กรณีศึกษาการทำงานของนิตยสารระดับโลก (จบ)

กรณีศึกษาการทำงานของนิตยสารระดับโลก (จบ)
วิกรม กรมดิษฐ์ vikrom@vikrom.net กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
สัปดาห์ที่แล้วผมได้ชี้ให้เห็นถึงสัดส่วนของมหาเศรษฐีของโลกในแต่ละทวีปที่มีแง่มุมที่น่าสนใจ และควรแก่การศึกษา ตลอดจนวิเคราะห์ให้เห็นภาพสะท้อนสภาวะเศรษฐกิจของภูมิภาคนั้นๆ ได้ คราวนี้ขอด้วยว่า ฐานเศรษฐกิจของเอเชีย ถึงแม้จะมีการเติบโตสูง แต่มองในแง่ของตัวเองจะพบว่าเรามี GDP ห่างจากอเมริกา และยุโรปอยู่มากเลยทีเดียว เพราะ GDP ของทั้งโลกมี 45 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งคนไทยมี GDP เพียง 1 แสน 7 หมื่นเหรียญ เท่านั้น ถือเป็นตัวเลขที่ห่างไกลกันมาก
GDP 45 ล้านล้านเหรียญ ของโลกนั้น กลายเป็นของอเมริกาและยุโรปไปแล้วกว่าครึ่ง คืออยู่ที่ประมาณ 24 ล้านล้านเหรียญ และหากจะมองไปที่ญี่ปุ่นซึ่งถือเป็นยักษ์ใหญ่ของโลกมี GDP อยู่ที่ประมาณ 5 ล้านล้านเหรียญ และเป็นของจีน 2.7 ล้านล้านเหรียญ ซึ่งผมคิดว่าสัดส่วนของ GDP ในญี่ปุ่นและจีนหากเทียบกับระดับโลกแล้ว ยังถือเป็นเปอร์เซ็นต์ที่น้อยอยู่ และหากจะรวมเอาประเทศอื่น ๆ ทั้งหมดในเอเชียเข้าไปอีก ตัวเลข GDP ก็ยังไม่ถึง 40% ของ GDP โลก แต่กลับกลายเป็นว่าประชากรเอเชียมีอยู่ครึ่งหนึ่งของประชากรโลก
และนี่คงเป็นคำถามที่ให้เราทุกคนช่วยกันคิดว่า “ทำไมประสิทธิภาพและผลประกอบการของคนเอเชียจึงมีต่ำ?” ทั้งที่เราบอกอยู่เสมอว่าคนเอเชียฉลาดขยันทำงานหนักไม่แพ้ชนชาติใดในโลกนี้ ผมมักตั้งคำถามว่า เราทำงานไม่ถูกต้องหรือเปล่า เพราะส่วนใหญ่ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการผลิตในเอเชียจะมีราคาค่อนข้างต่ำ หรือเรามีการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพกันแน่ ประเด็นนี้น่าคิดนะครับ
นอกจากนี้การที่ฝรั่งมองพฤติกรรมการดำเนินชีวิตของคนเอเชีย ที่มีลักษณะพิเศษ ก็คือ คนเอเชียอาจจะมัวแต่งมงาย มีการคารวะสิ่งศักดิ์สิทธิ์เสมอไม่ว่าจะเทศกาลใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่เป็นการสิ้นเปลืองและถือเป็นต้นทุนทางธุรกิจแทบทั้งสิ้น ( คือ เป็นการทำแบบเกินพอดี ) และเป็นจำนวนเงินอย่างมหาศาล เพียงเพื่อสร้างความมั่นใจ และเพิ่มความเชื่อมั่นในการทำธุรกิจ และการลงทุน ซึ่งหากมองในแง่เศรษฐศาสตร์จะพบว่า มันมีผลกระทบต่อการวางแผนต้นทุน และการตัดสินใจทางธุรกิจในเชิงการคิดอย่างมีเหตุผล
คราวนี้ลองย้อนกลับไปมองถึงผู้ร่ำรวยระดับโลกทั้งหลาย ที่นิตยสารฟอร์บส์ได้เลือกมาถึง 793 คน โดยเอามาตรฐานทรัพย์สิน 1,000 ล้านเหรียญ มาเป็นตัววัด จะพบว่า กว่า 60% ของคนเหล่านี้ร่ำรวยมาจากความสามารถของตนเอง อีกจำนวนหนึ่งเป็นพวกที่ได้รับมรดกหรือจากการแต่งงาน
ซึ่งแน่นอนว่าเศรษฐีเหล่านี้ ไม่ได้พึ่งพาเรื่องโชคชะตาเลย โดยเฉพาะ 10 อันดับแรก ที่ร่ำรวยมาจากธุรกิจที่ตนเองถนัด และเป็นธุรกิจที่ตลาดโลกต้องการ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสินค้าไฮเทค หรือเรื่องโนว์ฮาว หรือการบริหารที่มีระบบทั้งสิ้น ถือว่าเขาเหล่านี้มีต้นทุนทางการตลาดที่ต่ำและสินค้าของพวกเขาก็มีราคาสูง และมีตลาดขนาดใหญ่รองรับอีกด้วย
ผมมองว่าการที่คนอเมริกันติดอันดับเศรษฐีโลกเป็นจำนวนมากนั้น ส่วนหนึ่งเป็นเพราะลักษณะเฉพาะของคนอเมริกัน ที่ชอบศึกษา และถ่ายทอดเกี่ยวกับองค์ความรู้ต่างๆ รวมไปถึงการที่ตลาดสหรัฐอเมริกาเป็นตลาดใหญ่ เพราะ GDP ของสหรัฐอเมริกานั้น ถือเป็น 25% ของโลกเลยทีเดียว จึงเป็นตัวสร้างรายได้ให้คนอเมริกันมีมากกว่าคนอื่น
โดยเฉพาะอุตสาหกรรมบางอย่างที่อเมริกันทำได้ดีกว่าคนอื่นอย่างเช่น อุตสาหกรรมบันเทิงฮอลลีวู้ด ที่ทำเงินให้กับอเมริกันอย่างมากมายมหาศาล หรือแม้แต่ค่ายเพลงต่างๆ ที่ส่วนใหญ่มีสัญชาติอเมริกัน และกำลังกวาดเงินออกจากกระเป๋าคนทั่วโลกอย่างต่อเนื่องแบบเจ้าของเงินไม่มีทางรู้ตัวเลย
ในปีนี้นิตยสารฟอร์บส์ จัดอันดับคนรวยทั้งหมด 793 คน โดยใช้จำนวนสินทรัพย์ขั้นต่ำที่ 1,000 ล้านเหรียญ เป็นตัวชี้วัด คนที่รวยที่สุดในโลกก็คือ บิล เกตส์ เจ้าพ่อไมโครซอฟท์ที่ยึดเอาตำแหน่งคนรวยที่สุดในโลกมาครองไว้ยาวนานต่อเนื่องถึง 12 ปี โดยมีสินทรัพย์ทั้งสิ้น 50,000 ล้านเหรียญ ซึ่งด้วยจำนวนตัวเลขขนาดนี้มีมูลค่ามากกว่า งบประมาณรายจ่ายของประเทศไทยถึงสองเท่า และคนที่เอเชียที่รวยที่สุดในโลกคือ ลักษมี มิตทาล เจ้าของธุรกิจเหล็กรายใหญ่ของโลก สินทรัพย์ของคนรวยทั้ง 793 คน นี้มารวมกันจะได้ตัวเลขมากมายมหาศาลถึง 2.6 ล้านล้านเหรียญ
สำหรับมหาเศรษฐีที่เป็นสุภาพสตรีนั้น มีผู้ติดอันดับทั้งสิ้น 78 คน โดยผู้ที่น่าสนใจมากที่สุดคือ น.ส.ฮินด์ ฮารีรี มหาเศรษฐีอายุน้อยที่สุดในโลก อายุเพียง 22 ปี ซึ่ง ฮินด์ ฮารีรี เป็นบุตรสาวของ นายราฟิก ฮารีรี นายกรัฐมนตรีเลบานอน ผู้ถูกลอบสังหารเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ปีที่ผ่านมา เธอมีทรัพย์สิน 1,400 ล้านเหรียญ ติดอันดับที่ 562 จากทั้งหมด 793 อันดับ
จำนวนเศรษฐีโลกที่เป็นคนอเมริกันมีจำนวนถึง 371 คน มีมูลค่าทรัพย์สินรวม 1.1 ล้านล้านเหรียญ รองลงมาเป็นคนยุโรป 96 คน ที่มีทรัพย์สินรวมกันถึง 8 แสนล้านเหรียญ รัสเซียเองถือเป็นประเทศดาวรุ่งที่มีจำนวนเศรษฐีใหม่มากที่สุด คือ กว่า 33 คน และในเอเชีย-แปซิฟิกนั้นมีเศรษฐีโลก 115 คน ทรัพย์สินรวมกัน 360,000 ล้านเหรียญ โดยมีอินเดียเป็นประเทศดาวรุ่ง เพราะมีเศรษฐีโลกถึง 23 คน แต่ญี่ปุ่นยังครองแชมป์ด้วยตัวเลขเศรษฐีโลกถึง 27 คน
และที่น่าจับตามองคือเศรษฐีโลกที่อยู่ในจีนเพราะตอนนี้มีจำนวนถึง 8 คน และผมคาดว่าในอนาคต จะต้องมีเพิ่มมากขึ้นกว่านั้นแน่ ๆ เพราะจีนกำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว สำหรับเศรษฐีโลก ที่ร่ำรวยมาจากการก่อร้างสร้างตัวด้วยตนเองนั้นมีถึง 452 คน
ผมคงฝากเอาไว้ว่าอยากให้คนไทยเราเลิกงมงายกับเรื่องไสยศาสตร์ ดวงชะตา และหันมาสนใจการใช้ความคิด การวางแผนด้วยเหตุและผล กันเถิดครับ โอกาสที่เราจะร่ำรวยและมีความสุขนั้นย่อมเป็นไปได้อย่างแน่นอน

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *