กรณีศึกษา ‘มวกเหล็ก’ : การจ่ายค่าชดเชยผู้ประสบอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ

กรณีศึกษา ‘มวกเหล็ก’ : การจ่ายค่าชดเชยผู้ประสบอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ

20 มีนาคม 2550 รถร่วมโดยสารปรับอากาศ ชั้น 2 หมายเลขทะเบียน 10-5320 กทม. ของบริษัท ศรีสงวนยานยนต์ จำกัด สายอุบลราชธานี – กรุงเทพฯ เกิดอุบัติเหตุไฟไหม้ บนถนนมิตรภาพ ช่วง อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี มีผู้เสียชีวิตอันเนื่องมาจากถูกไฟไหม้และกระโดดออกมาจากรถในขณะที่รถยังคงวิ่งอยู่ด้วยความเร็วสูงรวม 32 ราย และบาดเจ็บ 31 ราย
อุบัติเหตุครั้งนั้นนอกจากจะสร้างความโศกเศร้าให้กับญาติพี่น้องผู้เสียชีวิตแล้ว หลายครอบครัวต้องขาดความมั่นคงในชีวิต ผู้บาดเจ็บแม้ส่วนใหญ่จะได้รับการเยียวยารักษา แต่ความสูญเสียทางด้านจิตใจนั้นยังคงมีอยู่ ยังมีความเสียหายในทรัพย์สินติดตัวของผู้โดยสาร โอกาสในการเดินทาง ไม่นับความเสียหายกับระบบเศรษฐกิจและสังคมโดยส่วนรวมที่ต้องสูญเสียประชากรในวัยแรงงานไป
การชดเชยความเสียหายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นจากรถโดยสารสาธารณะคันนี้ มีเพียงค่าชดเชยตามความคุ้มครองจากกรมธรรม์ตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 และกรมธรรม์ประกันภัยประเภท 3 ที่บริษัท ศรีสงวนยานยนต์ จำกัด ทำประกันไว้กับบริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) ซึ่งทั้งสองกรมธรรม์นี้ให้ความคุ้มครองเฉพาะการเสียชีวิต บาดเจ็บ หรือทุพพลภาพ เท่านั้น กล่าวคือ
เนื่องจากอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นครั้งนี้ ไม่มีคู่กรณีเป็นความผิดของรถร่วมโดยสารปรับอากาศ ของบริษัท ศรีสงวนยานยนต์ จำกัด อย่างชัดเจน ตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) จะต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหาย กรณีบาดเจ็บ เป็นค่ารักษาพยาบาล และค่าใช้จ่ายอันจำเป็นเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลตามที่จ่ายจริง ซึ่งจะจ่ายให้กับโรงพยาบาลในฐานะผู้รับมอบอำนาจ ไม่เกิน 50,000 บาท กรณีเสียชีวิต หรือสูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพจะชดใช้ให้จำนวน 100,000 บาท ไม่ว่าจะมีการรักษาพยาบาลหรือไม่ ถ้ามีค่ารักษาพยาบาลก่อนเสียชีวิตให้นำมารวมด้วย และรวมแล้วเท่ากับ 100,000 บาท
ส่วนความคุ้มครองตามประกันภัยประเภท 3 ซึ่งทำไว้กับ บริษัท ทิพยประกันภัย จำกัด (มหาชน) เช่นกัน คือ1. ความรับผิดต่อบุคคลภายนอกสำหรับความเสียหายต่อชีวิต ร่างกาย หรืออนามัยชดใช้เป็นค่ารักษาและค่าปลงศพ รวมกันแล้วไม่เกิน 200,000 บาท ซึ่งบริษัทประกันจะเป็นผู้พิจารณาตามหลักฐานานุรูป และการตกลงประนีประนอม 2.ความคุ้มครองตามสัญญาแนบท้าย กรณีเสียชีวิต สูญเสียอวัยวะ หรือทุพพลภาพถาวร ชดใช้ 100,000 บาท กรณีทุพพลภาพชั่วคราว ชดใช้ให้ 1,000 บาทต่อสัปดาห์ ส่วนค่ารักษาพยาบาล ชดใช้ให้กับโรงพยาบาลตามที่จ่ายจริงไม่เกิน 50,000 บาท
นอกจากความคุ้มครองที่ได้จากสองกรมธรรม์ กรมการขนส่งทางบก กระทรวงคมนาคม ได้จ่ายเงินปลอบขวัญช่วยเหลือผู้ประสบอุบัติเหตุ โดยรายที่เสียชีวิตได้รับรายละ 20,000 บาท รายที่บาดเจ็บ ได้รับรายละ 5,000 บาท
ทั้งนี้ ไม่มีความช่วยเหลือหรือการแสดงความรับผิดชอบใด ๆ โดยตรงจากบริษัท ศรีสงวนยานยนต์ จำกัด แม้แต่คำขอโทษ
กระนั้นค่าชดเชยความเสียหายเหล่านี้เพียงพอและเป็นธรรมหรือไม่ ลองพิจารณาจากชีวิตจริงเหล่านี้

นายบัณฑิต ศรีซา อาชีพข้าราชการชั้นผู้น้อย วัย 51 ปี พร้อมด้วยมารดาคือ นางสายสมร วัย 46 ปี และหลานชายวัย 14 ปี ด.ช.วิทวัฒน์ มูลราช เดินทางกลับจากการไปเยี่ยมญาติที่จังหวัดมหาสารคาม โดยขึ้นรถโดยสารที่ประสบอุบัติเหตุคันนี้ หลังรถโดยสารเกิดไฟลุกไหม้ ด.ช.วิทวัฒน์ โดนไฟไหม้ตามลำตัว ต้องรักษาตัวอยู่ 20 วัน นายบัณฑิต โดนไฟคลอกตามลำตัว และรักษาตัวอยู่ที่ ร.พ.พระพุทธบาท สระบุรี ส่วนนางสายสมร โดนไฟคลอกทั้งตัว เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ
สภาพศพของนางสายสมร ศรีซา โดนไฟไม้เกรียม ถูกส่งไปที่โรงพยาบาลศิริราชเพื่อพิสูจน์ระบุตัว หลังเกิดเหตุ 3 วัน ทายาทคือลูกสาว น.ส.ศศิธรได้รับค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันฯ 400,000 บาท เป็นรายแรกของผู้เสียชีวิตทั้งหมด 32 ราย โดยนางสาวศศิธร บุตรสาว ต้องมาแสดงหลักฐานประจำตัวและรับค่าสินไหมชดใช้ความเสียหายที่สถานีตำรวจอำเภอมวกเหล็ก จ.สระบุรี ทั้ง ๆ ที่ทำงานอยู่ที่กรุงเทพฯ และอีก 1 สัปดาห์หลังเกิดเหตุกรมการขนส่งทางบกได้นำเงินช่วยเหลือไปให้ 12,000 บาท รวมเป็นเงินที่ได้รับ 420,000 บาทเป็นค่าชีวิตทั้งหมดที่นางสายสมร ซึ่งมีอายุเพียง 46 ปี และเป็นแม่ของลูก 2 คนได้รับ
ด.ช.วิทวัฒน์ ที่ถูกไฟไหม้ตามลำตัว ออกจากโรงพยาบาลหลังรักษาตัว 20 วัน เป็นหนึ่งใน 23 ราย ที่บาดเจ็บและได้ออกจากโรงพยาบาลผู้ประสบอุบัติเหตุและญาติ เจรจาขอค่าเสียหาย 300,000 บาท ทิพยประกันภัยปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่า ไม่ได้รับบาดเจ็บมาก ผู้เสียหายต่อรองลดมาที่ 200,000 และ 150,000 บาท ตามลำดับ สุดท้ายทิพยประกันภัยเจรจายอมจ่ายและยุติที่ 130,000 บาท
ส่วนนายบัณฑิต ศรีซา ผู้พ่อบาดเจ็บโดนไฟไหม้ตามลำตัว ต่อมามีอาการแผลติดเชื้อ เป็นผู้บาดเจ็บ 1 ใน 8 รายที่ยังไม่ได้รับการพิจารณาจ่ายค่าสินไหมเพราะยังรักษาและรอความเห็นจากแพทย์ จนถึงเดือนพฤษภาคมค่ารักษาพยาบาลของนายบัณฑิตเกิน 1 แสนบาท ซึ่งเกินวงเงินค่ารักษาพยาบาล ทางบริษัทประกันได้แนะนำให้ใช้สิทธิรักษาของข้าราชการต่อ ขณะที่มีวงเงินของประกันประเภท 3 ด้านอนามัยอีก 200,000 บาทอยู่ โดยบริษัทประกันให้เหตุผลว่าเพื่อเก็บไว้เป็นค่ายังชีพหลังรักษาตัวหายแล้ว
ลูกสาวต้องใช้เงินที่เหลือจากค่าปลงศพของแม่จำนวน 420,000 บาท มาใช้จ่ายเพื่อการดูแลพยาบาลและการเดินทางไป-มาระหว่างกรุงเทพฯ-พระพุทธบาท
ส่วนน้องชายต้องลาออกจากงานขาดรายได้ เพื่อสลับเวรมาเฝ้าไข้ ค่าใช้จ่ายตกประมาณวันละ 1,000 บาท
น.ส.ศศิธร ไม่ทราบถึงสิทธิการชดใช้ความเสียหายกรณีทุพพลภาพชั่วคราวที่บริษัทประกันภัยต้องจ่ายให้สัปดาห์ละ 1,000 บาท จึงไม่ได้เจรจาขอใช้สิทธิส่วนนี้ ส่วนทางบริษัทประกันภัยเองก็ไม่แจ้ง

ตัวอย่างนี้คือหนึ่งในหลายพันตัวอย่างที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุรถโดยสารของประเทศไทยในแต่ละปี ซึ่งกระทบไปถึงอีกหลายพันชีวิต จริงที่ว่าแม้ความสูญเสียเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ไม่อาจเรียกร้องกลับคืนมาได้แล้ว แต่อย่างน้อยความสูญเสียเหล่านี้ก็ต้องได้รับการชดเชยอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วยและเป็นธรรม และต้องสร้างกลไกเพื่อประกันว่า สิทธิของผู้ประสบอุบัติเหตุรถจะได้รับการคุ้มครอง ไม่เช่นนั้น ความไม่เป็นธรรมที่เกิดขึ้นจากการชดเชยก็เท่ากับไปซ้ำเติมความสูญเสียนั้นให้หนักเข้าไปอีก

……………………………………..
เรียบเรียงจาก : รายงานการวิจัย โครงการ “เพื่อศึกษากระบวนการเพื่อพิทักษ์สิทธิของผู้ประสบอุบัติเหตุรถโดยสารสาธารณะ กรณีผู้ประสบอุบัติเหตุรถโดยสารประจำทางปรับอากาศ เกิดเพลิงลุกไหม้ บนถนนมิตรภาพ อ.มวกเหล็ก จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2550” โดย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค พฤษภาคม 2550

ที่มา : ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *