให้เกิดทัศนคติดังกล่าว และเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่าบุคคลเหล่านี้ไม่ได้เป็นบุคคลที่ใฝ่รู้อย่างแท้จริง เพราะคนที่ใฝ่รู้อย่างแท้จริงย่อมอยากที่จะเล่า อยากที่ จะฟังผู้อื่นในเรื่องที่ตนสนใจ อาทิ ทำไมคุณผู้ชายหลายๆ ท่านถึงชอบจับกลุ่มดูกีฬาร่วมกัน ก็เพราะว่านอกจากจะได้เชียร์กีฬาร่วมกันอย่างสนุกแล้ว ยังได้มีโอกาสแลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็น ที่มีเกี่ยวกับเกมการแข่งขัน หรือทำไมคุณผู้หญิง ถึงชอบชวนเพื่อนๆ ไปเดินช็อปปิ้งด้วยกัน ก็เพราะอยากจะได้แลกเปลี่ยนความรู้ ความคิดเห็นในเรื่องเกี่ยวกับเครื่องสำอาง เครื่องประดับ หรือเสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ
ผมเชื่อว่าการทำอะไรร่วมกัน อันก่อให้เกิดความเคยชินในการแบ่งปันความรู้ซึ่งกันและกันนั้น เป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถสร้างให้กลายเป็นค่านิยม หรือแม้กระทั่งให้กลายเป็นวัฒนธรรมได้อย่างไม่ยากนัก และสิ่งนี้เองจะช่วยแก้ปัญหาในเรื่องของการหวงความรู้ซึ่งกันและกันระหว่างคนในองค์กร
อย่างไรก็ดีผมยังมีแนวคิดอื่นๆ ที่น่าสนใจ เกี่ยวกับการจัดการความรู้ตามกระแสโลก ในยุคปัจจุบันมาแบ่งปันต่อท่านผู้อ่านในโอกาส ข้างหน้า

Add a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *