กระแสโลก ‘เขียว’ (Green World)

กระแสโลก “เขียว”

คอลัมน์ เดินหน้าชน โดย ทวีศักดิ์ บุตรตัน มติชนรายวัน วันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2549 ปีที่ 29 ฉบับที่ 10488

คอลัมน์ “ลีดเดอร์ส” ในนิตยสารอีโคโนมิสต์ ฉบับเมื่อวันที่ 18-24 พฤศจิกายน ให้มุมมองที่น่าสนใจเรื่องของกระแส “เขียว” กำลังเป็นฝันที่เปล่งประกายบรรเจิดจ้าในประเทศพัฒนาแล้ว และนี่คือกระแสหลักของโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

กระแสเขียวที่ว่านี้มาจาก 3 สาเหตุใหญ่

1.ปัญหาราคาน้ำมัน ซึ่งผันผวนหาความแน่นอนไม่ได้ มีตัวแปรสารพัดที่ทำให้น้ำมันขึ้นกระฉูดได้ตลอดเวลา นอกจากเป็นเรื่องของภาวะสงครามแล้ว ยังมาจากความแปรปรวนของสภาพดินฟ้าอากาศ ร้อนแล้งหนาว เกิดพายุ คลื่นยักษ์ก็ทำให้น้ำมันขึ้นอย่างน่าใจหายใจคว่ำ

การขุดหาแหล่งน้ำมันใหม่ๆ ต้องใช้เงินลงทุนมหาศาลเพราะแหล่งน้ำมันขนาดใหญ่บนดินไม่ค่อยจะมีให้ขุดอีกแล้ว ต้องไปขุดในแหล่งทุรกันดาร เช่น ในขั้วโลกเหนือ หรือใต้มหาสมุทร นั่นหมายถึงว่า ราคาน้ำมันในอนาคตมีแต่แพงขึ้น

2.ปัญหาความมั่งคงของพลังงาน ปริมาณการใช้น้ำมันของคนทั้งโลกนับวันมีแต่เพิ่มสูงขึ้น เสียงเรียกร้องวิงวอนให้ชาวโลกช่วยกันประหยัดน้ำมันนั้น อย่าหวังว่าจะประสบความสำเร็จ ยิ่งประเทศจีนกับอินเดีย แข่งกันพัฒนาเศรษฐกิจให้ก้าวหน้าเหมือนกับกลุ่มประเทศพัฒนาแล้ว การเผาผลาญน้ำมันยิ่งมากทวีคูณ และแก่งแย่งชิงทรัพยากรน้ำมัน มีโอกาสจะทำให้เกิดสงครามได้ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นแนวโน้มภาวะพลังงานมีความไม่มั่นคง

3.ปัญหาภาวะโลกร้อน มาจากการขยายตัวของประชากรโลก การแย่งกันกิน แย่งกันอยู่ การเร่งผลิต ทำให้เกิดอัตราเร่งในการเผาผลาญน้ำมัน ก๊าซ ถ่านหิน ส่งผลให้สภาวะโลกเปลี่ยน ควันพิษ ความร้อนพวยพุ่งสู่บรรยากาศ นำไปสู่การแปรปรวนของอุณหภูมิโลก

ประเทศในแถบใกล้ขั้วโลก หนาวเหน็บอย่างรุนแรงในช่วงฤดูหนาว และกินเวลายาวนานมากขึ้น เมื่อถึงช่วงฤดูร้อนก็ร้อนชนิดตับแตก ส่วนประเทศในแถบเส้นศูนย์สูตรอย่างเมืองไทย ร้อนแล้งจนเพี้ยน เกิดพายุฝนกระหน่ำ รับมือกันไม่ทัน ภาวะแล้งจัดและน้ำท่วมหนักเกิดขึ้นมาหลายปีแล้วและทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น ส่วนอากาศหนาวเย็นหดสั้นลงจนดูเหมือนว่าฤดูหนาวหายไปแล้ว

เมื่อก่อนนั้นมีเพียงนักวิทยาศาสตร์ นักสิ่งแวดล้อมที่มองเห็น 3 สาเหตุนี้เชื่อว่าจะทำให้อนาคตโลกพบกับความหายนะ แต่เดี๋ยวนี้ข้อสรุปดังกล่าวได้รับการยอมรับมากขึ้นในหมู่นักธุรกิจ

“ลีดเดอร์ส” บอกว่า บรรดามหาเศรษฐียุคใหม่ที่โกยกำไรเละจากกระแสคอมพิวเตอร์บูมมองเห็น “กระแสเขียว” คือช่องทางเพิ่มพูน “ความร่ำรวย” ขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง

ล่าสุด บริษัท อีเบย์ เจ้าของเว็บไซต์ประมูลขายสินค้าผ่านอินเตอร์เน็ตใหญ่ที่สุดในโลก เจ้าของ “กูเกิ้ล” เซิร์ชเอ็นจิ้นชื่อดัง และบริษัท เอสเอพี ผู้ผลิตซอฟท์แวร์รายใหญ่ของเยอรมนี ควักเงินลงทุนในธุรกิจ “พลังงานสะอาด” เช่น ทำแผงพลังงานแสงอาทิตย์ที่ใช้เทคโนโลยีนาโน หรือนาโนโซลาร์ เพื่อผลิตโซลาร์เซลล์ซึ่งมีประสิทธิภาพสูง ราคาถูก

นักลงทุนเหล่านี้มั่นใจว่า ต่อไปคนทั่วโลกต้องหันมาใช้โซลาร์เซลล์ และพลังงานสะอาดอื่นๆ ที่มีผลกระทบกับ “ภาวะโลกร้อน” น้อยที่สุด อาทิ ไบโอดีเซล ก๊าซชีวมวล พลังงานลม

ที่รัฐแคลิฟอร์เนีย นายอาร์โนลด์ ซวาร์เซเนกเกอร์ อดีตดาราหนังกล้ามโต ซึ่งคว้าผู้ว่าการรัฐเป็นเทอมที่สอง กำหนดเป้าการใช้แผงโซลาร์เซลล์และพลังงานเขียว เพื่อรักษาสภาพแวดล้อมของรัฐเป็นนโยบายหลัก

บ้านเรือนในรัฐแคลิฟอร์เนียจะต้องติดตั้งแผงโซลาร์เซลล์ 1 ล้านแผง และรัฐจะจ่ายเงินสนับสนุน 2.9 พันล้านเหรียญในช่วงระยะ 10 ปี

เจ้าของไร่องุ่นในพื้นที่นาปาวัลเลย์ 1,400 แห่ง เจียดพื้นที่ที่มีราคาแพงเพื่อรื้อร่องสวนติดตั้งโซลาร์เซลล์

ในสหภาพยุโรป ภายใน 4 ปี จะรื้อระบบการขนส่งมวลชนให้เปลี่ยนระบบเชื้อเพลิงใหม่ เอาไบโอดีเซลมาใช้แทนน้ำมัน

เกาะซัมโซ ในเดนมาร์ก พื้นที่ 112 ตารางกิโลเมตร กลายเป็นเกาะที่จะอยู่อย่างสบายที่สุด ถ้าวันไหนน้ำมัน ก๊าซ หรือถ่านหินหมดไปจากโลก เพราะรัฐบาลเดนมาร์กวางแผนให้ชาวซัมโซ 4,200 คน พึ่งพาเชื้อเพลิงธรรมชาติที่ทำจากพืช กระแสลม พลังงานแสงอาทิตย์

ซัมโซมีโรงไฟฟ้าขนาด 2.3 เมกะวัตต์ มาจากกระแสลมที่ไปปั่นเทอร์ไบน์ ชาวชุมชนร่วมกันถือหุ้นโรงไฟฟ้า และบริหารจัดการกันเอง

บ้านเรา ไหนๆ คิดจะล้างระบอบการเมืองเก่าๆ ตัดระบบทุนนิยมพึ่งพาต่างชาติทิ้ง และประกาศเดินสู่เส้นทางเศรษฐกิจพอเพียง น่าจะพ่วงแนวคิดพลังงาน “สีเขียว” เพื่อให้ชุมชนอยู่อย่างยั่งยืนไปด้วย

หน้า 6

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *