กรณีศึกษาการทำงานของนิตยสารระดับโลก (1)

กรณีศึกษาการทำงานของนิตยสารระดับโลก” (1)
วิกรม กรมดิษฐ์ vikrom@vikrom.net กรุงเทพธุรกิจ วันศุกร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2549
เมื่อไม่นานกี่สัปดาห์มานี้นิตยสารฟอร์บส์ ได้ติดต่อขอสัมภาษณ์ผมเกี่ยวกับประวัติ การทำธุรกิจตลอดจนมุมมอง ต่อสภาวการณ์บ้านเมืองในปัจจุบัน เพื่อที่จะนำบทสัมภาษณ์ลงในนิตยสารของเขา ที่จะออกต้นสัปดาห์หน้าที่จะถึงนี้ จากการได้พูดคุยกับเจ้าหน้าที่ ที่ทำการสัมภาษณ์ซึ่งเป็นนักศึกษาปริญญาโท ที่ศึกษาต่ออยู่ในสหรัฐอเมริกา และทำงานพาร์ทไทม์กับกองบรรณาธิการนิตยสารฟอร์บส์ ซึ่งเป็นนิตยสารเก่าแก่เล่มหนึ่งที่ก่อตั้ง ตั้งแต่ค.ศ.1917 มานั้น ตลอดจนได้สังเกตวิธีการทำงานอย่างเป็นระบบ มาตรฐานสากล มีจรรยาบรรณ เคารพแหล่งข่าวแล้วผมรู้สึกทึ่ง และคิดว่าสื่อของบ้านเราน่าจะศึกษาวิธีการดังกล่าวมาเป็นแบบอย่างดูบ้าง ( แต่ผมไม่ได้หมายความว่าสื่อบ้านเรา ทำงานไม่ดีนะครับ เพียงแต่ขั้นตอนของเราอาจไม่ละเอียดเท่าเขา ซึ่งเป็นเรื่องจากประสบการณ์ที่ผมได้สัมผัส )
ทั้งนี้กระบวนการทำงานที่รัดกุม เป็นขั้นตอน และมีการตรวจสอบหาข้อมูลเบื้องต้น-ข้อมูลจากบุคคลรอบข้าง (นอกเหนือไปจากการที่เขาสัมภาษณ์ผมแล้วยังมีการสัมภาษณ์บุคคลที่เกี่ยวข้อง ) และการส่งข้อมูลบทสัมภาษณ์มาให้ตรวจสอบ เพื่อยืนยันหรือแก้ไขหากมีข้อผิดพลาด อันเกิดจากการสัมภาษณ์ ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ล้วนแต่เป็นการทำงานที่ผมรู้สึกได้ว่าเขาทำงานกันแบบ “ไม่สุกเอาเผากิน และเขียนจากความเป็นกลางบนพื้นฐานของความเป็นจริง”
พอพูดถึงนิตยสารฟอร์บส์ก็ทำให้ผมอยากจะนำเรื่องของ “คนรวยระดับโลก” ซึ่งได้รับการจัดอันดับ จากนิตยสารฟอร์บส์ไปเมื่อไม่นานมานี้ หากมองตามจำนวนตัวเลขจากการจัดอันดับเศรษฐีโลกแล้ว จะพบว่ามีคนไทย ติดอันดับคนรวยระดับโลกอยู่เหมือนกัน แต่เป็นจำนวนสัดส่วนที่น้อยมาก หากเทียบกับจำนวนคนรวยหลายๆ ชาติ
ประชากรโลกในปัจจุบันกว่า 6,500 ล้านคน ซึ่งในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานี้ ได้มีการเปลี่ยนแปลงของประชากรมนุษย์ อย่างรวดเร็วพร้อมๆ กับการขยายตัวทางเศรษฐกิจของโลก สาเหตุก็เพราะโลกของเราในทุกวันนี้มีการติดต่อสื่อสารกันมากขึ้น และการคมนาคมสะดวกสบาย จึงทำให้การร่วมมือของมนุษย์ต่างเผ่าพันธุ์กันมีมากขึ้น ไม่ว่าจะผ่านทาง UN หรือ WTO ทำให้คนกลุ่มหนึ่งสามารถสร้างฐานะของตัวเองให้กลายมาเป็นเศรษฐีระดับโลกได้มากที่สุดช่วงหนึ่งเลยทีเดียว ไม่ว่าจะเป็นสินทรัพย์ที่มีมากขึ้นของเศรษฐีเก่าบางคน หรือจำนวนเศรษฐีใหม่ที่ผุดขึ้นราวกับดอกเห็ด
ผมขอเจาะไปที่สหรัฐอเมริกาซึ่งมีประชากรเพียง 4% จากจำนวนประชากรทั้งโลก แต่ตัวเลขของเศรษฐีโลกที่มีเชื้อสายอเมริกัน กลับมีจำนวนถึงเกือบ 50% ถือว่าเป็นสัดส่วนที่สูงมาก และรองลงมาคือ ยุโรป เอเชีย-แปซิฟิก
หากมองในมุมกลับกันจะพบว่าประชากรเอเชีย-แปซิฟิกที่มีมากเกิน 50% ของประชากรโลก แต่นับจำนวนเศรษฐีระดับโลกรวมกันแล้ว ยังไม่ถึง 15% ของทั้งหมดด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเป็นตัวเลขที่น่าตกใจมากทีเดียว เพราะที่สำคัญคือ 15% นี้กระจุกอยู่ในกลุ่มคนไม่กี่กลุ่มซึ่งบ่งบอกถึงช่องว่างทางเศรษฐกิจ ที่ยังมีมากเหลือเกินในประเทศแถบเอเชีย-แปซิฟิก
ถึงแม้ว่าจำนวนเศรษฐีโลกจะอยู่ในสหรัฐอเมริกาเสียกว่าครึ่ง แต่ตัวเลขที่น่าแปลกใจมากก็คือ จำนวนเงินสำรองภายในประเทศของทั้งโลก หรือเงินสด ปรากฏว่ากว่าครึ่งอยู่ในเอเชีย และมีการเพิ่มขึ้นมาอย่างรุนแรง และรวดเร็วแบบต่อเนื่องโดยเฉพาะ 5 ปีที่ผ่านมา มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างไม่หยุดยั้ง
ซึ่งเป็นผลที่เกิดมาจากการที่จีนกำลังขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว และญี่ปุ่นเองก็กำลังมีการกลับมารุ่งเรือง และประสบความสำเร็จทางธุรกิจอีกครั้ง แม้กระทั่งอินเดียเองมีการเติบโตอย่างรวดเร็วถูกจับตาว่า จะกลายมาเป็นเสือตัวใหม่ของเอเชีย รวมไปถึงภาพรวมของเศรษฐกิจอาเซียนที่กำลังฟื้นตัวจากภัยพิบัติทางเศรษฐกิจ
สิ่งนี้ทำให้เกิดการขยายตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่องในทวีปเอเชีย เพราะเงินลงทุนจากต่างชาติ กำลังไหล่บ่าเข้ามาอย่างรวดเร็วและรุนแรง ทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสูงที่สุดเท่าที่เคยเป็นมา และทำให้นักธุรกิจทั่วโลกต่างหลั่งไหลวางแผนเข้ามาลงทุนในเอเชียเพื่อไม่ยอมตกขบวนรถไฟ พอดีเนื้อที่หมดขอต่อสัปดาห์หน้านะครับ
________________________________________

You may also like...

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *